งัด ม.44 ให้ ‘ผู้ประกันตนคนพิการ’ ได้สิทธิบัตรทอง แก้ปัญหาถูกลดสิทธิหลังย้ายไปประกันสังคม

24 ต.ค.

งัด ม.44 ให้ ‘ผู้ประกันตนคนพิการ’ ได้สิทธิบัตรทอง แก้ปัญหาถูกลดสิทธิหลังย้ายไปประกันสังคม

“ประยุทธ์” งัด ม.44 ให้คนพิการสิทธิประกันสังคมมีสิทธิรับบริการสาธารณสุขตามสิทธิบัตรทอง ส่วนค่าใช้จ่ายให้เบิกจากกองทุนประกันสังคมตามเกณฑ์ที่กำหนด แก้ปัญหาคนพิการที่ได้งานทำและถูกย้ายสิทธิไปประกันสังคม แต่ถูกลดสิทธิการรักษา

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าราชกิจจานุเบกษา หน้า 16 เล่มที่ 133 ตอนพิเศษ 207 ง วันที่ 15 กันยายน 2559 เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 58/2559 ซึ่งลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 14 ก.ย.59 เรื่อง การรับบริการสาธารณสุขของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม โดยที่รัฐบาลได้ตระหนักถึง ความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของคนพิการในฐานะทรัพยากรบุคคลที่มีค่าของประเทศ ซึ่งรัฐสมควรจัดให้คนพิการได้รับการอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ โดยเฉพาะการรับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพเพื่อคนพิการได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถพึ่งพาตนเองได้

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 นอกจากประโยชน์ทดแทนในฐานะผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมแล้ว ให้คนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ที่เป็นผู้ประกันตน ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม มีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วย

ประโยชน์ทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558

ข้อ 2 ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จ่ายให้แก่คนพิการตามข้อ 1 วรรคหนึ่ง ให้จ่ายจากกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กระทรวงการคลังกำหนดภายใน 30 วันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ มิให้นำมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ในส่วนที่เป็นวัตถุประสงค์ของกองทุนประกันสังคม มาใช้บังคับกับการจ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง

ข้อ 3 ภายใน 30 วันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ให้สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการในส่วนของตน หรือร่วมกันดำเนินการเพื่อให้คนพิการได้รับบริการสาธารณสุขตามคำสั่งนี้

ข้อ 4 ในกรณีเห็นสมควร ให้นายกรัฐมนตรีเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

ข้อ 5 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในแต่ละปีนั้น จะมีคนพิการเฉลี่ย 9,000 ราย ที่อยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง เมื่อมีงานทำสิทธิการรักษาจะถูกเปลี่ยนไปอยู่สิทธิประกันสังคม ซึ่งทั้งหมดมีปัญหาด้านการใช้บริการ เนื่องจากระบบบัตรทองให้สิทธิคนพิการรักษาฟรีในสถานพยาบาลใดก็ได้ ขณะที่ระบบประกันสังคมคนพิการจะต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อให้เกิดสิทธิ และสามารถเข้ารับการรักษาได้เฉพาะโรงพยาบาลต้นสังกัดที่ลงทะเบียนประกันตนเอาไว้เท่านั้น

30 ก.ย.

ทำความรู้จัก อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)

อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือที่เราเรียกย่อ ๆ ว่า อสม. นั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยผ่านกระบวนการอบรมให้ความรู้จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และการปฏิบัติงานด้วยความเสียสละต่อประชาชนในหมู่บ้าน 

ความเป็นมาของ อสม.
ความเป็นมาของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน  ความเป็นมางานสาธารณสุขมูลฐานเกิดขึ้นหลังจากมีคำประกาศปฎิญญา สากล ว่าประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ที่จะให้ความร่วมมือทั้งรายบุคคลและเป็นคณะ เพื่อให้บรรลุสภาวะสุขภาพดีถ้วนหน้าภายในปี2543องค์การอนามัยโลกได้จัดสรร ทรัพยากร เพื่อสนับสนุนงานสาธรณสุขซึ่งดำเนินโดยชุมชนหรือที่เรียกว่าสาธารณสุขมูลฐาน สมัครสาธรณสุขประจำหมู่บ้านนั้นมาดัดแปรงมาจากความคิดนี้มีโครงการทดลองที่ จังหวัด พิษณุโลก

         ซึ่งนายแพทย์ สมบูรร์ วัชโรทัย ได้ทำไว้โดยคัดเลือกชาวบ้านบางคนมาทำการฝึกอบรม ให้ทำการรักษาพยาบาลอย่างง่ายๆ ในระยะแรกๆพบอุปสรรคทางสถาบันการศึกษากล่าวว่าเป็นการสร้างหมอเถื่อนจึงรวบ รวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่คล้ายๆ กันนำเสนอความคิดเรื่องอาสาสมัครเข้าสู่การวางแผนระดับชาติ โดยมีการประชุมปรึกษากันหลายครั้ง ในที่สุดก็ได้รับความเข้าใจทุกฝ่าย

         ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มโครงการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในปี พ.ศ.2520 ในระยะแรกเป็นไปในลักษณะโครงการทดลองใน 20 จังหวัด โดยดำเนินการทดลองในทุกอำเภอ อำเภอละ 1 ตำบลซึ่งตำบลที่เข้าไปดำเนินการต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

         1.เคยดำเนินการอบรมผู้สื่อข่าวสารสาธารณสุข (ผสส.) หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)มาแล้ว

         2. สะดวกต่อการเข้าไปนิเทศงานและประเมินผล

         3. มีสถานีอนามัยและมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำ

วัตถุประสงค์ของงานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน          วัตถุประสงค์ในการดำเนินงานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ได้แก่

         1. เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพกันเองด้วยวิธีที่ง่ายประหยัด และทั่วถึง

         2. เพื่อช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนบุคลากรทางด้านสาธารณสุขในชนบท

         3. เพื่อแก้ไขปัญหารักษาพยาบาลหรือดูแลรักษาสุขภาพที่ไม่ถูกต้องของประชาชน

         และเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2522 คณะรัฐมนตรีลงมติอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอให้เปลี่ยนคำ ว่า การสาธารณสุขเบื้องต้น เป็นสาธารณสุขมูลฐาน ดังนั้นอาสาสมัคร(อสม)จึงถือว่า วันที่ 20 มีนาคม 2522 เป็นวันอาสาสมัครสาธารณสุขด้วย

กิจกรรม          จัดให้มีการประกวดเพื่อคัดเลือก อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่น และจัดนิทรรศการเกี่ยวกับงานสาธารณสุขมูลฐาน

คุณสมบัติของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน          ผู้ที่จะเข้ามาเป็นอาสาสมัครในการดูแลสุขภาพอนามัยของเพื่อน บ้านโดยมิหวังผลตอบแทนใดๆ เรียกว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

         1. มีความสมัครใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมด้วยความเสียสละ และมีเวลาพอที่จะช่วยเหลือชุมชน

         2. มีความรู้อ่านออกเขียนได้

         3. เป็นผู้ที่ชาวบ้านไว้วางใจ

         4. มีที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพในหมู่บ้านนั้น ๆ

         5. มีอาชีพแน่นอนและมีรายได้เลี้ยงตนเอง

         6. ตั้งบ้านเรือนอยู่ในสถานที่ที่ประชาชนไปติดต่อได้ง่าย

         7. ไม่จำกัดเพศ และไม่จำกัดอายุ

         8. ไม่ควรเป็นข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแพทย์ประจำตำบล

         ในการคัดเลือกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จะคัดเลือกโดยวิธีออกเสียงในที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วยกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน (ถ้ามี) กลุ่มผู้สื่อข่าวสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตำบล แต่จะไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากทางราชการ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจว่า อสม. เป็นข้าราชการ ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่อาสาสมัครสาธารณสุข ได้มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีสุขภาพอนามัยดีขึ้น ช่วยให้ประเทศชาติลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ไม่จำเป็นลง ได้อย่างมหาศาล

         โดยทำหน้าที่ไนการ “แก้ข่าวร้ายกระจ่ายข่าวดีชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข บำบัดทุกข์ประชาชน ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี” ด้วยความวิริยุอุตสาหะ โดยปัจจุบันได้มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. เป็นจำนวนถึง 686,537 คน กระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งในเขตเมือง และเขตชนบท เพื่อทำหน้าที่ในการ ถ่ายทอดความรู้ กระตุ้นเตือน และส่งเสริมชักชวนให้พี่น้องประชาชนดูแลสุขภาพและป้องกันโรค โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ถูกต้องตามแนวสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ ทำให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

         รัฐบาลได้ตระหนักถึงคุณค่าและคุณความดีของอาสาสมัคร สาธารณสุขจึงได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2536 กำหนดให้ วันที่ 20 มีนาคมของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นวันที่มีความสำคัญ และมีความหมายต่ออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่มีความสำคัญต่อการสาธารณสุขในประเทศไทยอีกด้วย เนื่องจากวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2522 เป็นวันที่รัฐบาลได้บรรจุให้การสาธารณสุขมูลฐานเป็นนโยบายและโครงการระดับ ชาติ

หน้าที่ความรับผิดชอบของอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)

สื่อข่าวสารสาธารณสุขระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนในหมู่บ้าน
ให้การส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค โดยให้คำแนะนำ ถ่ายทอดความรู้แก่เพื่อนบ้านและแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว แกนนำชุมชนในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพพลานามัยให้แข็งแรง และเกิดการเจ็บป่วยน้อยที่สุด
ให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชน เช่น การรักษาพยาบาลเบื้องต้น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การจ่ายถุงยางอนามัย การตรวจวัดความดันโลหิต การตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะ การตรวจหาน้ำตาลในเลือด การส่งต่อผู้ป่วย และการติดตามดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อมาจากสถานบริการ
ปฏิบัติงานที่ ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน (ศสมช.) หรือสถานที่ตามกำหนดของหมู่บ้าน
จัดกิจกรรมเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาสาธารณสุขในหมู่บ้าน เช่น กิจกรรมเฝ้าระวังทางโภชนาการ โดยการชั่งน้ำหนักเด็ก การติดตามหญิงมีครรภ์ให้มาฝากท้องและตรวจครรภ์ตามกำหนด ให้บริการชั่งน้ำหนักหญิงมีครรภ์เป็นประจำทุกเดือน ติดตามเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และตรวจสุขภาพตามกำหนด กิจกรรมเฝ้าระวังด้านสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยการติดตามให้มารดานำเด็กไปรับวัคซีนตามกำหนด และกิจกรรมเฝ้าระวังเรื่องโรคระบาดและโรคติดต่อประจำถิ่น โดยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคหรือพาหะนำโรค
บริหารจัดการวางแผน แก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน โดยใช้งบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลและจากแหล่งอื่นๆ
ชักชวนเพื่อนบ้านเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาสุขภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน
ดูแลสิทธิประโยชน์ด้านหลักประกันสุขภาพและสาธารณสุขของประชาชนในหมู่บ้าน โดยเป็นแกนนำในการประสานงานกับผู้นำชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลและเครือข่ายสุขภาพ กระตุ้นให้มีการวางแผนและดำเนินงานเพื่อพัฒนางานสาธารณสุขของหมู่บ้าน บนพื้นฐานข้อมูลของชุมชน สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านสังคมเศรษฐกิจและจิตใจควบคู่กันไป

มติคณะรัฐมนตรี ได้กำหนดให้ วันที่ 20 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่อาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานและเสียสละเพื่อสังคมมาทั้งปีเพื่อเชิดชูเกียรติของอสม.ให้สังคมรับรู้ถึงบทบาทการทำงานหลายสาขาและกิจกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้านและชุมชน เพื่อยกระดับการทำงานของ อสม. และกิจกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้าน/ชุมชน ให้ดีขึ้น ในปี 2550 นี้ ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ทำการคัดเลือกอาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่น (อสม.) จังหวัดสงขลา มีด้วยกัน 10 สาขา
สาขาการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคติดต่อ (ไข้เลือดออก, ไข้หวัดนกระบาด อสม.ทั่วประเทศได้ช่วยกันรณรงค์ให้ความรู้ชาวบ้านในการสังเกตอาคารของสัตว์ปีก และลงสำรวจทุกหลังคาเรือน สาขาสุภาพจิตในชุมชน  สาขายาเสพติดในชุมชน สาขาการบริการในศสมช. สาขาการคุ้มครองผู้บริโภค สาขาการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ อสม. ก็เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลชาวบ้านด้านการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพด้วยการกินผักให้เป็นยา สาขาเอดส์ในชุมชน สาขาการส่งเสริมสุขภาพ (ออกกำลังกายและสร้างสุขภาพ) สาขาการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ (โรคเบาหวาน ความดันโลหิต) สาขาการจัดการสุขภาพชุมชน เป็น 10 สาขาที่มีการประกวดมี 8 ระดับด้วยกันจากหมู่บ้าน/ชุมชน ตำบล อำเภอ โซนจังหวัด เขต ภาคและระดับชาติ อสม. ที่ผ่านการคัดเลือกจะไปรับรางวัลซึ่งเป็นแหวนทองคำลงยาในระดับเขต ระดับภาค ถ้าเป็นระดับชาติก็จะได้แหวนทองคำฝังเพชรและได้รับเครื่องราชอิสยาภรด้วย ตอนนี้จังหวัดสงขลาของเราจัดประกวดเสร็จสิ้นไปแล้ว ทั้ง 10 สาขา ในวันที่ 8 ก.พ. 51 นี้ ก็จะประกวดกันในระดับเขตและภาคที่จังหวัดนครศรีธรรมราชพวกเราก็ขอเอาใจช่วยและส่งกำลังใจให้ไปให้ถึงระดับชาติกับทุกคนในปี 50 ที่ผ่านมาจังหวัดสงขลาเราได้ระดับชาติมาถึง 2 สาขา คือสาขายาเสพติดในชุมชน สาขาการจัดการสุขภาพชุมชน ประชาชนทุกคนทุกระดับสามารถช่วยเหลือสังคมได้กันทั้งนั้นไม่เลือกว่าคนนั้น คนนี้จะเรียนจบมาระดับใด ถ้าพวกเราทุกคนมีจิตอาสาที่เป็นสาธารณะก็ช่วยชาติบ้านเมืองได้ ตามกำลังและความรู้ความสามารถของเรา ในฐานะประชาชนคนไทย

– ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาสุขภาพภาคประชาชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

– School Net Thaniland

– สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง

– http://khonhomphc.igetweb.com

28 ก.ย.

รวม40ประเด็น ที่คนรวยทำเหมือนกัน

How-to-Become-Rich2

หลายคนที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง ในการที่จะก้าวสู่ความคำว่า “รวย” ความรวยจะพูดถึงนี้ไม่ใช่ความรวยที่มาจากการเสียงหรืออาศัยโชคชะตาราศี หรือ วาสนานำพา แต่เป็นการปรับพฤติกรรมของเราเองในชีวิตจริงเพื่อพลิกชีวิตสู่ความเป็นว่าที่ คนรวย วันนี้เราได้เสาะหาประเด็นต่างๆ ที่จะเป็นแนวทางให้แก่ผู้ที่ต้องการรู้ว่า คนรวยเขาทำอย่างไรบ้างในดำเนินชีวิต โดยประเด็นหลักๆมี 40 ข้อดังนี้Read More

27 ก.ย.

รถเสียบนทางด่วน ทำอย่างไรดี?

ขับรถอยู่ดี ๆ รถเกิดเสียบนทางด่วนกะทันหัน หลายคนอาจไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไรมีคำตอบมาฝากกันครับ

1.สิ่งแรกที่ควรทำคือการตั้งสติให้มากที่สุด หากไม่จำเป็นอย่าออกจากรถ จากนั้นเอารถเข้าข้างทางแล้วเปิดไฟฉุกเฉิน

2.โทรแจ้งศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ทางพิเศษ (EXAT Call Center) กด 1543 ☎ เพื่อแจ้งลักษณะรถ ปัญหาของรถ และพิกัดหรือหลักกิโลที่สังเกตได้จากแถบสีฟ้าข้างกำแพงกับเจ้าหน้าที่ (ข้อนี้จำไว้ว่าบนใบเสร็จทางด่วนจะมีเบอร์โทร. อยู่ครับ)

3.หากโทรศัพท์มือถือแบตหมด ให้มองหาตู้สีส้มเพื่อกดโทร. แจ้งเจ้าหน้าที่ จากนั้นนั่งรอในรถให้เรียบร้อย

4.ในกรณีที่ไม่สามารถติดต่อใครได้ ให้นั่งรอในรถจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมา เพราะบนทางด่วนจะมีกล้อง CCTV ตรวจตรา และรถตรวจการณ์ออกทุกๆ 1 ชั่วโมง ?

5.เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงจะช่วยดูอาการเบื้องต้นของรถ และแก้ไขให้ครับ แต่หากรถไม่สามารถเสี่ยงขับต่อไปได้ จะมีการเรียกรถลากมาช่วยเหลือ(อาจมีหรือไม่มีค่าใช้จ่ายแล้วแต่กรณี) หรือพาไปที่อู่ใกล้ๆ

6.เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ให้เซ็นเอกสารเป็นหลักฐานการปฏิบัติติงานของเจ้าหน้าที่ เป็นอันจบครับ

สำหรับใครที่รถเสียบนทางด่วน โดยเฉพาะในเวลากลางคืน หากเป็นไปได้ให้อยู่ในรถและคาดเข็มขัดนิรภัย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคุณ ที่สำคัญอย่าลืมเปิดไฟฉุกเฉินนะครับ

Cr: https://www.facebook.com/JoySukumal/posts/10152755716200902:0

26 ก.ย.

รัฐเตรียมขับเคลื่อนเต็มสูบรื้อค่ารักษา ดึงระบบประกันสวมแทนสวัสดิการขรก.

กรมบัญชีกลางมั่นใจผลศึกษานำระบบประกันมาดูแลค่ารักษาพยาบาลข้าราชการแทนเสร็จทันตุลานี้ ยอมรับหวั่นกระทบสิทธิ์ข้าราชการ จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ด้านสมาคมประกันฯเด้งรับเร่งขอข้อมูลปรึกษาผู้เชี่ยวชาญต่างชาติก่อนสรุปเบี้ยประกันและความคุ้มครอง


นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเปิดเผยว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ กรมบัญชีกลางจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนกรณีว่าจ้างสมาคมประกันเข้ามาศึกษาเรื่องค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ตามคำสั่งของ รมว.คลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดเงินงบประมาณของรัฐบาล ทั้งนี้ ในแต่ละปีงบประมาณ กรมบัญชีกลางประสบปัญหาการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัว มียอดการเบิกจ่ายทะลุ 60,000 ล้านบาทมาตั้งแต่ปี 56 โดยมียอดการเบิกจ่ายจริง 62,000 ล้านบาท งบประมาณปี 57 เบิกจ่ายจริง 64,000 ล้านบาท งบประมาณปี 58 เบิกจ่ายจริง 66,000 ล้านบาท และคาดว่างบประมาณปี 59 จะมียอดการเบิกจ่ายจริงสูงถึง 68,000 ล้านบาท


นายมนัสกล่าวว่า ปัจจุบันมีข้าราชการได้รับสิทธิ์รักษาพยาบาล 2 ล้านคน และเมื่อนับรวมบุคคลในครอบครัวแล้ว เช่น พ่อ แม่ สามีหรือภรรยาและบุตรแล้ว จำนวนผู้มีสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ผู้รับสิทธิ์ไม่ได้เพิ่มขึ้น หรือลดลงมานานหลายปีแล้ว แต่สาเหตุที่ยอดการเบิกจ่ายมีเพิ่มขึ้นเพราะ 
1.คนไทยมีอายุยืนยาวมากขึ้น 
2.ประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลดีขึ้นและ 
3.คนไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น 

การใช้ระบบประกันสุขภาพมาดูแลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพราะระบบประกัน
มีอุปกรณ์ ระบบการตรวจสอบโรค การพิจารณาค่ารักษาและการคิดค่ายาดีกว่าของราชการมาก ทำให้เชื่อมั่นว่าจะประหยัดเงินงบประมาณได้ ซึ่งประเด็นนี้จะทำให้กรมบัญชีกลางสามารถควบคุมการเบิกจ่ายรักษาพยาบาลไม่ให้เกินงบปีละ 60,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน


นายมนัสกล่าวต่อว่า กรมบัญชีกลางต้องการคุมการเบิกจ่ายงบค่ารักษาพยาบาลไม่ให้เกินปีละ 60,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ชัดเจน เพราะสมาคมประกันต้องไปวิเคราะห์ตัวเลขหรือหาสถิติของการรักษาพยาบาลของข้าราชการในอดีต เพื่อประเมินตัวเลขที่แท้จริงออกมาให้ได้ก่อน หลังจากนั้นถึงจะหาข้อสรุป เพื่อรายงานให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป 
ที่ผ่านมากรมบัญชีกลางหารือเรื่องค่ารักษาพยาบาลข้าราชการมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 รอบแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่มีข้อสรุป เพราะเกรงว่าการนำระบบประกันมาใช้จะมีผลกระทบต่อสวัสดิการของข้าราชการ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เจ็บป่วยในวัยทำงาน แต่จะเจ็บป่วยในวัยชรา โดยในช่วงของการทำงานจะยอมรับเงินเดือนน้อยๆ เพื่อหวังสวัสดิการด้านอื่นในวัยเกษียณมากกว่า


ด้านนายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยถึงแนวคิดกระทรวงการคลังต้องการนำระบบประกันเข้าใช้ดูแลค่ารักษาพยาบาลแก่ข้าราชการและครอบครัวแทนการจ่ายสวัสดิการของภาครัฐว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทยพร้อมที่จะเข้ามารับประกันโครงการนี้ และขณะนี้กำลังขอข้อมูลจากกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้สิทธิ สถิติการจ่ายสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัว รวมถึงขอคำปรึกษาจากบริษัทประกันภัยจากต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในการรับประกันสุขภาพขนาดใหญ่ เพื่อมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและคิดเบี้ยประกันที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปและเสนอให้กระทรวงการคลังได้ภายใน 2-3 เดือนนี้ ส่วนจะเริ่มใช้จริงได้เมื่อไรต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณา


อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ตั้งเงื่อนไขโครงการรับทำประกันสุขภาพแก่ข้าราชการและครอบครัวครั้งนี้ ต้องให้ได้รับการคุ้มครองไม่น้อยกว่าสวัสดิการเดิมที่ได้รับจากภาครัฐ ซึ่งเบื้องต้นบริษัทประกันอาจนำสวัสดิการเดิมของภาครัฐมาเป็นมาตรฐานใช้ก่อนในช่วง 1-2 ปี หลังจากนั้นจึงค่อยปรับพัฒนาให้เหมาะสมต่อไป ซึ่งโครงการนี้ต้องใช้ทุนประกันสำหรับจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงมาก ปีละไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะเป็นโครงการที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งบริษัทประกันจากไทยคงไม่สามารถรับประกันเองได้หมด จึงอาจนำทุนและเบี้ยประกันไปส่งต่อกับให้กับบริษัทต่างประเทศด้วย.
กรมบัญชีกลาง ยัน ข้าราชการได้สิทธิเบิกค่ารักษาเหมือนเดิม แม้เปลี่ยนให้บริษัทประกันดูแล

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวถึงแนวทางการนำระบบประกันภัยเข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาข้าราชการว่า ยังอยู่ในขั้นตอนของการหารือกับสมาคมประกันภัย เพื่อให้บริษัทประกันภัยในไทยเข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลวงเงิน 6 หมื่นล้านบาท แทนกรมบัญชีกลาง เพื่อให้การบริหารเงินและการเบิกค่ารักษาพยายามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และขอยืนยันว่าสิทธิต่างๆ ของข้าราชการและครอบครัวกว่า 6 ล้านคนยังเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ การเบิกยังสามารถเบิกตรงกับกรมบัญชีกลางได้

“ไม่อยากให้ข้าราชการกังวล หรือออกมาโจมตี ก่อนที่จะมีข้อสรุปอย่างเป็นทางการออกมา ยังเป็นเพียงการพิจารณาว่าสมควรจะดำเนินการหรือไม่ ถ้าใช้ระบบประกันจะมีผลดีผลเสียอย่างไร ถ้าไม่ดี อาจจะไม่ใช้ก็ได้ จะพยายามสรุปให้ได้ภายในปีนี้ ถ้าจะใช้น่าจะเป็นช่วงปี 2560”

นายมนัสกล่าวยอมรับว่า ที่ผ่านมาการเบิกค่ารักษาพยาบาลข้าราชการยังมีรอยรั่ว มีการไปช้อปปิ้งยา หรือเวียนรับยามาจำนวนมากๆ แล้วนำไปแจกจ่ายให้ญาติ หรือนำไปขาย ทั้งนี้สามารถตรวจพบการทุจริตเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัวแล้ว 11 ราย ได้ดำเนินคดีไปแล้ว 2 ราย อีก 9 รายอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐาน

“ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการปรับเพิ่มขึ้นทุกปี พบว่าถึงเดือนสิงหาคม 2559 มียอดเบิกจ่ายเงินแล้ว จำนวน 6.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2559 จะเบิกจ่ายประมาณ 6.8 หมื่นล้านบาท ถือว่าเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้เมื่อ 3 ปีก่อนได้รับจัดสรรค่ารักษาพยาบาลไว้ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งค่ารักษาพยายามที่สูงขึ้นเนื่องจากมีคนสูงอายุมากขึ้น และกรมบัญชีกลางได้ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีแพทย์แผนไทย การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต และการเบิกค่ารักษาทันตกรรม

20 ก.ย.

บ้านอิพ่ออิแม่

เล่าถึง อดีตช่วง ปี ๒๕๓๓ ถึง ๒๕๓๙ เท่าที่จำได้นะค่ะ

ทุกครั้งที่นึกถึงบ้านช่วงที่อยู่กับคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ช่วยทำงานอยู่บ้าน เรียน เล่น ตามประสาเด็ก  เป็นเวลาที่มีความสุขมากค่ะแบบไม่รู้อิโน่อิเน่อะไร  โลกของดิฉันตอนนั้น มีแค่ แม่ พี่ น้อง ความจำเล็กน้อยเกี่ยวกับพ่อ – บ้าน ทุ่งนา ครู กับโรงเรียน ดิฉันเป็นเด็กขยันค่ะ มีกำลังเยอะ ชอบเล่นโหนโจนกระยาน ปีนป่ายยังกะเด็กผู้ชาย ทำทุกอย่างที่ผู้ใหญ่พาทำ โชคดีที่คุณครูที่โรงเรียนเมตตา ให้เราไปอยู่ช่วยงานด้วยช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จึงไม่มีเวลาเกเรหลงทาง ขอบคุณแม่และคุณครูด้วยค่ะ คุณแม่เป็นคนขยันมากค่ะ ที่บ้านมีงานเยอะมากๆถ้ากลับไปอยู่บ้านก็ไม่ตกงานค่ะ ไหนจะ เลี้ยงไก่ หมู เป็ด เดินเต็มหลังบ้านเลยค่ะ ต้องเจอกันทุกวัน เช้า เย็นเอารำข้าวให้มันกิน  รดน้ำผักทุกเช้าเย็น ทำนา ทำสวน  ปลูกถั่ว มัน อ้อย สารพัดของกินได้Read More

16 ก.ย.

แนะนำ 8 วิธี ถนอมสายตา ลดความเมื่อยล้าจากคอมพิวเตอร์

สายตาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เรามักจะมีอาการล้าเมื่อต้องนั่งทำงานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน วันนี้เรามีเทคนิคดีๆ ถนอมสายตามาฝากครับ

1. เลือกจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำเพื่อถนอมสายตา วิธีทดสอบแบบง่ายๆ ทำโดยการปิดสวิตช์ภาพ แล้วเอาหรือแขนไปจ่อไว้ไกล้ๆ จอภาพให้มากที่สุด ซึ่งจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำจะแทบไม่รู้สึกถึงไฟฟ้าสถิตตามขนที่บริเวณผิวเลย

2. ปรับแสงและความคมชัดหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตาให้มากที่สุด รวมทั้งความสว่างภายในห้องเราด้วย เพราะหากทำงานกับคอมพิวเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า และจอภาพมีความสว่างมาก ก็ยิ่งสงผลเสียต่ดวงตาได้ง่ายขึ้น

3. ตำแหน่งของจอภาพควรห่างจากดวงตาพอประมาณ 18-24 นิ้วหรือประมาณช่วงแขนเอื้อม และปรับระดับให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศา ซึ่งหากระยะห่างระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กันอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและปวดตาได้ง่าย

4. ควรใส่แผ่นกรองรังสีติดไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นการช่วยกระจายรังสีจากคอมพิวเตอร์สู่สายตา ที่สำคัญควรเลือกแบที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้

5. ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เสมอ เพราะฝุ่นละอองอาจะทำให้เกิดการสะท้อนมากยิ่งขึ้น

6. การหยุดพักหรือการเปลี่ยนแปลงตารางการทำงานซะใหม่ จะช่วยให้สายตาคลายความเมื่อยล้าจากการจ้องหรือเพ่งคอมพิวเตอร์ได้ เช่น หยุดพักสายตาครั้งละ 15 นาที ทุกๆ 2 ชั่วโมง แล้วค่อยเริ่มการทำงานต่อไป ก็จะช่วยให้ถนอมสายตาได้

7. ใช้ผ้าซุปน้ำหมาดๆ วางไว้บนเปลือกตา และหลับตาสัก 2-3 นาที หรือจะให้ดีกว่านั้น ปิดไฟ นอนพะสักครู่ เพื่อเป็นการซาร์ตพลังงายให้กลับสายตามาแข็งแรงอีกครั้ง

8.สำหรับคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ แจจะเกิดการตาแห้งเพราะห้องที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักจะเป็นห้องห้องแอร์ เมื่อบวกกับความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำให้อากาศแห้ง การหยดน้ำตาเทียมก็จะช่วยให้ตากลับมาสดชื่นอีกครั้งได้

16 ก.ย.

อันตรายควันธูปมีสารพิษก่อมะเร็ง

“กระทรวงสาธารณสุข” เตือนอันตรายจากควันธูปและการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง หากสูดสะสมเป็นระยะเวลานาน ก่อให้เกิดสารมะเร็ง เผยจุดเพียง 3 ดอกเท่ากับสูดควันรถบริเวณที่มีการจราจรคับคั่ง แนะควรใช้ผ้าปิดจมูก และอยู่ในที่ถ่ายเทสะดวก

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริมการดูแลสุขภาพประชาชนและจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ภายในอาคาร บ้าน สำนักงาน โรงแรม ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อปัญหาคุณภาพอากาศทั้งภายในและภายนอกอาคารที่เกิดจากเครื่องปรับอากาศที่ขาดการดูแล สารอินทรีย์ระเหยง่าย สีทาอาคารและวัสดุ เครื่องใช้สำนักงาน ฝุ่นจากเครื่องถ่ายเอกสาร ควันธูปและควันจากท่อไอเสียรถยนต์ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมา ซึ่งจากข้อมูลสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2555 พบว่า คนไทยป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ มีอัตราป่วย 473.34 คนต่อประชากร 1,000 คน จำเป็นต้องดำเนินมาตรการป้องกัน ลด และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศทั้งภายนอกและภายในอาคารอย่างจริงจัง เพื่อให้คนไทยปลอดภัยและมีสุขภาพดีจากการได้รับอากาศที่สะอาด

“โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อมทางอากาศรอบๆตัวเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการจุดธูป เผากระดาษเงินกระดาษทองในวัดไทย วัดจีน ศาลเจ้า รวมถึงการจุดในบ้าน เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามประเพณีเชื้อสายจีน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งผู้ที่อยู่ในบริเวณภายในและภายนอกสถานที่นั้นๆ ได้ เพราะการจุดธูปจำนวนมาก ๆ แต่ละครั้ง ธูปที่เผาไหม้จะปล่อยฝุ่นละอองและสารมลพิษออกมามากมาย สารที่เกิดขึ้นจากการจุดธูปเทียนมาจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น กาว สี น้ำหอมเคมีเมื่อจุดธูปจะทำให้เกิดคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารอินทรีย์ระเหยง่าย รวมถึงสารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด ได้แก่ สารในกลุ่ม PAH (Polycyclic aromatic hydrocarbon) เบนซินบิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน นอกจากนี้ ยังมีโครเมียม ตะกั่ว และนิกเกิล ส่วนขี้เถ้าที่เกิดจากการจุดธูปจะมีแมงกานีสเป็นส่วนใหญ่ การกำจัดหรือจัดการขี้เถ้าที่ไม่ถูกต้อง เช่น ทิ้งลงในน้ำ อาจปนเปื้อนแหล่งน้ำหรือดินได้ หากดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนแมงกานีสจะทำให้เกิดผลเสียต่อสมอง ซึ่งได้มีงานวิจัยด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์พบว่าการจุดธูปเพียง 3 ดอก ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งเทียบเท่ากับการสูดควันรถบริเวณที่มีการจราจรคับคั่งอีกด้วย สำหรับการเผากระดาษกระดาษเงินและกระดาษทองทำให้เกิดสารในกลุ่ม PAH เบนซินบิวทาไดอีน ซึ่งล้วนเป็นสารก่อมะเร็ง เกิดจากวัตถุดิบที่ใช้ผลิตกระดาษเงินและกระดาษทอง เช่น สี กาว สารที่ใช้เคลือบเงา เป็นต้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

 ขณะที่ ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การป้องกันตนเองให้ปลอดภัยต่อการได้รับสารต่างๆ จากการจุดธูป และการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง ทำได้ด้วยการใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก หรือสวมใส่หน้ากากอนามัยขณะจุด เผา หรือต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นควันจำนวนมาก ใช้ธูปสั้นและขนาดเล็กแทนการใช้ธูปยาวและมีขนาดใหญ่เพื่อลดปริมาณควัน หากต้องจุดภายในบ้าน ควรเปิดประตู หน้าต่าง ให้มีการระบายควันออกไปนอกบ้าน หรือจุดในกระถางบรรจุทรายนอกบ้านในพื้นที่เปิดโล่ง ซึ่งต้องระมัดระวังเพื่อป้องกันการเกิดไฟไหม้ ไม่ควรจุดธูปแล้วปักลงบนอาหารหรือใกล้กับอาหารเพื่อป้องกันการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนควันและขี้เถ้าจากธูป เก็บกวาดขี้เถ้า เพื่อไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่นจากขี้เถ้าเข้าสู่ร่างกาย สำหรับในสถานที่ที่มีการจุดธูปจำนวนมาก ควรจัดสถานที่ให้มีการระบายอากาศดี ติดตั้งพัดลมระบายเพื่อดึงควันธูปออกสู่ภายนอกให้เร็วที่สุด จัดเจ้าหน้าที่ในการดับควันธูปและสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นควันขณะปฏิบัติงาน ดูแลไม่ให้มีควันฟุ้งในพื้นที่จำนวนมาก ไม่ควรให้เด็กเล็กอยู่ใกล้ในบริเวณดังกล่าว และต้องล้างมือ ล้างหน้าหลังจากการสัมผัสหรืออยู่ในบริเวณที่มีควันธูปและกระดาษเงิน กระดาษทอง

“สำหรับในกลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมโป่งพอง นับเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก เนื่องจากโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อับทึบ ชื้น มีเชื้อรา หรือฝุ่นละออง ซึ่งสารเหล่านี้จะกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการแพ้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือสูดดมควันธูป หากไม่สามารถเลี่ยงได้ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัย ปิดปากและจมูก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการพักผ่อนหรือนอนหลับบริเวณที่มีการจุดธูป และหมั่นทำความสะอาดบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อลดการสะสมของฝุ่นละอองจากควันธูปที่อาจตกค้างได้” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ที่มา : เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

12 ก.ย.

ข้อแนะนำ และการปฏิบัติให้ถูกกฏเมื่อขับรถป้ายแดง

  “ป้ายแดง” เป็นสิ่งที่ได้มาพร้อมกับการออกรถใหม่ จึงเกิดค่านิยมที่ชอบขับรถป้ายแดง เพราะทำให้มีความรู้สึกเหมือนได้ขับรถใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่รู้ไหมว่า ป้ายแดง ตัวดีนี้แหละที่จะนำพาเรื่องปวดหัวมาให้คุณไม่รู้ตัว เพราะป้ายแดงนั้นยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองตามกฎหมาย เป็นป้ายที่ใช้เพียงแค่ชั่วคราวซึ่งต้องทำตามกฎระเบียบจากขนส่งอย่างเคร่งครัด
    แม้ว่าหลายคนจะภูมิใจกับการใช้รถป้ายแดง แต่รู้หรือไม่ว่า ตามกฎหมายแล้วการขับรถป้ายแดงมีข้อห้ามสารพัด ซึ่งหากคุณตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ก็อาจต้องเสียค่าปรับหลักหมื่นโดยไม่รู้ตัว คราวนี้ จะพาไปรู้จักการขับขี่รถป้ายแดงที่ถูกต้องตามกฎหมายกัน

    ต้องลงคู่มือป้ายแดงเสมอ

     รถป้ายแดงจะมาพร้อมกับสมุดคู่มือประจำรถ ซึ่งการขับรถทุกครั้งจะเป็นต้องลงรายละเอียดให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นชื่อผู้ขับรถ, เวลาใช้รถ, จุดหมายปลายทาง ฯลฯ ซึ่งปกติแล้วตำรวจจะอนุโลมไม่ตรวจเช็คสมุดดังกล่าว แต่อย่าลืมว่าตามกฎหมายแล้วคุณต้องลงเล่มทะเบียนทุกครั้งที่ใช้งาน หากมิเช่นนั้นจะมีความผิดตามมาตรา 28 และ มาตรา 61 ถูกปรับเป็นเงินไม่เกิน 1,000 บาท หากคุณตำรวจเอาจริง
     ใช้กลางคืนได้แต่ต้องได้รับอนุญาต
     ปกติแล้วรถป้ายแดงจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานตอนกลางคืน เนื่องจากง่ายต่อการกระทำผิดและหลบหนี เนื่องจากแผ่นป้ายสีแดงจะมองเห็นได้ยากกว่าป้ายสีขาวทั่วไป แต่หากมีความจำเป็นจริงๆ ผู้ขับขี่จะต้องลงบันทึกการใช้รถ พร้อมทั้งต้องมีลายเซ็นจากนายทะเบียน จึงจะสามารถใช้งานในเวลากลางคืนได้ตามกฎหมาย
      ห้ามวิ่งข้ามเขต
     ตามกฎหมายแล้วรถป้ายแดงจะสามารถใช้งานได้เฉพาะจังหวัดที่ระบุไว้บนแผ่นป้ายเท่านั้น หากจำเป็นต้องใช้งานข้ามจังหวัด ผู้ขับขี่มีความจำเป็นต้องลงบันทึกการใช้รถ พร้อมทั้งได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนเสียก่อน หากเอกสารถูกต้องตามนี้ รับรองว่าตำรวจไม่มีทางเอาผิดได้แน่นอน
      ใช้ป้ายแดงเกินไปอาจโดนปรับหนัก
     ป้ายแดงสามารถใช้งานกับรถแต่ละคันได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งปกติเจ้าของรถจะได้รับป้ายขาวภายใน 30 วันหรือน้อยกว่านั้น แต่หากมีการใช้งานป้ายแดงนานเกินไป อาจทำให้เข้าข่ายหลีกเลี่ยงการจดทะเบียนรถ หรือใช้งานรถยนต์ที่ไม่ได้มีการขึ้นทะเบียน ซึ่งตามมาตรา 59 ระบุโทษปรับไว้สูงสุด 1 หมื่นบาทเลยทีเดียว
      ปกติแล้วคุณตำรวจมักจะอนุโลมข้อหาที่เกี่ยวกับรถป้ายแดง เนื่องจากมีปริมาณรถบนท้องถนนมาก แต่หากปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก็จะช่วยให้ใช้งานได้อย่างมั่นใจมาก
ปัญหาและการแก้ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับป้ายแดง
 เจอป้ายแดงปลอม
            ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเมื่อคุณซื้อรถแล้ว ทางดีลเลอร์รถไม่มีป้ายแท้ให้เนื่องจากค่าใช้จ่าย ข้อจำกัดในการขอ หรือความล่าช้าต่าง ๆ ทำให้ต้องจัดหาป้ายทะเบียนปลอมมาให้คุณแทน และการใช้ป้ายแดงปลอมนั้น เป็นการกระทำผิดทางอาญาเนื่องจากเป็นการใช้เอกสารปลอม
  วิธีแก้ไข
           ตรวจสอบได้ง่าย ๆ จากสีของป้ายแดงปลอมนั้นจะสีไม่สด และออกไปทางชมพูมากกว่า ป้ายแดงแท้ต้องตัวพิมพ์นูน “ขส” ที่มุมขวาล่างของทะเบียน พร้อมสมุดคู่มือประจำรถที่มีหมวดตัวอักษรเลขตรงกันทั้งหมด ซึ่งเราสามารถนำป้ายมาให้กรมการขนส่งฯ ตรวจสอบได้ว่าเป็นป้ายจริงหรือป้ายปลอมได้ ส่วนการดำเนินการเอาผิดต่อดีลเลอร์รถนั้น เราสามารถร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งกรณีความผิดดังกล่าวนั้นเป็นความผิดที่มีโทษทางกฎหมายอาญา ที่บริษัทขายรถจะต้องรับผิดชอบครับ
 ต้องพกคู่มือทะเบียน
            เนื่องจากการป้ายแดงป้ายที่ใช้เพียงแค่ชั่วคราวซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองตามกฎหมาย ตำรวจสามารถเรียกตรวจสอบคู่มือทะเบียน และตรวจรายละเอียดการใช้รถในสมุดคู่มือทะเบียนรถ ถ้าเราไม่ได้ใส่รายละเอียดไว้ก็สามารถโดนจับปรับได้
  วิธีแก้ไข
            พกคู่มือทะเบียนไว้ตลอดทุกครั้งที่ใช้รถเดินทาง ต้องกรอกรายละเอียดในรายการใช้รถในสมุดคู่มือทะเบียนให้ครบถ้วน
มีเวลากำหนดใช้
            ตามกฎหมาย ห้ามขับรถป้ายแดงตั้งแต่หลังพระอาทิตย์ตกจนพระอาทิตย์ขึ้น หรือเวลา 6.00 น – 18.00 น. ครับซึ่งในตอนนี้อาจจะมีการอนุโลมให้ได้ดึกกว่าเดิมเนื่องจาก การจราจรที่ติดแบบสุด ๆ ในบ้านเรา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ด้วย
 วิธีแก้ไข
            หากจำเป็นต้องการใช้รถป้ายแดงในเวลากลางคืนจริง ๆ ต้องกรอกรายละเอียดในสมุดคู่มือให้ครบ พร้อมแจ้งขออนุญาตจากนายทะเบียนพร้อมมีลายเซ็นกำกับในคู่มือทะเบียน
 ห้ามวิ่งข้ามจังหวัด
            หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้หลาย ๆ คนเสียค่าปรับมามากแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่อยู่จังหวัดปริมณฑล เช่นรถทะเบียนนนทบุรี แต่ต้องวิ่งเข้ามากรุงเทพฯ รับรองว่าเจอตำรวจที่ไหนก็โดนเรียกตรวจและจับปรับแน่นอน
 วิธีแก้ไข
           ต้องขออนุญาตจากขนส่งในพื้นที่ว่ามีเหตุจำเป็นต้องใช้รถข้ามจังหวัด แล้วนำเอกสารที่ขออนุญาตติดไว้ในรถ เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมื่อถูกเรียกตรวจสอบ
ใช้ป้ายแดงนานเกินไป
            อย่างที่รู้ ๆ กันครับว่าป้ายแดงก็เฉพาะรถที่อยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารเพื่อจดทะเบียน ซึ่งตามกฎหมายแล้วไม่ใช้เกิน 1 เดือน นับแต่วันที่ซื้อรถหรือใช้งานไม่เกิน 3,000 กิโลเมตรครับ ซึ่งถ้าใช้ป้ายนานไป อาจตกอยู่ในภาวะหลีกเลี่ยงการจดทะเบียนรถ หรือเป็นรถยนต์ที่ไม่ได้มีการขึ้นทะเบียน ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท
  วิธีแก้ไข
            เนื่องจากทางดีลเลอร์รถมักจะรวบรวม ให้มีผู้ยื่นขอเยอะก่อนแล้วทำให้ทีเดียวซึ่งเกิดความล่าช้า เราสามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่เกิน 1 วัน เท่านั้น ซึ่งเจ้าของรถจะได้รับแผ่นป้ายทะเบียนไปติดรถทันทีในวันที่จดทะเบียน เพียงนำหลักฐานการได้มาของรถ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หลักฐานการทำ พ.ร.บ. และนำรถเข้ารับการตรวจสภาพที่กรมการขนส่งทางบก หรือ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่ประสงค์จดทะเบียนรถ
 ความเสี่ยงรถหายสูง
            รถใหม่ป้ายแดงยังอยู่ในสภาพใหม่ ย่อมมีราคาแพงกว่ารถที่ใช้งานแล้ว อีกทั้งสามารถสวมอ้างเป็นเจ้าของรถได้ง่ายกว่าหากโดนเรียกตรวจสอบที่ด่านตรวจ เนื่องจากแค่แสดงสมุดทะเบียน (ปลอมได้ง่าย) เพื่อบอกว่าไปทำอะไรที่ไหน ทำให้ยากแก่การตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของรถ ทั้งหมดนี้แหละที่เป็นเหตุผลให้โจรชอบรถป้ายแดง
 วิธีแก้ไข
            เวลาจอดรถในที่จอดก็ไม่ควรเป็นมุมอับหาตำแหน่งที่คนเดินผ่านตลอดเช่น ทางเข้าออกของที่จอดรถ ทางใกล้บันไดหรือลิฟต์ พยายามจอดรถในรั้วบ้านอย่าจอดหน้าบ้านเพราะคิดว่าปลอดภัยพอ (โดนกันมาเยอะแล้ว) และทางที่ดีที่สุดคือรีบเปลี่ยนแผ่นป้ายทะเบียนให้เป็นสีขาวได้ตกเป็นเป้าน้อยลงครับ
9 ก.ย.

อันดับต้นๆของประเทศที่เล็กที่สุดในโลก

_86066761_86066760

เรื่องที่น่ารู้มากมาย หลายๆ คนอาจจะสนใจเรื่องที่เป็นที่สุดในโลก  อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าอะไรที่สุด ก็เรื่องประเทศที่เล็กที่สุดในโลก ตามมาดูกันเลย ว่าจะมีประเทศที่คุณรู้จักกันบ้างหรือไม่Read More

9 ก.ย.

ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก ประเทศซีแลนด์

sealand1

เรื่องมันมีอยู่ว่า มีคนมาถามว่า ประเทศที่คนน้อยที่สุดในโลก อยู่ที่ไหน ทีนเอมไทย ได้ยินปุ๊ปก็คันปั๊ป (อยากรู้) ก็เลยไปหาข้อมูล จนไปเจอประเทศหนึ่ง ที่มีประชากรอยู่ 4 คน เท่านั้น (ใครมั้งอ่ะ) ว่าแล้วก็เริ่มคลิกๆๆเข้าไปดู ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก คือ ประเทศซีแลนด์ เป็นประเทศในทะเลเหนือ อยู่ห่างจากชายฝั่งอังกฤษไปทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร (ประมาณ 6 ไมล์ทะเล)?เมืองหลวงคือ ซีแลนด์ ( กินเนื้อที่ทั้งหมดของประเทศ ) มีเนื้อที่ 0.000207 ตารางกิโลเมตร (207 ตารางเมตร) ซีแลนด์ ประกอบไปด้วยฐานซึ่งฝังอยู่ใต้ทะเล เสาทรงกลมขนาดใหญ่สองต้น และ ดาดฟ้า ตั้งอยู่บน HM Fort Rough ป้อมปราการที่สหราชอาณาจักร สร้างขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองRead More