‘ป่วยไข้’ แค่ไหนตัองพบแพทย์

30 พ.ค.

‘ป่วยไข้’ แค่ไหนตัองพบแพทย์

“ไข้” เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าเศรษฐี หรือคนทำงานหาเช้ากินค่ำ เวลามีผู้ป่วยมาตรวจรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์พยาบาลมักจะเรียกว่า “คนไข้”แสดงว่าไข้น่าจะเป็นอาการที่พบบ่อยจนกลายเป็นคำพูด ติดปาก

Read More
16 ธ.ค.

8 วิธีง่ายๆในการกำจัดเสมหะในลำคอของคุณให้โล่ง หายใจสะดวกขึ้น

โดยปกติแล้ว เมื่อมีเสมหะร่างกายของเราจะสามารถขับเสมหะออกมาได้เองตามธรรมชาติอยู่แล้วเพราะระบบทางเดินหายใจของคนเราจะมีการสร้างมูกขึ้นเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น ช่วยป้องกันและกำจัดเชื้อโรคภายในทางเดินหายใจ

มูกที่เกิดขึ้นนี้จะถูกขับออกมาทางปากเราตามที่เรามักเรียกกันว่า ‘เสมหะ’ แต่โดยปกติ เรามักจะกลืนลงท้องไปเองตามวิสัยธรรมชาติของมนุษย์ หรือมีการติดเชื้อเกิดขึ้นภายในระบบทางเดินหายใจในเวลาต่อมา

การหลั่งสารต่างๆ หรือมูกนั้นก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสารที่เป็นโปรตีนเมื่อมาก่อตัวรวมกันมันจะจับกลุ่มทำให้เสมหะเกิดความเหนียวข้นมากขึ้น จนทำให้เสมหะถูกขับออกมายากขึ้นตามไปด้วย

หลายคนมักจะมีอาการไอเป็นประจำร่วมกับมีเสมหะมาก นั่นสะท้อนสัญญาณเตือนว่าร่างกายของเรามีการอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ

ยิ่งหากเป็นผู้ที่ชอบสูบบุหรี่จัดมาก่อนย่อมมีอาการติดเชื้อหลอดลมอย่างรุนแรงจนกระทั่งหลอดลมเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้หลอดลมนั้นเสียความยืดหยุ่นจนเกิดเป็นโรคถุงลมโป่งพอง

ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีเสมหะในปอด
1. ดื่มน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นวันละหลายๆแก้ว
2. งดน้ำหรืออาหารที่เย็น
3. สวมเสื้อผ้าให้หนาเพื่อให้เกิดความอบอุ่นต่อปอด ในเด็กที่ต้องนั่งเล่นบนพื้นจะต้องสวมกางเกงขายาว และถุงเท้าด้วยเพื่อไม่ให้ขาและเท้าเย็น
4. ใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าที่หนาปูรองนอนเพื่อป้องกันมิให้เย็นบริเวณหลัง และห่มผ้าปิดหน้าอกให้มิดชิด
5. ไม่เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศให้ลมเย็นจี้มาที่ทรวงอก ควรใช้เพื่อระบายอากาศเท่านั้น
6. อาบน้ำที่ไม่เย็นในห้องน้ำที่ปิดมิดชิด แต่งตัวให้อบอุ่นก่อนออกมานอกห้อง

เสมหะเป็นรำคาญที่ดีและมันยังทำให้เกิดกลิ่นปาก อาการมีเสมหะในลำคอสร้างความรำคาญและทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก ใครมีเสมหะข้นเหนียวอยู่ในลำคอแบบนี้คงไม่ค่อยแฮปปี้กันเท่าไร งั้นมากำจัดเสมหะกันดีกว่า
ในรายที่ขับเสมหะไม่ออก นอกเหนือจากการทานยาละลายเสมหะแล้ว อาจลองวิธีเหล่านี้เป็นตัวช่วยดู
1. ดื่มน้ำเยอะขึ้น ในกรณีที่รู้ว่ามีเสมหะในลำคอเพราะอาการป่วย เคสนี้อาจจะลองบรรเทาด้วยการดื่มน้ำให้เยอะขึ้นก่อน โดยเลือกดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น เพื่อให้น้ำช่วยละลายเสมหะ พร้อมทั้งกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันร่างกายไปด้วย
2. ดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุ่น น้ำซุป หรือเครื่องดื่มอุ่น ๆ ชนิดอื่นก็สามารถดื่มเพื่อขจัดเสมหะได้ เพราะน้ำอุณหภูมิสูงกว่าปกติจะช่วยละลายเสมหะในลำคอได้ไม่มากก็น้อย
3. กินอาหารรสชาติเผ็ดร้อน ถ้าไม่มีปัญหากับรสชาติเผ็ด ให้ลองกินอาหารรสชาติจัดจ้าน อย่างต้มยำ แกงเลียง ยำ หรือน้ำพริกก็ได้ สมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้ รวมทั้งน้ำซุปร้อน ๆ จะช่วยขับเสมหะและช่วยเปิดทางให้ระบบหายใจคล่องตัวมากขึ้น ทว่าสำหรับคนที่กินเผ็ดไม่ค่อยเก่ง แนะนำเป็นต้มจืดร้อน ๆ สักถ้วยก็ได้
4. กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ ผสมเกลือ 1/4 ช้อนชากับน้ำอุ่น 1 แก้วใหญ่ จากนั้นนำมากลั้วคอ โดยให้เงยหน้าขึ้นระหว่างที่กลั้วคอด้วย เกลือจะช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบในลำคอ รวมทั้งน้ำอุ่นก็จะช่วยละลายเสมหะไปด้วยในตัว
5. กลั้วคอด้วยน้ำโซดาแช่เย็น หากไม่สะดวกจะใช้น้ำเกลือกลั้วคอ จะใช้โซดาเปล่าแช่เย็นแทนก็ได้ ความซ่าของโซดาจะทำให้เสมหะลดน้อยลง โดยเฉพาะช่วยลดการกระแอมไอในคนที่รู้สึกว่ามีเสมหะค้างอยู่ในลำคอตลอดเวลา
6. ไอให้เสมหะออก กรณีนี้แนะนำสำหรับผู้ที่มีเสมหะในลำคอเท่านั้นนะคะ เพราะหากมีเสมหะค้างอยู่ในปอดจะกระแอมไอแบบนี้ไม่ได้ และการไอเพื่อกำจัดเสมหะก็ควรต้องไออย่างมีประสิทธิภาพ คือ สูดลมหายใจเข้าทางจมูกให้มากที่สุด เพื่อให้ลมหายใจเข้าไปอยู่หลังเสมหะ สังเกตได้จากทรวงอกจะขยายโดยที่ไหล่ไม่ยก และคอไม่ยืด กลั้นหายใจไว้สักครู่แล้วไอให้แรงพอสมควร ซึ่งต้องคำนึงถึงว่าลมที่อยู่หลังเสมหะจะกระแทกเสมหะให้ขึ้นมาตามหลอดลม จากนั้นก็จัดการบ้วนเสมหะทิ้งให้เรียบร้อย
7. หายใจเข้า-ออกลึก ๆ พยายามหายใจเข้า-ออกลึก ๆ ติดต่อกันเซตละ 5-7 ลมหายใจ วิธีนี้จะช่วยให้ถุงลมขยายใหญ่และฟีบสลับกันโดยไม่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับก๊าซออกซิเจนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่จะช่วยให้ถุงลมที่มีเสมหะเกาะอยู่เคลื่อนตัวจากการพองและแฟบของถุงลม ซึ่งอาจทำให้เสมหะหลุดออกจากถุงลม และง่ายต่อการระบายสู่หลอดลมใหญ่
8. กำจัดเสมหะด้วยสมุนไพร แค่สมุนไพรจากอาหารรสจัดจ้านก็สามารถช่วยละลายเสมหะให้เราได้บ้างแล้ว ซึ่งก็แน่นอนว่าหากต้องการใช้สมุนไพรกำจัดเสมหะลเพียว ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก โดยสามารถใช้ทั้งมะนาว มะแว้ง มะขามป้อม และสมุนไพรกำจัดเสมหะตามนี้เลย
– สมุนไพรแก้ไอ ขจัดเสมหะ ได้รู้วิธีกำจัดเสมหะที่ทำตามไม่ยากเย็นแบบนี้แล้วก็อย่าปล่อยให้เสมหะลอยนวลกันอีกเลย จัดการเคลียร์ทางเดินหายใจให้คล่องตัวโดยเร็วกันดีกว่า
4 ธ.ค.

สูตรบำรุงผิวแบบบ้านๆ ดีๆที่ต้องบอกต่อ.!!!

วันนี้ไปพบเรื่องราวน่าสนใจ ซึ่งเป็นสูตรบำรุงผิวแบบง่ายๆ ประหยัดและหาง่ายตามบ้านมาฝาก

24 ต.ค.

งัด ม.44 ให้ ‘ผู้ประกันตนคนพิการ’ ได้สิทธิบัตรทอง แก้ปัญหาถูกลดสิทธิหลังย้ายไปประกันสังคม

“ประยุทธ์” งัด ม.44 ให้คนพิการสิทธิประกันสังคมมีสิทธิรับบริการสาธารณสุขตามสิทธิบัตรทอง ส่วนค่าใช้จ่ายให้เบิกจากกองทุนประกันสังคมตามเกณฑ์ที่กำหนด แก้ปัญหาคนพิการที่ได้งานทำและถูกย้ายสิทธิไปประกันสังคม แต่ถูกลดสิทธิการรักษา

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าราชกิจจานุเบกษา หน้า 16 เล่มที่ 133 ตอนพิเศษ 207 ง วันที่ 15 กันยายน 2559 เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 58/2559 ซึ่งลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 14 ก.ย.59 เรื่อง การรับบริการสาธารณสุขของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม โดยที่รัฐบาลได้ตระหนักถึง ความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของคนพิการในฐานะทรัพยากรบุคคลที่มีค่าของประเทศ ซึ่งรัฐสมควรจัดให้คนพิการได้รับการอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ โดยเฉพาะการรับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพเพื่อคนพิการได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถพึ่งพาตนเองได้

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 นอกจากประโยชน์ทดแทนในฐานะผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมแล้ว ให้คนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ที่เป็นผู้ประกันตน ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม มีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วย

ประโยชน์ทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558

ข้อ 2 ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จ่ายให้แก่คนพิการตามข้อ 1 วรรคหนึ่ง ให้จ่ายจากกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กระทรวงการคลังกำหนดภายใน 30 วันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ มิให้นำมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ในส่วนที่เป็นวัตถุประสงค์ของกองทุนประกันสังคม มาใช้บังคับกับการจ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง

ข้อ 3 ภายใน 30 วันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ให้สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการในส่วนของตน หรือร่วมกันดำเนินการเพื่อให้คนพิการได้รับบริการสาธารณสุขตามคำสั่งนี้

ข้อ 4 ในกรณีเห็นสมควร ให้นายกรัฐมนตรีเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

ข้อ 5 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในแต่ละปีนั้น จะมีคนพิการเฉลี่ย 9,000 ราย ที่อยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง เมื่อมีงานทำสิทธิการรักษาจะถูกเปลี่ยนไปอยู่สิทธิประกันสังคม ซึ่งทั้งหมดมีปัญหาด้านการใช้บริการ เนื่องจากระบบบัตรทองให้สิทธิคนพิการรักษาฟรีในสถานพยาบาลใดก็ได้ ขณะที่ระบบประกันสังคมคนพิการจะต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อให้เกิดสิทธิ และสามารถเข้ารับการรักษาได้เฉพาะโรงพยาบาลต้นสังกัดที่ลงทะเบียนประกันตนเอาไว้เท่านั้น

30 ก.ย.

ทำความรู้จัก อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)

อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือที่เราเรียกย่อ ๆ ว่า อสม. นั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยผ่านกระบวนการอบรมให้ความรู้จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และการปฏิบัติงานด้วยความเสียสละต่อประชาชนในหมู่บ้าน 

ความเป็นมาของ อสม.
ความเป็นมาของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน  ความเป็นมางานสาธารณสุขมูลฐานเกิดขึ้นหลังจากมีคำประกาศปฎิญญา สากล ว่าประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ที่จะให้ความร่วมมือทั้งรายบุคคลและเป็นคณะ เพื่อให้บรรลุสภาวะสุขภาพดีถ้วนหน้าภายในปี2543องค์การอนามัยโลกได้จัดสรร ทรัพยากร เพื่อสนับสนุนงานสาธรณสุขซึ่งดำเนินโดยชุมชนหรือที่เรียกว่าสาธารณสุขมูลฐาน สมัครสาธรณสุขประจำหมู่บ้านนั้นมาดัดแปรงมาจากความคิดนี้มีโครงการทดลองที่ จังหวัด พิษณุโลก

         ซึ่งนายแพทย์ สมบูรร์ วัชโรทัย ได้ทำไว้โดยคัดเลือกชาวบ้านบางคนมาทำการฝึกอบรม ให้ทำการรักษาพยาบาลอย่างง่ายๆ ในระยะแรกๆพบอุปสรรคทางสถาบันการศึกษากล่าวว่าเป็นการสร้างหมอเถื่อนจึงรวบ รวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่คล้ายๆ กันนำเสนอความคิดเรื่องอาสาสมัครเข้าสู่การวางแผนระดับชาติ โดยมีการประชุมปรึกษากันหลายครั้ง ในที่สุดก็ได้รับความเข้าใจทุกฝ่าย

         ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มโครงการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในปี พ.ศ.2520 ในระยะแรกเป็นไปในลักษณะโครงการทดลองใน 20 จังหวัด โดยดำเนินการทดลองในทุกอำเภอ อำเภอละ 1 ตำบลซึ่งตำบลที่เข้าไปดำเนินการต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

         1.เคยดำเนินการอบรมผู้สื่อข่าวสารสาธารณสุข (ผสส.) หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)มาแล้ว

         2. สะดวกต่อการเข้าไปนิเทศงานและประเมินผล

         3. มีสถานีอนามัยและมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำ

วัตถุประสงค์ของงานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน          วัตถุประสงค์ในการดำเนินงานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ได้แก่

         1. เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพกันเองด้วยวิธีที่ง่ายประหยัด และทั่วถึง

         2. เพื่อช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนบุคลากรทางด้านสาธารณสุขในชนบท

         3. เพื่อแก้ไขปัญหารักษาพยาบาลหรือดูแลรักษาสุขภาพที่ไม่ถูกต้องของประชาชน

         และเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2522 คณะรัฐมนตรีลงมติอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอให้เปลี่ยนคำ ว่า การสาธารณสุขเบื้องต้น เป็นสาธารณสุขมูลฐาน ดังนั้นอาสาสมัคร(อสม)จึงถือว่า วันที่ 20 มีนาคม 2522 เป็นวันอาสาสมัครสาธารณสุขด้วย

กิจกรรม          จัดให้มีการประกวดเพื่อคัดเลือก อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่น และจัดนิทรรศการเกี่ยวกับงานสาธารณสุขมูลฐาน

คุณสมบัติของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน          ผู้ที่จะเข้ามาเป็นอาสาสมัครในการดูแลสุขภาพอนามัยของเพื่อน บ้านโดยมิหวังผลตอบแทนใดๆ เรียกว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

         1. มีความสมัครใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมด้วยความเสียสละ และมีเวลาพอที่จะช่วยเหลือชุมชน

         2. มีความรู้อ่านออกเขียนได้

         3. เป็นผู้ที่ชาวบ้านไว้วางใจ

         4. มีที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพในหมู่บ้านนั้น ๆ

         5. มีอาชีพแน่นอนและมีรายได้เลี้ยงตนเอง

         6. ตั้งบ้านเรือนอยู่ในสถานที่ที่ประชาชนไปติดต่อได้ง่าย

         7. ไม่จำกัดเพศ และไม่จำกัดอายุ

         8. ไม่ควรเป็นข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแพทย์ประจำตำบล

         ในการคัดเลือกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จะคัดเลือกโดยวิธีออกเสียงในที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วยกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน (ถ้ามี) กลุ่มผู้สื่อข่าวสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตำบล แต่จะไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากทางราชการ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจว่า อสม. เป็นข้าราชการ ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่อาสาสมัครสาธารณสุข ได้มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีสุขภาพอนามัยดีขึ้น ช่วยให้ประเทศชาติลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ไม่จำเป็นลง ได้อย่างมหาศาล

         โดยทำหน้าที่ไนการ “แก้ข่าวร้ายกระจ่ายข่าวดีชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข บำบัดทุกข์ประชาชน ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี” ด้วยความวิริยุอุตสาหะ โดยปัจจุบันได้มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. เป็นจำนวนถึง 686,537 คน กระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งในเขตเมือง และเขตชนบท เพื่อทำหน้าที่ในการ ถ่ายทอดความรู้ กระตุ้นเตือน และส่งเสริมชักชวนให้พี่น้องประชาชนดูแลสุขภาพและป้องกันโรค โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ถูกต้องตามแนวสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ ทำให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

         รัฐบาลได้ตระหนักถึงคุณค่าและคุณความดีของอาสาสมัคร สาธารณสุขจึงได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2536 กำหนดให้ วันที่ 20 มีนาคมของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นวันที่มีความสำคัญ และมีความหมายต่ออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่มีความสำคัญต่อการสาธารณสุขในประเทศไทยอีกด้วย เนื่องจากวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2522 เป็นวันที่รัฐบาลได้บรรจุให้การสาธารณสุขมูลฐานเป็นนโยบายและโครงการระดับ ชาติ

หน้าที่ความรับผิดชอบของอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)

สื่อข่าวสารสาธารณสุขระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนในหมู่บ้าน
ให้การส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค โดยให้คำแนะนำ ถ่ายทอดความรู้แก่เพื่อนบ้านและแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว แกนนำชุมชนในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพพลานามัยให้แข็งแรง และเกิดการเจ็บป่วยน้อยที่สุด
ให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชน เช่น การรักษาพยาบาลเบื้องต้น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การจ่ายถุงยางอนามัย การตรวจวัดความดันโลหิต การตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะ การตรวจหาน้ำตาลในเลือด การส่งต่อผู้ป่วย และการติดตามดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อมาจากสถานบริการ
ปฏิบัติงานที่ ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน (ศสมช.) หรือสถานที่ตามกำหนดของหมู่บ้าน
จัดกิจกรรมเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาสาธารณสุขในหมู่บ้าน เช่น กิจกรรมเฝ้าระวังทางโภชนาการ โดยการชั่งน้ำหนักเด็ก การติดตามหญิงมีครรภ์ให้มาฝากท้องและตรวจครรภ์ตามกำหนด ให้บริการชั่งน้ำหนักหญิงมีครรภ์เป็นประจำทุกเดือน ติดตามเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และตรวจสุขภาพตามกำหนด กิจกรรมเฝ้าระวังด้านสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยการติดตามให้มารดานำเด็กไปรับวัคซีนตามกำหนด และกิจกรรมเฝ้าระวังเรื่องโรคระบาดและโรคติดต่อประจำถิ่น โดยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคหรือพาหะนำโรค
บริหารจัดการวางแผน แก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน โดยใช้งบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลและจากแหล่งอื่นๆ
ชักชวนเพื่อนบ้านเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาสุขภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน
ดูแลสิทธิประโยชน์ด้านหลักประกันสุขภาพและสาธารณสุขของประชาชนในหมู่บ้าน โดยเป็นแกนนำในการประสานงานกับผู้นำชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลและเครือข่ายสุขภาพ กระตุ้นให้มีการวางแผนและดำเนินงานเพื่อพัฒนางานสาธารณสุขของหมู่บ้าน บนพื้นฐานข้อมูลของชุมชน สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านสังคมเศรษฐกิจและจิตใจควบคู่กันไป

มติคณะรัฐมนตรี ได้กำหนดให้ วันที่ 20 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่อาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานและเสียสละเพื่อสังคมมาทั้งปีเพื่อเชิดชูเกียรติของอสม.ให้สังคมรับรู้ถึงบทบาทการทำงานหลายสาขาและกิจกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้านและชุมชน เพื่อยกระดับการทำงานของ อสม. และกิจกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้าน/ชุมชน ให้ดีขึ้น ในปี 2550 นี้ ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ทำการคัดเลือกอาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่น (อสม.) จังหวัดสงขลา มีด้วยกัน 10 สาขา
สาขาการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคติดต่อ (ไข้เลือดออก, ไข้หวัดนกระบาด อสม.ทั่วประเทศได้ช่วยกันรณรงค์ให้ความรู้ชาวบ้านในการสังเกตอาคารของสัตว์ปีก และลงสำรวจทุกหลังคาเรือน สาขาสุภาพจิตในชุมชน  สาขายาเสพติดในชุมชน สาขาการบริการในศสมช. สาขาการคุ้มครองผู้บริโภค สาขาการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ อสม. ก็เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลชาวบ้านด้านการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพด้วยการกินผักให้เป็นยา สาขาเอดส์ในชุมชน สาขาการส่งเสริมสุขภาพ (ออกกำลังกายและสร้างสุขภาพ) สาขาการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ (โรคเบาหวาน ความดันโลหิต) สาขาการจัดการสุขภาพชุมชน เป็น 10 สาขาที่มีการประกวดมี 8 ระดับด้วยกันจากหมู่บ้าน/ชุมชน ตำบล อำเภอ โซนจังหวัด เขต ภาคและระดับชาติ อสม. ที่ผ่านการคัดเลือกจะไปรับรางวัลซึ่งเป็นแหวนทองคำลงยาในระดับเขต ระดับภาค ถ้าเป็นระดับชาติก็จะได้แหวนทองคำฝังเพชรและได้รับเครื่องราชอิสยาภรด้วย ตอนนี้จังหวัดสงขลาของเราจัดประกวดเสร็จสิ้นไปแล้ว ทั้ง 10 สาขา ในวันที่ 8 ก.พ. 51 นี้ ก็จะประกวดกันในระดับเขตและภาคที่จังหวัดนครศรีธรรมราชพวกเราก็ขอเอาใจช่วยและส่งกำลังใจให้ไปให้ถึงระดับชาติกับทุกคนในปี 50 ที่ผ่านมาจังหวัดสงขลาเราได้ระดับชาติมาถึง 2 สาขา คือสาขายาเสพติดในชุมชน สาขาการจัดการสุขภาพชุมชน ประชาชนทุกคนทุกระดับสามารถช่วยเหลือสังคมได้กันทั้งนั้นไม่เลือกว่าคนนั้น คนนี้จะเรียนจบมาระดับใด ถ้าพวกเราทุกคนมีจิตอาสาที่เป็นสาธารณะก็ช่วยชาติบ้านเมืองได้ ตามกำลังและความรู้ความสามารถของเรา ในฐานะประชาชนคนไทย

– ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาสุขภาพภาคประชาชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

– School Net Thaniland

– สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง

– http://khonhomphc.igetweb.com

16 ก.ย.

แนะนำ 8 วิธี ถนอมสายตา ลดความเมื่อยล้าจากคอมพิวเตอร์

สายตาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เรามักจะมีอาการล้าเมื่อต้องนั่งทำงานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน วันนี้เรามีเทคนิคดีๆ ถนอมสายตามาฝากครับ

1. เลือกจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำเพื่อถนอมสายตา วิธีทดสอบแบบง่ายๆ ทำโดยการปิดสวิตช์ภาพ แล้วเอาหรือแขนไปจ่อไว้ไกล้ๆ จอภาพให้มากที่สุด ซึ่งจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำจะแทบไม่รู้สึกถึงไฟฟ้าสถิตตามขนที่บริเวณผิวเลย

2. ปรับแสงและความคมชัดหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตาให้มากที่สุด รวมทั้งความสว่างภายในห้องเราด้วย เพราะหากทำงานกับคอมพิวเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า และจอภาพมีความสว่างมาก ก็ยิ่งสงผลเสียต่ดวงตาได้ง่ายขึ้น

3. ตำแหน่งของจอภาพควรห่างจากดวงตาพอประมาณ 18-24 นิ้วหรือประมาณช่วงแขนเอื้อม และปรับระดับให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศา ซึ่งหากระยะห่างระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กันอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและปวดตาได้ง่าย

4. ควรใส่แผ่นกรองรังสีติดไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นการช่วยกระจายรังสีจากคอมพิวเตอร์สู่สายตา ที่สำคัญควรเลือกแบที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้

5. ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เสมอ เพราะฝุ่นละอองอาจะทำให้เกิดการสะท้อนมากยิ่งขึ้น

6. การหยุดพักหรือการเปลี่ยนแปลงตารางการทำงานซะใหม่ จะช่วยให้สายตาคลายความเมื่อยล้าจากการจ้องหรือเพ่งคอมพิวเตอร์ได้ เช่น หยุดพักสายตาครั้งละ 15 นาที ทุกๆ 2 ชั่วโมง แล้วค่อยเริ่มการทำงานต่อไป ก็จะช่วยให้ถนอมสายตาได้

7. ใช้ผ้าซุปน้ำหมาดๆ วางไว้บนเปลือกตา และหลับตาสัก 2-3 นาที หรือจะให้ดีกว่านั้น ปิดไฟ นอนพะสักครู่ เพื่อเป็นการซาร์ตพลังงายให้กลับสายตามาแข็งแรงอีกครั้ง

8.สำหรับคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ แจจะเกิดการตาแห้งเพราะห้องที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักจะเป็นห้องห้องแอร์ เมื่อบวกกับความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำให้อากาศแห้ง การหยดน้ำตาเทียมก็จะช่วยให้ตากลับมาสดชื่นอีกครั้งได้

16 ก.ย.

อันตรายควันธูปมีสารพิษก่อมะเร็ง

“กระทรวงสาธารณสุข” เตือนอันตรายจากควันธูปและการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง หากสูดสะสมเป็นระยะเวลานาน ก่อให้เกิดสารมะเร็ง เผยจุดเพียง 3 ดอกเท่ากับสูดควันรถบริเวณที่มีการจราจรคับคั่ง แนะควรใช้ผ้าปิดจมูก และอยู่ในที่ถ่ายเทสะดวก

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริมการดูแลสุขภาพประชาชนและจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ภายในอาคาร บ้าน สำนักงาน โรงแรม ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อปัญหาคุณภาพอากาศทั้งภายในและภายนอกอาคารที่เกิดจากเครื่องปรับอากาศที่ขาดการดูแล สารอินทรีย์ระเหยง่าย สีทาอาคารและวัสดุ เครื่องใช้สำนักงาน ฝุ่นจากเครื่องถ่ายเอกสาร ควันธูปและควันจากท่อไอเสียรถยนต์ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมา ซึ่งจากข้อมูลสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2555 พบว่า คนไทยป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ มีอัตราป่วย 473.34 คนต่อประชากร 1,000 คน จำเป็นต้องดำเนินมาตรการป้องกัน ลด และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศทั้งภายนอกและภายในอาคารอย่างจริงจัง เพื่อให้คนไทยปลอดภัยและมีสุขภาพดีจากการได้รับอากาศที่สะอาด

“โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อมทางอากาศรอบๆตัวเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการจุดธูป เผากระดาษเงินกระดาษทองในวัดไทย วัดจีน ศาลเจ้า รวมถึงการจุดในบ้าน เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามประเพณีเชื้อสายจีน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งผู้ที่อยู่ในบริเวณภายในและภายนอกสถานที่นั้นๆ ได้ เพราะการจุดธูปจำนวนมาก ๆ แต่ละครั้ง ธูปที่เผาไหม้จะปล่อยฝุ่นละอองและสารมลพิษออกมามากมาย สารที่เกิดขึ้นจากการจุดธูปเทียนมาจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น กาว สี น้ำหอมเคมีเมื่อจุดธูปจะทำให้เกิดคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารอินทรีย์ระเหยง่าย รวมถึงสารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด ได้แก่ สารในกลุ่ม PAH (Polycyclic aromatic hydrocarbon) เบนซินบิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน นอกจากนี้ ยังมีโครเมียม ตะกั่ว และนิกเกิล ส่วนขี้เถ้าที่เกิดจากการจุดธูปจะมีแมงกานีสเป็นส่วนใหญ่ การกำจัดหรือจัดการขี้เถ้าที่ไม่ถูกต้อง เช่น ทิ้งลงในน้ำ อาจปนเปื้อนแหล่งน้ำหรือดินได้ หากดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนแมงกานีสจะทำให้เกิดผลเสียต่อสมอง ซึ่งได้มีงานวิจัยด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์พบว่าการจุดธูปเพียง 3 ดอก ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งเทียบเท่ากับการสูดควันรถบริเวณที่มีการจราจรคับคั่งอีกด้วย สำหรับการเผากระดาษกระดาษเงินและกระดาษทองทำให้เกิดสารในกลุ่ม PAH เบนซินบิวทาไดอีน ซึ่งล้วนเป็นสารก่อมะเร็ง เกิดจากวัตถุดิบที่ใช้ผลิตกระดาษเงินและกระดาษทอง เช่น สี กาว สารที่ใช้เคลือบเงา เป็นต้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

 ขณะที่ ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การป้องกันตนเองให้ปลอดภัยต่อการได้รับสารต่างๆ จากการจุดธูป และการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง ทำได้ด้วยการใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก หรือสวมใส่หน้ากากอนามัยขณะจุด เผา หรือต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นควันจำนวนมาก ใช้ธูปสั้นและขนาดเล็กแทนการใช้ธูปยาวและมีขนาดใหญ่เพื่อลดปริมาณควัน หากต้องจุดภายในบ้าน ควรเปิดประตู หน้าต่าง ให้มีการระบายควันออกไปนอกบ้าน หรือจุดในกระถางบรรจุทรายนอกบ้านในพื้นที่เปิดโล่ง ซึ่งต้องระมัดระวังเพื่อป้องกันการเกิดไฟไหม้ ไม่ควรจุดธูปแล้วปักลงบนอาหารหรือใกล้กับอาหารเพื่อป้องกันการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนควันและขี้เถ้าจากธูป เก็บกวาดขี้เถ้า เพื่อไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่นจากขี้เถ้าเข้าสู่ร่างกาย สำหรับในสถานที่ที่มีการจุดธูปจำนวนมาก ควรจัดสถานที่ให้มีการระบายอากาศดี ติดตั้งพัดลมระบายเพื่อดึงควันธูปออกสู่ภายนอกให้เร็วที่สุด จัดเจ้าหน้าที่ในการดับควันธูปและสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นควันขณะปฏิบัติงาน ดูแลไม่ให้มีควันฟุ้งในพื้นที่จำนวนมาก ไม่ควรให้เด็กเล็กอยู่ใกล้ในบริเวณดังกล่าว และต้องล้างมือ ล้างหน้าหลังจากการสัมผัสหรืออยู่ในบริเวณที่มีควันธูปและกระดาษเงิน กระดาษทอง

“สำหรับในกลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมโป่งพอง นับเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก เนื่องจากโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อับทึบ ชื้น มีเชื้อรา หรือฝุ่นละออง ซึ่งสารเหล่านี้จะกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการแพ้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือสูดดมควันธูป หากไม่สามารถเลี่ยงได้ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัย ปิดปากและจมูก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการพักผ่อนหรือนอนหลับบริเวณที่มีการจุดธูป และหมั่นทำความสะอาดบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อลดการสะสมของฝุ่นละอองจากควันธูปที่อาจตกค้างได้” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ที่มา : เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

28 เม.ย.

5เคล็ดลับ ให้นอนหลับสบายหน้าร้อน

อากาศที่ร้อนจัดในเวลานี้ ทำให้หลายคนประสบปัญหาการนอนไม่หลับหรือหลับยาก ซึ่งปัญหาการนอนที่ว่านี้ เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งหากเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ แล้วหายไปก็ไม่มีผลต่อร่างกายมาก
แต่ถ้าหากเกิดบ่อยๆ อาจทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อน ถ้าเรื้อรังอาจกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ และถ้าไม่แก้ไขก็จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
เกี่ยวกับอาการนอนไม่หลับเพราะสภาพอากาศร้อน “อาจารย์ชินริณี วีระวุฒิวงศ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม อธิบายว่า การนอนไม่หลับนั้น สามารถแยกได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. ระยะเริ่มต้น นอน 1 ชั่วโมงแล้วไม่หลับ 2. หลับๆ ตื่นๆ และเมื่อตื่นมาแล้วรู้สึกเพลียไม่สดชื่น 3. ตื่นเร็วกว่าเวลา หรือตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำแล้ว นอนหลับต่อไม่ได้ ซึ่งสาเหตุของการนอนไม่หลับนั้นอาจจะมาจาก ปัจจัยในเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ภาวะความเครียดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเครียดแบบไม่รู้ตัว สภาวะสังคม การเงิน รวมไปถึงอายุที่มากขึ้น


“ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม” แนะนำวิธีการแก้ไขอาการนอนไม่หลับแบบง่ายๆ ดังนี้

1. นอนและตื่นให้เป็นเวลา ก่อนนอนหนึ่งชั่วโมงให้จัดตารางกิจวัตรประจำวันตัวเองว่า อยากจะทำอะไรให้ทำซ้ำเดิมทุกวัน เช่น ออกกำลังกายเบาๆ อาบน้ำ สวดมนต์ แล้วเข้านอนให้ทำแบบนี้ทุกวัน เป็นระยะเวลา 1 เดือน ร่างกายจะคุ้นชินกับการนอนหลับแบบเป็นเวลา ซึ่งถือเป็นการสร้างสภาวะของนาฬิกาชีวิต เพื่อทำให้ฮอร์โมนในร่างกายสมดุลกัน
อาจารย์ชินริณี เสริมว่า การนอนและตื่นให้เป็นเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน โดยสุขภาพการนอนที่ดีควรจะนอนให้ได้ 6- 8 ชั่วโมง ส่วนการนอนชดเชยหรือนอนแบบแบ่งช่วงเวลาเพื่อให้ครบ 8 ชั่วโมงนั้น ไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย เพราะต้องเข้าใจว่านาฬิกาชีวิตในร่างกาย หากเลยเวลาเที่ยงคืนไปแล้วก็จะถือเป็นวันใหม่แล้ว ดังนั้นหากต้องนอนดึก ก็ไม่ควรจะเกินเวลาห้าทุ่ม

2. ไม่ดูสิ่งที่กระตุ้นความคิด การดูหนังตื่นเต้นก่อนนอน หรือแม้แต่เล่นอินเทอร์เน็ตก่อนนอนนั้น จะเป็นการไปกระตุ้นสมองให้กลับมาคิดใหม่ เป็นการสร้างความเครียดโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งกว่าจะรู้สึกง่วงอีกครั้ง สมองอาจต้องใช้เวลาจัดการข้อมูลเหล่านี้ 2-4 ชั่วโมง ถ้ายิ่งคิดเยอะก็จะยิ่งไม่ได้นอน ดังนั้นควรงดกิจกรรมเหล่านี้ก่อนเข้านอน

3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน การดื่มชาและกาแฟก่อนนอนจะยิ่งทำให้นอนไม่หลับ ซึ่งเครื่องดื่มที่แนะนำคือ น้ำสมุนไพร น้ำใบเตย น้ำเก็กฮวย น้ำลอยดอกมะลิ นมอุ่น หรือน้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชาก่อนนอน ซึ่งเครื่องดื่มเหล่านี้มีฤทธิ์เย็น จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและทำให้นอนได้ อย่างไรก็ตามหากต้องการใส่น้ำตาลเพิ่มความหวานก็ใส่ได้ แต่ควรจะใส่น้ำตาลให้หวานพอดีที่ 4 กรัม หรือ 1 ช้อนชา ตามที่ สธ. และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันรณรงค์เพื่อหวังให้คนไทยห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่มีสาเหตุมาจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป
4. ปล่อยวางความเครียด เวลานอนไม่หลับเป็นไปได้ว่ามาจากการคิดมาก เพราะสมองและร่างกายยังคงทำงานอยู่ ขณะที่จิตใจก็คิดให้อภัยไม่ได้ เพราะยังเสียใจอยู่ จึงต้องรู้จักการปล่อยวางจิตใจ ส่วนใครที่ประสบปัญหาเวลาหลับแล้วชอบฝัน “อาจารย์ชินริณี” บอกว่า อาการฝันคืออาการที่ร่างกายกำลังย่อยความรู้ที่เราใช้มาทั้งวัน ดังนั้นเราต้องค่อยๆ ปล่อยวางลง แล้วลองฝึกหายใจให้ถูกวิธี โดยหายใจให้ลึกถึงท้องและผ่อนลมหายใจออกยาวๆ ขณะเดียวกันให้ลองจัดตารางกิจกรรมของตัวเองก่อนนอนหนึ่งชั่วโมง อาบน้ำอุ่นหรืออาจจะสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ ก็อาจจะช่วยได้    

5. กลิ่นหอมช่วยให้ผ่อนคลาย ใครที่มีปัญหาในเรื่องการหลับยาก หลับไม่สนิท หลับไม่ลึก กึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่บ่อยครั้ง แนะนำให้ใช้ผลมะนาวผ่าครึ่งบีบน้ำมะนาวหยดลงที่ข้อมือซ้ายแล้วนวดเบาๆ ก่อนนอน กลิ่นหอมเปรี้ยวจากมะนาวจะช่วยสร้างสมาธิให้สมองเราได้ รับรองว่ากลิ่นนี้จะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลายทั้งสมองและจิตใจ ความคิดที่ฟุ้งซ่านจะสงบนิ่งลงและส่งผลให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น
อ.ชินริณี ทิ้งท้ายว่า วิธีที่ดูแลตัวเองดีที่สุด เพื่อให้นอนหลับได้สนิทนั้นคือ การดูแลเรื่องความเครียด พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดตารางชีวิตของตัวเองให้เป็นปกติ ตื่นนอนเป็นเวลา ซึ่งเมื่อร่างกายปรับตัวเองได้แล้ว เราจะพบว่าการนอนหลับเป็นเรื่องง่าย ขณะเดียวกันจะต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ด้วย และที่ละเลยไม่ได้เลยคือทำจิตใจให้ผ่องใส ให้อภัยคนรอบข้างหัวเราะทุกวัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เรานอนหลับได้แล้ว

ลองนำเคล็ดลับการนอนที่แนะนำไปปรับใช้ พร้อมกับทำจิตใจให้แจ่มใส เชื่อว่าต่อให้อากาศร้อนแค่ไหน เราก็สามารถนอนหลับได้อย่างสบายๆ พร้อมต้อนรับวันใหม่ได้อย่างเต็มที่แล้ว

ขอบคุณบทความจาก thaihealth.or.th
อาจารย์ชินริณี วีระวุฒิวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

5 พ.ย.

เพิ่มไอโอดีน เพิ่มไอคิวให้เด็กไทยมีความเฉลียวฉลาด

มารู้จักไอโอดีนกันว่าคืออะไร ไอโอดีน คือ แร่ธาตุที่เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายใช้สร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ฮอร์โมนนี้กระตุ้นให้ร่างกายมีการเจริญเติบโต โดยเฉพาะสมองและระบบประสาท ทำให้มีพัฒนาการที่สมวัยและเติบโตเต็มศักยภาพ

ร่างกายของเราต้องการไอโอดีนปริมาณเล็กน้อย แต่จำเป็นต้องกินทุกวัน เด็กต้องการ 90-120 ไมโครกรัม/วัน ผู้ใหญ่ 150 ไมโครกรัม/วัน ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรต้องการมากกว่าคือ 250 ไมโครกรัม/วัน เพื่อการเจริญเติบโตของทารก

โรคขาดสารไอโอดีนเกิดขึ้นเมื่อภาวะร่างกายได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายเป็นประจำ ซึ่งมีผลต่อการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ทำให้เกิดการเสียสมดุลในการควบคุมการทำงานของต่อมธัยรอยด์

การขาดสารไอโอดีนมีความสัมพันธ์กับไอคิว คือไอโอดีนมีผลต่อการพัฒนาไอคิวของคน เพราะไอโอดีนมีผลในการสร้างฮอร์โมนธัยรอยด์ ซึ่งมีผลต่อการสร้างใยสมองและการเจริญเติบโตทางร่างกาย ดังนั้น กลุ่มที่มีผลกระทบมากมี 3 กลุ่ม คือ หญิงตั้งครรภ์ หากขาดสารไอโอดีน ลูกที่คลอดออกมามีโอกาสเสี่ยงพิการหรือปัญญาอ่อนกลุ่มทารกแรกเกิด จะมีผลต่อความเฉลียวฉลาดและการเจริญเติบโตของเด็ก กลุ่มเด็กเล็กจนถึงประชาชนทั่วไป ถ้าขาดสารไอโอดีนระดับไอคิวจะบกพร่องจะมีอาการทางสมองทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน ไม่สามารถแก้ไขได้

หากคนเราขาดสารไอโอดีนสามารถป้องกันได้โดยรับประทานอาหารทะเล หรือใช้เกลือบริโภคเสริมไอโอดีนปรุงอาหารรับประทานทุกวัน สำหรับแหล่งอาหารที่มีสารไอโอดีนที่เหมาะสมที่สุด คือ อาหารที่มาจากทะเลทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์

ที่มา : สสส.

3 พ.ย.

ประโยชน์และคุณค่าของโยเกิร์ต

ประโยชน์และคุณค่าของโยเกิร์ตที่สาวๆ หลายคนรู้ดีคือ มีคุณค่าทางโภชนาการสามารถทานโยเกิร์ตเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวได้ และยังใช้ดูแลผิวด้วยการนำมาพอกหน้า เพื่อบำรุงผิวอีกด้วย แต่คุณสาวๆ ทราบหรือไม่ค่ะ ว่าโยเกิร์ตยังมีคุณค่ามากมายแค่ไหน ประโยชน์หลักๆ ของเชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต  มีดังนี้

1. เสริมภูมิลำไส้ เชื้อจุลินทรีย์บางชนิดในโบเกิร์ต ทำหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และป้องกันเชื้อปอดอักเสบ
2.  ช่วยคลายเครียด เชื่อที่อยู่ในโยเกิร์ต ช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามินเค วิตามินบี และกรดอะมีโนทริปโตแฟน เป็นวิตามินที่ช่วยบำรุงระบบประสาท และสามารถปรับอารมณ์ให้สมดุลได้

3.  ป้องกันกลิ่นปาก  เชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตช่วยขจัดจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก
4.  ป้องกันฟันผุ  ผลงานการวิจัยจากคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่าเชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตช่วยขจัดเชื้อที่ทำให้เกิดฟันผุได้
5.  ป้องกันมะเร็ง จากกลุ่มอาหารที่ใส่ดินประสิว เช่น แหนม ไส้กรอก แฮม เบค่อน และกุนเชียง เป็นต้น
6.  ช่วยลดไขมัน และป้องกันกระดูกพรุน  มีการศึกษาพบว่าการบริโภคโยเกิร์ตเพียงวันละ 3 ออนซ์ (100 กรัม) ช่วยลดไขมันร้าย  และเพิ่มไขมันดี

การทานโยเกิร์ตให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรทานโยเกิร์ตธรรมชาติที่ปราศจากน้ำตาล หากรู้สึกเลี่ยนหรืออยากจะเพิ่มความหวาน ให้เพิ่มผลไม้สด ที่เราชอบทานลงไปก็ได้ค่ะ
ขอบคุณบทความดีๆ จาก TSGClub.com

Translate »