5คำที่ไม่ควรพูด

9 ต.ค.
14 ก.ย.

ภาวะโรคแพ้ภูมิ ภูมิแพ้ (Autoimmune) และการดูแลตัวเอง

Autoimmune Thyroid disease, hashimotos symtoms , turn on by life style and gene

-TPO or thyroglobulin antibodies check
-leaky gut check
-toxin explosure check
-calcium dysfunction, 2อาทิตย์ มีหินปูนเกาะฟันเต็ม
-hair fall ไม่ดึง ไม่ใช้หวีสางผมก็ร่วง
-weight gain ไม่กินอะไรเลยน้ำหนักก็ขึ้น
-mood swing อารมณ์หยุดงิดง่าย เครียดแบบควบคุมไม่ได้
-can not sleep at night นอนไม่หลับ ตื่นบ่อยRead More

22 ส.ค.

ประกันชีวิต – ขอเพียงมีความเข้าใจ ก็ไม่ใช่อะไรที่น่ากลัว

สังคมไทยทุกวันนี้ เราจะเห็นว่ามีคนขยาดหวาดกลัวกับ “ประกันชีวิต” กันมากเหลือเกิน บางคนถึงขนาดว่าปิดหู ปิดตา ไม่อยากรู้เห็น ไม่อยากรับฟังใดๆทั้งสิ้น

คงต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการขายประกันชีวิตแบบหมกเม็ด บอกไม่หมด หลอกลวง ทั้งจากตัวแทนขายประกัน และในระยะหลังๆที่เราเจอกันมากก็คือ โดนพนักงานธนาคารหลอกขายประกัน

อันที่จริงแล้ว ประกันชีวิต ถือว่าเป็นตราสารทางการเงินชนิดหนึ่ง และก็เป็นทางเลือกในการลงทุนชนิดหนึ่งได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ “ประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์” ซึ่งจะว่าไปมันก็เหมือนกับเงินฝากนั่นล่ะ เพียงแต่ว่ามันมีเงื่อนไขอะไรต่างๆมากกว่าเท่านั้นเอง

จริงๆแล้ว ประกันชีวิตไม่ใช่อะไรที่น่ากลัว หากคนอย่างเราๆพยายามทำความเข้าใจว่ามันคืออะไร มันมีประโยชน์อะไร ศึกษามันให้รู้จริง ท้ายที่สุด ก็จะไม่มีใครมาหลอกเราได้

เช่นเดียวกันกับในส่วนของตัวแทนขาย และพนักงานธนาคารที่มีหน้าที่ต้องขายให้ได้ตามยอดเพื่อ KPI ของตน ก็ควรจะมีจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพให้มากเข้าไว้ ไม่ใช่มาหลอกให้คนซื้อด้วยการ “บอกไม่หมด” หรือพยายามใช้คำพูดให้ดูเหมือนว่ามันเป็นสินค้าอย่างอื่น ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันคือ “ประกันชีวิต”
ในส่วนของผู้ที่โดนหลอกขาย ท้ายที่สุดส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ เพราะมารู้ตัวอีกที่ ก็ล่วงเลยเวลาที่จะไปเรียกร้องอะไรได้ โดยเฉพาะการขายผ่านธนาคาร อันที่จริงผมแนะนำว่า ถ้าให้แฟร์ๆกันไปเลย ควรมีกล้องบันทึกภาพการเจรจาขายสินค้า หรือมีการอัดเสียงเพื่อจะสามารถนำไปยันกันในภายหลังได้ว่า ลูกค้าตัดสินใจซื้อเองจริงๆ หรือว่าพนักงานจงใจบิดเบือนข้อมูลให้เข้าใจเป็นอย่างอื่น
บทความนี้ผมขอพูดสั้นๆเกี่ยวกับ “ประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์” เพราะมองว่ามันเป็นทางเลือกของการออมเงินทางหนึ่ง ที่อยากให้นักลงทุนทั่วไปได้เข้าใจ

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า ประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ มันมี 2 อย่าง อยู่ในตัวมันเอง นั่นคือ
1. การประกันชีวิต และ
2. การสะสมทรัพย์

หมายความว่า หากเราซื้อกรมธรรม์ประเภทนี้ เราจะได้ 2 อย่างพร้อมกันเสมอ นั่นคือ กรมธรรม์ประกันชีวิต เผื่อเวลาเราตาย ก็จะได้รับสินไหมทดแทนจ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์ที่เราระบุไว้ / และได้ดอกเบี้ยจากการฝากเงิน

ส่วนที่เป็นส่วนเสริมให้กรมธรรม์ประกันประเภทนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นก็คือ มาตรการทางภาษีของภาครัฐ ที่ยอมให้นำเอาเบี้ยประกันที่จ่ายไปลดหย่อนภาษีเงินได้ ซึ่งจะได้มากน้อยเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน และเราก็ต้องเลือกซื้อกรมธรรม์ที่มันเข้าเงื่อนไขที่จะใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย
เรามาเริ่มดูกันที่ ส่วนของ “การสะสมทรัพย์” ของกรมธรรม์ประเภทนี้่กันก่อน
ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการ “สะสมทรัพย์” ฉะนั้น เงินที่เราจ่ายไปเป็นค่าเบี้ยประกันแต่ละปี มันก็จะทำหน้าที่เสมือนเป็น “เงินฝาก” ไปด้วย คือเราจะได้ผลตอบแทนจากเงินที่เราจ่ายไป
แล้วมันเท่าไหร่กันล่ะ??

เวลาเราไปดูในใบโฆษณากรมธรรม์ที่อยู่ตามเคาน์เตอร์ธนาคาร บางคนถึงกับตาลุกวาว!!! อุเแม่เจ้า ได้รับผลตอบแทนกันที 100 กว่า% โห อะไรมันจะได้กันเป็นเท่าตัวขนาดนี้

เห็นเพียงเท่านั้น ก็วาดฝันไปถึงวันข้างหน้าว่าถ้าฉันจ่ายจนครบกำหนด ฉันก็จะรวยแล้วสิ ได้เงินคืนมารวมเป็นเท่าตัวเลย

ว่าแล้วก็รีบหยิบปากกาจรดลงไปบนกระดาษคำขอซื้อกรมธรรม์ ด้วยความกระหยิ่มว่า ฉันนี้ล่ะ สุดยอด เลือกการลงทุนที่ดีให้กับตัวเอง อีก 7 ปี อีก 10 เงินของฉันจะงอกเงยเป็นเท่าตัว
แต่หารู้ไม่ว่า นั่นล่ะ “โง่” !!!!!

ถามจริงๆเถอะ มันจะเป็นไปได้หรือ ที่จ่ายเงินเป็นค่าเบี้ยแค่ไม่กี่ปี พอครบสัญญา เงินมันจะงอกเงยกันได้มากขนาดนั้น อย่างนี้คงไม่ใช่บริษัทประกันแล้วล่ะ ถ้าเป็นพ่อค้ายาเสพติดล่ะไม่ว่า

ตามความเป็นจริงเลยนะ ผลตอบแทนจากการสะสมทรัพย์ผ่านกรมธรรม์ประเภทนี้ อยู่แค่ราวๆ 1 – 2% เท่านั้นล่ะ โดยเฉลี่ย นี่หมายถึงรวมลูกเล่นทั้งหมดเช่น มีเงินคืนระหว่างทาง หรือไม่รับเงินคืนให้เอาไปลงทุนต่อ

หลักการก็คือ พอบริษัทประกันเขาเอาเงินค่าเบี้ยประกันของเราที่จ่ายไปแล้ว เขาจะเอาไปทำอะไรบ้าง
1. หักค่าเบี้ยประกันในส่วนคุ้มครองชีวิตออกไป
2. หักค่าคอมมิชชั่นที่ต้องให้แก่ตัวแทนออกไป
3. หักค่าใช้จ่ายต่างๆที่จำเป็นออกไป

เหลือเท่าไหร่ เขาจะเอาเงินตรงนั้นไป “ลงทุน” ส่วนใหญ่ก็ผ่านตลาดหุ้นบ้าง ผ่านตราสารทางการเงินเช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาลบ้าง ซึ่งเหล่านี้่ก็ให้ผลตอบแทนไม่ได้มากมายนัก แล้วเขาก็เอาผลตอบแทนที่ได้นี่ล่ะ มาคืนให้กับเรา

คือสรุปแล้ว ผลตอบแทนที่ได้น่ะ มันไม่ได้เยอะเลย อาจจะมากกว่าการฝากออมทรัพย์ แต่ก็จะใกล้เคียงกันกับการฝากประจำ หรืออาจจะมากกว่าหน่อย

แล้วทำไมในแผ่นพับโฆษณามันถึงเป็นตัวเลขผลตอบแทนสูงขนาดนั้นล่ะ
ก็ได้อ่านไอ้ตัวเล็กๆที่อยู่ต่อท้ายหรืออยู่ด้านล่างหรือเปล่าว่า ไอ้ที่ว่า 100% น่ะ มันเทียบกับอะไร เขาไม่ได้เทียบกับเงินที่คุณจ่ายไป แต่เขาเทียบกับ “ทุนประกัน”!!!!!
แล้วมันคืออะไร?? เดี๋ยวจะอธิบายต่อไป

แต่เอาเป็นว่า เข้าใจตรงกันนะว่า กรมธรรม์ประเภทนี้ ให้ผลตอบแทนไม่ได้แตกต่างกับเงินฝากประจำเท่าไหร่นัก และมีข้อแม้หนึ่งตรงที่ว่า

**** ถ้าตัดสินใจทำไปแล้ว แล้ววันหนึ่งไม่มีเงินส่งต่อ ต้องการเงินคืน ส่วนใหญ่มันจะ “ขาดทุน”*****
การหยุดจ่าย ยกเลิกกรมธรรม์ และเอาเงินคืนกลับมานั้น เราเรียกกันว่า “การเวนคืนกรมธรรม์” ซึ่งถ้าเราต้องการทำเช่นนี้ เราจะไม่ได้เงินที่ส่งไปทั้งหมดคืนนะ แต่เราจะได้สิ่งที่เรียกว่า “มูลค่าเวนคืน” กลับมา
อย่างที่บอกไปแล้วว่า ทุกครั้งที่คุณจ่ายเบี้ยประกันไป มันจะถูกเอาไปจ่ายเป็นส่วนๆตามที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้

เบี้ยประกันปีแรกสุด จะต้องถูกนำไปจ่ายค่าเบี้ยประกันในส่วนที่คุ้มครองชีวิต และจ่ายค่าคอมมิชชั่น ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก เท่ากับว่าเงินที่เราจ่ายไป จะเหลือเป็นมูลค่าอยู่ในส่วนสะสมทรัพย์แค่น้อยนิด
ถ้าเราต้องการเวนคืน หรือขอยกเลิกกรมธรรม์ เราก็จะได้คืนแค่ไอ้ส่วนน้อยนิดที่เหลือนี่ล่ะ ดังนั้น ถ้าเราเวนคืนในปีแรก เราจะ “ขาดทุนย่อยยับ”

เบี้ยประกันปีที่ 2 จะถูกหักเป็นค่าคอมมิชชั่นแต่ค่อยๆน้อยลง เพราะตัวแทนจะได้รับคอมมิชชั่นน้อยลงไปเรื่อยๆ ทำให้เงินที่เราจ่ายไป จะไปเพิ่มมูลค่าในส่วนสะสมทรัพย์มากขึ้น และจะเพิ่มขึ้นทุกปี (เพราะค่าใช้จ่ายน้อยลงทุกปี) และยิ่งนานไปก็จะมีดอกผลจากการลงทุนเพิ่มขึ้นมา

ทำให้มูลค่าเวนคืนจะค่อยๆเพิ่มขึ้นในแต่ละปี แต่กว่าจะให้คืนทุนในส่วนเงินที่จ่ายไปก็ต้องใช้เวลา “หลายปี”

ดังนั้น หากคิดทำกรมธรรม์ประเภทนี้ เราต้องแน่ใจว่า เราจะมีเงินส่งนะ เพราะหากเราไม่มีเงินส่งตั้งแต่ในช่วงแรกๆ เราจะหนีไม่พ้นการ “ขาดทุน” อย่างแน่นอน ส่วนที่ว่า มูลค่าเวนคืนจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปเมื่อไหร่ ขอดูตารางจากคนขายได้ เขามีบอกไว้หมด

พูดแล้วเหมือนมีแต่ข้อไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีให้เราได้ ในขณะที่สินค้าทางการเงินประเภทอื่นไม่มีก็คือ “การคุ้มครองชีวิต”

ชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน คนเราจะตายวันตายพรุ่งไม่มีใครรู้ การทำประกันชีวิตก็คือ การจ่ายเงินเพื่อประกันว่า หากเราเป็นอะไรไป ทายาทของเราจะได้รับเงินก้อนหนึ่งจากกรมธรรม์นี้เป็นค่าชดเชยการเสียชีวิตของเรา

ถามว่า ถ้าเราฝากประจำกับธนาคาร เราได้ตรงนี้ไหม ?? ไม่ได้
ถ้าเราเล่นหุ้น เราได้ส่วนนี้ไหม ?? ไม่ได้เช่นกัน
ถ้าเราซื้อหุ้นกู้ เราได้ตรงนี้ไหม ?? ไม่ได้
ถ้าเราเล่นทองคำ เราได้ตรงนี้่ไหม ?? ไม่ได้
ถ้าเราเล่นอัตราแลกเปลี่ยน เราได้ตรงนี้ไหม?? ก็ไม่ได้

เพราะมีเพียง “ประกันชีวิต” เท่านั้น ที่ให้ความคุ้มครองส่วนนี้กับเราได้
ดังนั้น เงินที่เราจ่ายไปในการซื้อ “กรมธรรม์ชีวิตแบบสะสมทรัพย์” แม้เราจะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำก็ตามแต่ แต่สิ่งที่เราได้เพิ่มเติมก็คือ “การคุ้มครองชีวิตเมื่อเราตาย”

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องรู้ไว้ว่า เงินที่เราจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันไปนั้น นอกจากจะให้ผลตอบแทน (แม้จะน้อยนิด) ก็ยังเป็นการซื้อความคุ้มครองชีวิตให้กับตัวเองด้วย

ฉะนั้น นักลงทุนคนใดก็ตามที่มองว่า ฉันไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องการคุ้มครองแบบนี้ จะทำไปก็เหมือนแช่งตัวเอง จะทำไปเพื่ออะไร?? คุณ “ไม่ควรซื้อประกันประเภทนี้” เว้นเสียแต่จะต้องการยอดไปลดหย่อนภาษี

แต่นักลงทุนคนใดที่ให้ความสำคัญกับชีวิตของตัวเอง และต้องการการคุ้มครอง เขาก็ไม่ได้ให้คุณฟรีๆ คุณก็ต้องจ่ายเงินเป็นการซื้อความคุ้มครองนี้ โดยเงินที่จ่ายก็จะรวมอยู่ในเบี้ยประกันที่จ่ายไปนั่นเอง
จำนวนเงินที่เขาจะคุ้มครองให้คุณ เขาเรียกว่า “ทุนประกัน” ซึ่งถ้าเอามาเทียบกับเงินเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายไปทั้งหมด มันน้อยกว่ามาก

ทุนประกัน 200000 บาท หมายความว่า ถ้าคุณตาย เขาจะจ่ายให้คุณ 200000 บาท (แต่อาจนำไปเปรียบเทียบกับมูลค่าเวนคืน หากมูลค่าเวนคืนสูงกว่าจะได้รับมูลค่าเวนคืน) เขาไม่ได้คืนเงินตามเบี้ยที่จ่ายไปนะ

และในใบโฆษณานั่นเอง ที่มักนิยมเขียนผลตอบแทนเมื่อเทียบกับ “ทุนประกัน” ซึ่งโดยทั่วไปในกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์นี้ ทุนประกัน มันจะต่ำกว่าเงินเบี้ยประกันที่จ่ายไปทั้งหมดค่อนข้างมาก
การเล่นคำโดยให้ตัวเลขเงินคืนเมื่อสิ้นกรมธรรม์มาเทียบกับ “ทุนประกัน” จึงทำให้กรมธรรม์มันดูดึงดูด คนเห็นแล้วตาโต น่าซื้อ ก็เท่านั้น

ดังนั้น เวลามองอะไร ผมอยากให้เรามองให้รอบด้าน จริงอยู่ หากไม่มีมาตรการทางด้านภาษีเข้ามาสนับสนุน กรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์แทบจะเรียกได้ว่า ให้ผลตอบแทนต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากๆ เมื่อเทียกับการลงทุนประเภทอื่น

แต่เราก็จะได้รับการคุ้มครองชีวิตพ่วงติดมาด้วย
คนบางคนอาจมองว่า ถ้ากรมธรรม์ชนิดนี่ให้ผลตอบแทนแค่นี้ จะซื้อไปทำไม?? เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นเองได้ผลตอบแทนมากกว่านี้หลายต่อหลายเท่า แต่ว่าเราอยากได้การคุ้มครองชีวิตล่ะ จะทำอย่างไร
ผมแนะนำว่า ถ้าตัดจุดเด่นด้านมาตรการภาษีออกไปนะครับ

คุณต้องการการคุ้มครองทุนประกันเท่าไหร่ ระยะเวลากี่ปี คุณโทรเข้าไปถามบริษัทประกันว่า คุณต้องการซื้อประกันชีวิตประเภท term insurance โดยกำหนดระยะเวลาตามที่คุณต้องการ และทุนประกันเท่าที่คุณต้องการ เขาจะบอกค่าเบี้ยมาให้ แล้วคุณก็จ่ายไป

มันจะเป็นเงินกินเปล่าที่คุณซื้อการคุ้มครองชีวิตให้กับตัวเองในวงเงินที่กำหนด เท่านี้คุณก็จะได้การคุ้มครองชีวิตแบบที่คุณต้องการ โดยคุณไม่ต้องเอาเงินไปจ่ายค่าเบี้ยแพงๆให้เขาเอาไปแบ่งให้ตัวแทนขาย แล้วคุณเอาเงินตรงนั้นมาลงทุนเอง จะเล่นทอง เล่นหุ้น เล่นอะไรก็ได้
เห็นไหมว่า มันไม่มีความแตกต่างกันเลย

มันจึงเป็นเหตุว่า หากไม่มีมาตรการด้านภาษีมาช่วย กรมธรรม์ประเภทนี้ แทบไม่ได้มีความน่าสนใจอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะมันไม่ต่างกับการที่เราควักเงินก้อนหนึ่งซื้อประกันชีวิตแบบกินเปล่า และเอาเงินส่วนที่เหลือไปฝากประจำ!!!!!

ขอบคุณสาระน่ารู้จาก Wattana Stock Page

14 มิ.ย.

รู้ไหม? เพื่อนบ้านก่อความรำคาญ ก็ถือว่าผิดกฎหมาย

อะไรบ้างที่เรียกว่าเป็นการก่อความเดือดร้อน

– การเลี้ยงสัตว์ ปัญหาที่ก่อความรำคาญ ได้แก่ เสียง กลิ่น และสัตว์ที่เป็นอันตรายอันติดมากับสัตว์เลี้ยงแล้วแพร่กระจายไปสู่พื้นที่รอบข้างได้ อาทิ เห็บ หมัด  เป็นต้น  สัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดอาจก่อปัญหาเดือดร้อนรำคาญไปสู่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ใกล้เคียงได้ แต่ควรพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป สุนัข บางตัวไม่ส่งเสียงก่อความรำคาญ สุนัขบางตัวทำเช่นนั้น แมวบางตัวหากเลี้ยงแบบระบบเปิดอาจขับถ่ายก่อความเดือดร้อนรำคาญ บางตัวไม่เป็นเช่นนั้น หรือหากเลี้ยงสุกรแต่สุกรไม่ส่งเสียงให้เดือดร้อนหรือรำคาญ แต่อาจสร้างกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ไปสู่บริเวณรอบข้าง การแก้ปัญหาจึงเป็นไปตามผลที่กระทบ โดยมีตั้งแต่ให้กำจัดสิ่งปฏิกูลเน่าเหม็นและคอยดูแลความสะอาด ไปจนถึงย้ายพื้นเลี้ยงดู เพื่อไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์อีกต่อไป

และอะไรบ้างที่เป็นเหตุให้เกิดความรำคาญ

มาตรา 25 ในกรณีที่มีเหตุอันอาจก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง หรือผู้ที่ต้องประสบกับเหตุนั้นดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเหตุรำคาญ

(1) แหล่งน้ำ ทางระบายน้ำ ที่อาบน้ำ ส้วม หรือที่ใส่มูลหรือเถ้า หรือสถานที่อื่นใด
ซึ่งอยู่ในทำเลไม่เหมาะสม สกปรก มีการสะสมหรือหมักหมมสิ่งของมีการเททิ้งสิ่งใดเป็นเหตุ
ให้มีกลิ่นเหม็นหรือละอองเป็นพิษ หรือเป็นหรือน่าจะเป็นที่เพาะพันธุ์พาหะนำโรค หรือก่อให้เกิด
ความเสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(2) การเลี้ยงสัตว์ในที่หรือโดยวิธีใด หรือมีจำนวนเกินสมควร จนเป็นเหตุให้เสื่อม
หรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ622 แนวทางการปฏิบัติพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
ศูนย์บริหารกฎหมายสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
(3) อาคารอันเป็นที่อยู่ของคนหรือสัตว์ โรงงานหรือสถานที่ประกอบการใดไม่มีการ
ระบายอากาศ การระบายน้ำ การกำจัดสิ่งปฏิกูล หรือการควบคุมสารเป็นพิษ หรือมีแต่ไม่มีการ
ควบคุมให้ปราศจากกลิ่นเหม็นหรือละอองสารเป็นพิษอย่างพอเพียงจนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็น
อันตรายต่อสุขภาพ
(4) การกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ
ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็น
อันตรายต่อสุขภาพ
(5) เหตุอื่นใดที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

โดยสามารถระงับเหตุเดือดร้อนรำคาญได้อย่างไรกันบ้าง

มาตรา 26 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจห้ามผู้หนึ่งผู้ใดมิให้ก่อเหตุรำคาญในที่ หรือทางสาธารณะ หรือสถานที่เอกชนรวมทั้งการระงับเหตุรำคาญด้วย ตลอดทั้งการดูแล ปรับปรุงบำรุงรักษาบรรดาถนน ทางบก ทางน้ำ รางระบายน้ำ คู คลอง และสถานที่ต่างๆ ในเขตของตนให้ปราศจากเหตุรำคาญ ในการนี้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือเพื่อระงับกำจัดและควบคุมเหตุรำคาญต่างๆ ได้

มาตรา 27 ในกรณีที่มีเหตุรำคาญเกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นในที่หรือทาง สาธารณะให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้บุคคลซึ่งเป็นต้นเหตุหรือเกี่ยวข้องกับการก่อหรืออาจก่อให้เกิดเหตุรำคาญนั้น ระงับหรือป้องกันเหตุรำคาญภายในเวลาอันสมควรตามที่ระบุไว้ในคำสั่ง และถ้าเห็นสมควรจะให้กระทำโดยวิธีใดเพื่อระงับหรือป้องกันเหตุรำคาญนั้น หรือสมควรกำหนดวิธีการเพื่อป้องกันมิให้มีเหตุรำคาญเกิดขึ้นอีกในอนาคต ให้ระบุไว้ในคำสั่งได้ในกรณีที่ปรากฏแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่นว่าไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามวรรคหนึ่ง และเหตุรำคาญที่เกิดขึ้นอาจเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นระงับเหตุรำคาญนั้น และอาจจัดการตามความจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุรำคาญนั้นขึ้นอีกโดยบุคคลซึ่งเป็นต้นเหตุ หรือเกี่ยวข้องกับการก่อหรืออาจก่อให้เกิดเหตุรำคาญต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดการนั้น

มาตรา 28 ในกรณีที่มีเหตุรำคาญเกิดขึ้นในสถานที่เอกชน ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่นั้นระงับเหตุรำคาญภายในเวลาอันสมควรตามที่ระบุไว้ในคำสั่ง และถ้าเห็นว่าสมควรจะให้กระทำโดยวิธีใดเพื่อระงับเหตุรำคาญนั้นหรือสมควรกำหนดวิธีการเพื่อป้องกันมิให้มีเหตุรำคาญเกิดขึ้นในอนาคตให้ระบุไว้ในคำสั่งได้
ในกรณีที่ไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจระงับเหตุรำคาญนั้นและอาจจัดการตามความจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีเหตุรำคาญพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 623 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ส่วนที่ 5เกิดขึ้นอีก และถ้าเหตุรำคาญเกิดขึ้นจากการกระทำการละเลย หรือการยินยอมของเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่นั้น เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ดังกล่าวต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการนั้นในกรณีที่ปรากฏแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่นว่าเหตุรำคาญที่เกิดขึ้นในสถานที่ เอกชนอาจเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ หรือมีผลกระทบต่อสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพของประชาชน เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะออกคำสั่งเป็นหนังสือ ห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองใช้หรือยินยอมให้บุคคลใดใช้สถานที่นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน จนกว่าจะเป็นที่พอใจแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่นว่า ได้มีการระงับเหตุรำคาญนั้นแล้วก็ได้
หมวด 6การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์

มาตรา 29 เพื่อประโยชน์ในการรักษาสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสม กับการดำรงชีพของประชาชนในท้องถิ่นหรือเพื่อป้องกันอันตรายจากเชื้อโรคที่เกิดจากสัตว์ ให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อกำหนดของท้องถิ่นกำหนดให้ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของพื้นที่ในเขตอำนาจของราชการส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นเขตควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ได้การออกข้อกำหนดของท้องถิ่น ตามวรรคหนึ่ง ราชการส่วนท้องถิ่นอาจกำหนดให้เป็นเขตห้ามเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์บางชนิดหรือบางประเภทโดยเด็ดขาด หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดหรือเป็นเขตที่การเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์บางชนิดหรือบางประเภทต้องอยู่ในภายใต้มาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

มาตรา 30 ในกรณีที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นพบสัตว์ในที่หรือทางสาธารณะอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 29 โดยไม่ปรากฏเจ้าของ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจกักสัตว์ดังกล่าวไว้เป็นเวลาอย่างน้อยสามสิบวัน เมื่อพ้นกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ใดมาแสดง หลักฐานการเป็นเจ้าของเพื่อรับสัตว์คืน ให้สัตว์นั้นตกเป็นของราชการส่วนท้องถิ่น แต่ถ้าการ กักสัตว์ไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สัตว์นั้นหรือสัตว์อื่น หรือต้องเสียค่าใช้จ่ายเกินสมควร เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะจัดการขายหรือขายทอดตลาดสัตว์นั้นตามควรแก่กรณีก่อนถึงกำหนดเวลาดังกล่าวก็ได้ เงินที่ได้จากการขายหรือขายทอดตลาดเมื่อได้หักค่าใช้จ่ายในการขายหรือขายทอดตลาดและค่าเลี้ยงดูสัตว์แล้วให้เก็บรักษาไว้แทนสัตว์624 แนวทางการปฏิบัติพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535ศูนย์บริหารกฎหมายสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขในกรณีที่มิได้มีการขายหรือขายทอดตลาดสัตว์ตามวรรคหนึ่ง และเจ้าของสัตว์มาขอรับสัตว์คืนภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง เจ้าของสัตว์ต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงดูสัตว์ให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่นตามจำนวนที่ได้จ่ายจริงด้วยในกรณีที่ปรากฏว่าสัตว์ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นพบนั้นเป็นโรคติดต่ออันอาจเป็นอันตรายต่อประชาชนให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควรได้

หมวด 7
กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

มาตรา 31 ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้กิจการใดเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

มาตรา 32 เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการที่ประกาศตามมาตรา 31 ให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อกำหนดของท้องถิ่นดังต่อไปนี้
(1) กำหนดประเภทของกิจการตามมาตรา 31 บางกิจการหรือทุกกิจการให้เป็นกิจการ
ที่ต้องมีการควบคุมภายในท้องถิ่นนั้น
(2) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขทั่วไปสำหรับให้ผู้ดำเนินกิจการตาม (1) ปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลสภาพหรือสุขลักษณะของสถานที่ที่ใช้ดำเนินกิจการและมาตรการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ

มาตรา 33 เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อกำหนดของท้องถิ่น ตามมาตรา 32(1)ใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินกิจการตามประเภทที่มีข้อกำหนดของท้องถิ่นกำหนดให้เป็นกิจการที่ต้องมีการควบคุมตามมาตรา 32(1) ในลักษณะที่เป็นการค้า เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม มาตรา 56ในการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นอาจกำหนดเงื่อนไขโดยเฉพาะให้ผู้รับใบอนุญาตปฏิบัติเพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของสาธารณชนเพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้โดยทั่วไปในข้อกำหนดของท้องถิ่นตามมาตรา 32(2) ก็ได้ใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้ใช้ได้สำหรับกิจการประเภทเดียวและสำหรับสถานที่แห่งเดียว

7 มิ.ย.

คำถามยอดฮิต เมื่อจะต้องเช็คสิทธิ และใช้สิทธิบัตรทอง

        สิทธิการรักษาพยาบาลที่ทุกคนรู้จักกันดีในชื่อว่า “บัตรทอง” นั้น บางคนอาจเคยได้ใช้ แต่หลายๆคนก็ไม่เคยใช้ วันนี้เรารวบรวมคำถามที่คนอยากรู้มากที่สุด 10 ข้อ เกี่ยวกับบัตรทองมาไว้ในที่เดียว เผื่อว่าวันไหนเราจำเป็นต้องใช้ขึ้นมา(ถ้าไม่ต้องใช้เลยก็จะดีมาก) จะได้ทราบว่าสิทธิบัตรทองนั้นมีประโยชน์ และข้อจำกัดในการใช้อย่างไรบ้าง

1. สิทธิบัตรประกันสุขภาพ ,สิทธิบัตรทอง และสิทธิ 30 บาท แตกต่างกันอย่างไร ?

           ทั้ง 3 สิทธิเป็นสิทธิชนิดเดียวกัน แตกต่างกันแค่ชื่อเรียกเท่านั้น โดยเป็นสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุข เช่น การรักษาพยาบาล การป้องกันโรคสำหรับบุคคลที่ไม่มีสิทธิประกันสังคม หรือสวัสดิการของข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆ

เริ่มแรกเรียกสิทธินี้ว่า สิทธิ 30 บาท เพราะเป็นนโยบาย 30 รักษาทุกโรค บัตรจะเป็นกระดาษอ่อนธรรมดา ต่อมาได้ออกเป็นบัตรสีเหลืองทองเคลือบพลาสติก จึงเรียกว่าสิทธิบัตรทอง และปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นที่มาของสิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้านั่นเอง

 2. ประชาชนทุกคนสามารถใช้สิทธิบัตรทองได้ใช่หรือไม่ ?

          คนไทยทุกคนที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสิทธิประกันสังคม หรือสวัสดิการของข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆ สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้

3. หากจะใช้สิทธิบัตรทองต้องทำอย่างไร ?

           กรณีใช้สิทธิที่หน่วยบริการที่มีสิทธิอยู่ สามารถนำบัตรประชาชนไปติดต่อที่โรงพยาบาล หรือ ศูนย์บริการสาธารณสุขได้เลย

           กรณีใช้สิทธิข้ามเขต จะใช้สิทธิได้ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต  โดยใช้สิทธิได้ 3 วัน (72 ชั่วโมง)

4. สามารถเช็คสิทธิรักษาพยาบาลได้ที่ไหนบ้าง ?

    ติดต่อด้วยตนเองที่ สถานีอนามัย / โรงพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำหรับในกทม.สามารถติดต่อสำนักงานเขตของกทม.ได้
    ระบบโทรศัพท์อัตโนมัติ โทร. 1330 กด 2 (ค่าบริการครั้งละ 3 บาท)
    เว็บไซด์ nhso.go.th
    App สิทธิ 30 บาท ทั้งระบบ IOS และ Android

App30บาท
5. สิทธิบัตรทองคุ้มครองค่าใช้จ่ายประเภทใดบ้าง ?

    บริการวางแผนครอบครัว ได้แก่ ให้คำแนะนำปรึกษาคู่สมรส บริการคุมกำเนิด
    การคลอดบุตร รวมกันไม่เกิน 2 ครั้ง (กรณีที่บุตรมีชีวิตอยู่)
    ดูแลสุขภาพหญิงมีครรภ์ ทารกแรกเกิด พัฒนาการของเด็ก
    วัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคตามนโยบายรัฐ
    คัดกรองความเสี่ยง เช่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจมะเร็งปากมดลูก / มะเร็งเต้านม
    ยาต้านไวรัสเอดส์เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
    บริการทันตกรรม
    การตรวจ วินิจฉัย และรักษา โรคทั่วไปเช่น ไข้หวัด จนถึงโรคเรื้อรัง / โรคเฉพาะทางเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง(เช่น ผ่าตัด, ฉายแสง, เคมีบำบัด) ไตวายเรื้อรัง(เช่น ล้างไตผ่านทางช่องท้อง, ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, ผ่าตัดปลูกถ่ายไต) เอดส์ ผ่าตัดตา ต้อกระจก ผ่าตัดหัวใจ เป็นต้น รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
    ค่ายาและเวชภัณฑ์ ตามกรอบบัญชียาหลักแห่งชาติ และยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตามประกาศของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
    ค่าอาหารและค่าห้อง ระหว่างพักรักษาตัว ณ หน่วยบริการ
    การจัดการส่งต่อผู้ป่วย
    บริการแพทย์แผนไทย
    บริการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ เช่น กายภาพบำบัด จิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด กิจกรรมบำบัด ฟื้นฟูการได้ยิน / การมองเห็น และรับอุปกรณ์เครื่องช่วยตามประเภทความพิการได้ตามเกณฑ์ที่ สปสช.กำหนด

6. กรณีไหนบ้างที่ไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้ ?

    รักษาภาวะมีบุตรยาก / ผสมเทียม
    เปลี่ยนเพศ / การกระทำใดๆเพื่อความสวยงามโดยไม่มีข้อบ่งชี้จากแพทย์
    การตรวจวินิจฉัย และรักษา ที่เกินความจำเป็นจากข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
    การรักษาที่อยู่ระหว่างค้นคว้าทดลอง
    การบาดเจ็บจากการประสบภัยจากรถ เฉพาะส่วนที่บริษัท หรือกองทุนตามกฎหมายนั้นต้องเป็นผู้จ่าย
    การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาและสารเสพติด ยกเว้นผู้ติดเฮโลอีนที่สมัครใจเข้ารับการรักษา และไม่ต้องโทษคดียาเสพติด ให้ได้รับสารทดแทนยาเสพติด (เมทาโดน) จากหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนได้
    โรคเดียวกันที่ต้องรักษาในฐานะผู้ป่วยในเกินกว่า 180 วัน ยกเว้น กรณีต้องรักษาต่อเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนหรือข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
    การเปลี่ยนอวัยวะ(Organ Transplantation) ยกเว้น การปลูกถ่ายหัวใจ , ปลูกถ่ายไตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และปลูกถ่ายตับในเด็ก(อายุไม่เกิน 18 ปี) ที่เป็นโรคท่อน้ำดีตีบตันแต่กำเนิด

7. สามารถใช้สิทธิบัตรทองในโรงพยาบาลเอกชนได้หรือเปล่า ?

สามารถใช้สิทธิได้ 2 กรณี คือ

          1. กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต หมายถึง ผู้ป่วยที่มีอาการทีกระทบต่ออวัยวะสำคัญ ได้แก่ หัวใจ, สมอง, ลมหายใจ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ เช่น หัวใจหยุดเต้น , หอบรุนแรง , มีอาการเขียวคล้ำ , หมดสติไม่รู้สึกตัว , สิ่งแปลกปลอมอุดกั้นหลอดลม , มีอาการวิกฤตจากอุบัติเหตุ , มีเลือดออกมากห้ามไม่หยุด , ภาวะขาดน้ำรุนแรง , แขน / ขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดลำบาก , ชัก , มีอาการวิกฤตจากไข้สูง , ปวดท้องรุนแรง เป็นต้น โดยสามารถเข้าได้ทุกโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และไม่ต้องสำรองจ่าย

          2. กรณีรักษาแพทย์เฉพาะทาง จำเป็นต้องติดต่อแจ้งความจำนงกับโรงพยาบาลที่จะขอใช้สิทธิก่อนว่าสามารถใช้สิทธิได้หรือไม่ แล้วแต่กรณีไป

8. หากอยู่ต่างจังหวัด แต่อยากใช้สิทธิบัตรทองกับโรงพยาบาลรัฐใหญ่ๆในกรุงเทพฯ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ?

          กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตสามารถใช้สิทธิได้เลย แต่หากจะรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ เช่นโรคมะเร็ง โรคตับ โรคหัวใจ จำเป็นต้องมีใบส่งตัวผู้ป่วยจากโรงพยาบาลที่มีสิทธิอยู่

9. ย้ายบ้านโดยไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้าน แต่อยากจะย้ายหน่วยบริการ หรือโรงพยาบาลที่จะใช้สิทธิ สามารถทำได้หรือไม่ ?

          สามารถทำได้ โดยนำบัตรประชาชนไปติดต่อด้วยตนเองที่หน่วยบริการ, โรงพยาบาลที่ต้องการใช้สิทธิ หรือสำนักงานเขตกทม.ในวันเวลาราชการ และสามารถเปลี่ยนสิทธิได้ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปีงบประมาณ (1 ต.ค. -30 ก.ย.ของปีถัดไป)

10. หากใช้สิทธิบัตรทอง คุณภาพยาและการรักษาที่ได้รับจะเหมือนหรือเท่าเทียมกับการจ่ายเงินหรือเปล่า ?

          มาตรฐานการรักษาพยาบาล และยาที่ใช้จะเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ถ้าคุณใช้บริการคลินิกนอกเวลาราชการ หรือคลินิกพิเศษ ที่ต้องจ่ายเงินเอง ก็อาจให้ความสะดวกและรวดเร็วในการใช้บริการมากกว่า

           สำหรับผู้ที่ไม่มีสิทธิประกันสังคม , สวัสดิการของข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆ การใช้สิทธิประกันสุขภาพ / สิทธิบัตรทอง ก็ถือเป็นสวัสดิการที่รัฐมองให้ เพื่อช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลไปได้มาก สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมากเช่น ค่ายานอกบัญชีหลัก(ที่เบิกไม่ได้) , ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล หรือค่าพยาบาลดูแลที่บ้าน เป็นต้น

30 พ.ค.

‘ป่วยไข้’ แค่ไหนตัองพบแพทย์

“ไข้” เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าเศรษฐี หรือคนทำงานหาเช้ากินค่ำ เวลามีผู้ป่วยมาตรวจรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์พยาบาลมักจะเรียกว่า “คนไข้”แสดงว่าไข้น่าจะเป็นอาการที่พบบ่อยจนกลายเป็นคำพูด ติดปาก

          “ไข้” เกิดจากการที่ร่างกายพยายามปรับสมดุล เนื่องจากมีการอักเสบเกิดขึ้น ทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานสูงขึ้น (มีผลให้อุณหภูมิสูง) รวมทั้งมีการระบายความร้อนออกด้วยการขับเหงื่อเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายลง ส่วนใหญ่มักจะถือว่า มีไข้ ถ้าวัดอุณหภูมิทางปากได้มากกว่า 38.3 องศาเซลเซียส ไข้แบ่งได้หลายแบบ เช่น แบ่งตามระยะเวลาที่มีอาการ คือ ไข้เฉียบพลัน ซึ่งมักจะมีอาการมาไม่เกิน 7 วัน หรือ ไข้เรื้อรัง คือเป็นไข้มาแล้วอย่างน้อย 3 สัปดาห์ แต่ถ้าอยู่ในระหว่าง 7-21 วันมักจะเรียกว่า ไข้กึ่งเฉียบพลัน หรืออาจจะแบ่งตามสาเหตุ อวัยวะที่มีอาการก็ได้ การแบ่งระยะเวลาของไข้อาจจะบอกถึงกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุได้

          สาเหตุของไข้ เกิดจากทั้งโรคติดเชื้อ และโรคไม่ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม โรคติดเชื้อเป็นสาเหตุที่สำคัญของไข้ โดยเฉพาะไข้เฉียบพลัน ถือเป็นร้อยละ 80 ขึ้นไป ในขณะที่ไข้เรื้อรังอาจเกิดจากโรคไม่ติดเชื้อ ร้อยละ 30-40 โรคไม่ติดเชื้อที่สำคัญที่เป็นสาเหตุของไข้ ได้แก่ โรคภูมิแพ้ตนเอง โรครูมาตอยด์ โรคคอพอกเป็นพิษ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น ซึ่งเป็นตัวอย่างที่พบบ่อยๆ เท่านั้น จริงๆ แล้วยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย

          โรคติดเชื้อ เป็นสาเหตุสำคัญ ทั้งไข้เฉียบพลัน และไข้เรื้อรัง เชื้อโรคที่ทำให้เกิดไข้ อาจเป็นได้ทั้ง เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อวัณโรค เชื้อรา เชื้อพยาธิ อย่างไรก็ตาม เชื้อโรคเหล่านี้บางอย่างเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของไข้เฉียบพลัน เช่น แบคทีเรีย ไวรัส แต่บางอย่างเป็นสาเหตุที่พบบ่อยชองไข้เรื้อรัง ได้แก่ วัณโรค เป็นต้น

          แม้กระทั่งในแต่ละกลุ่มเชื้อโรคเองบางชนิดก็ทำให้เกิดไข้เฉียบพลัน บางชนิดก็ทำให้เกิดไข้เรื้อรังได้ หรือเกิดได้ทั้ง 2 แบบ ความรุนแรงของอาการก็แตกต่างกันได้ในแต่ละคน แม้จะเกิดจากการติดเชื้อชนิดเดียวกันก็ตาม เช่น ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสไข้เลือดออกส่วนใหญ่ จะหายเอง แต่บางรายอาการรุนแรงจนเสียชีวิตได้

          คนที่มีไข้จะรู้สึกไม่สบายตัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ไม่อยากไปทำงาน อยากจะพักผ่อน ซึ่งเป็นกลไกปกติของร่างกายในการปรับสมดุล นอกจากนั้นยังมีอาการตามอวัยวะที่มีการอักเสบเกิดขึ้น มีสารคัดหลั่งของระบบนั้นๆ ออกมามากขึ้น เช่น ถ้ามีการอักเสบที่ปอด ก็จะไอ มีเสมหะ ถ้าอักเสบที่ข้อก็จะปวดข้อ ข้อบวมเนื่องจากมีน้ำในข้อเพิ่มขึ้น เป็นต้น สารคัดหลั่งอาจมีลักษณะเป็นสีเหลืองข้น หรือเป็นหนองได้ ถ้ามีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว และเนื้อเยื่อที่ตายมาสะสมจำนวนมากในสารคัดหลั่งนั้น เช่น น้ำมูกเหลืองข้น ฝี โดยทั่วไป เมื่อมีไข้ก็ต้องกินยาลดไข้ก่อนเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นการปฐมพยาบาลขั้นต้น และยาลดไข้สามารถซื้อหาได้ง่ายจากร้านขายยาทั่วไป นอกจากนั้นผู้ที่มีไข้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อชดเชยการการสูญเสียเหงื่อจากการระบายความร้อน

          ไข้จะหายไปเมื่อร่างกายควบคุม หรือกำจัดสาเหตุของไข้ออกจากร่างกายไปได้ ดังนั้นการที่ไข้จะหายเร็วแค่ไหน ขึ้นกับปัจจัยใหญ่ๆ 3 ประการคือ ภูมิต้านทานของคนคนนั้น สาเหตุของไข้ และการรักษาจำเพาะที่ต้นเหตุ เนื่องจากไข้เฉียบพลันส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยเฉพาะการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ และมักจะหายเองได้ใน 3-7วัน ดังนั้นการดูแลรักษาตัวเองเบื้องต้นดังกล่าวก็เพียงพอ อาจไม่ต้องมาพบแพทย์ ถ้ามียารักษาอาการร่วมต่างๆ อยู่แล้ว

          อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติมเนื่องจากไข้ที่มีอาจไม่ใช่ไข้จากโรคติดเชื้อ หรือเป็นไข้จากโรคติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาจำเพาะ หรือเป็นโรคติดเชื้อที่อาการอาจจะทวีความรุนแรง จนอาจเกิดการติดเชื้อหรือลุกลามไปยังระบบอื่นๆ จนอาจถึงแกชีวิตได้ การกินยาลดไข้โดยเฉพาะยาพารา เซ็ตตามอลเป็นจำนวนมากหลายวันติดต่อกันอาจมีพิษต่อตับ ทำให้ตับวายจนถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

          ผู้ป่วยที่ควรจะมาพบแพทย์ เมื่อมีไข้แต่เนิ่นๆ มีดังต่อไปนี้

          1. เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ เมื่อมีการติดเชื้ออาจเกิดการลุกลามได้รุนแรง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยเม็ดเลือดขาวต่ำ เป็นต้น

          2. ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่มีการทำงานของอวัยวะในร่างกายบกพร่องอยู่เดิม ซึ่งเมื่อมีไข้สูงอยู่นานอาจทำให้ร่างกายทนไม่ไหว ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ยังควบคุมไม่ได้ดี โรคตับแข็ง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง อายุมาก หรือเด็กแรกคลอด เป็นต้น

          3. ผู้ป่วยที่มีไข้ ร่วมกับอาการอื่นๆ ที่มีความรุนแรงขึ้น จนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ไอมากขึ้น ท้องเสียมากขึ้น ปัสสาวะขัดขุ่นมากขึ้น ทั้งๆ ที่ได้รับการักษาตามอาการเต็มที่แล้ว

          4. มีอาการผิดปกติหลายๆ ระบบร่วมกัน เช่น มีดีซ่านร่วมกับจุดเลือดออก หอบเหนื่อย หรือมีความดันโลหิตต่ำ เป็นต้น

          5. มีการระบาดของโรคติดเชื้อในชุมชนที่พักอาศัย ซึ่งบางอย่างอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ในบางช่วงอายุ ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่

          6. มีประวัติสัมผัสโรคบางอย่างที่มีการรักษาจำเพาะ เช่น ไข้มาลาเรีย ไข้สุกใส

          7. ไข้เรื้อรัง กินยาลดไข้อย่างเดียว ไม่หาย หรือนานกว่าที่คาดหมาย อาจจะเกิดจากโรคติดเชื้อเรื้อรัง หรือจาก โรคไม่ติดเชื้อ ควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

          8. ไม่แน่ใจว่าไข้เกิดจากสาเหตุใด จะมีอาการรุนแรงหรือไม่ ก็ควรจะมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

/data/content/2014/07/25056/cms/e_dfijlmnoqrs5.jpg

          แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณที่ผู้ป่วยมีอาการเด่นชัด มีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุ และประเมินความรุนแรงของอาการและสาเหตุ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่ได้จากประวัติและการตรวจร่างกาย

          ในกรณีที่สามารถวินิจฉัยสาเหตุของไข้ว่าอาการไม่รุนแรง หรือแพทย์คิดว่าการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่ช่วยในการวินิจฉัยในขณะนั้น แพทย์จะสั่งการรักษาได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง หรือมีโอกาสที่จะเกิดอาการรุนแรง แพทย์อาจรักษาไปก่อนด้วยยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอันตราย ยาปฏิชีวนะจะได้ประโยชน์เฉพาะไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อเท่านั้น

          กรณีที่ไข้เกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อก็ต้องใช้ยารักษาสาเหตุอื่นๆ เช่น ไข้จากคอพอกเป็นพิษ ก็ต้องรักษาด้วยยาลดการทำงานของไธรอยด์ ไข้จากโรค แพ้ภูมิคุ้มกันตนเองก็ต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ยังมีความสับสนระหว่างยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ ยาแก้อักเสบ หมายถึงยาที่ไปลดการอักเสบในร่างกาย แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ ส่วนยาปฏิชีวนะ หมายถึงยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่รวมถึงยาฆ่าเชื้อไวรัส หรือเชื้อพยาธิ ยาปฏิชีวนะมักจะลดการอักเสบลงได้ ถ้าเชื้อก่อโรคนั้นทำให้เกิดการอักเสบแต่ไม่ได้ลดการอักเสบโดยตรง

          อย่างไรก็ตามโรคติดเชื้อไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเสมอไป เนื่องจากร่างกายสามารถกำจัดเชื้อโรคหลายชนิดออกจากร่างกายได้เอง เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะโรคติดเชื้อไวรัสที่ก่ออาการของระบบทางเดินหายใจส่วนบนในผู้ใหญ่ เช่น หวัด หลอดลมอักเสบ โรคติดเชื้อบางอย่างก็ไม่มียารักษาจำเพาะ เช่น ไข้เลือดออก การรักษาตามอาการ เช่นกินยาลดน้ำมูก แก้ไอ ระยะเวลาหนึ่ง อาการต่างๆ ก็จะหายไปได้เอง

          นอกจากนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในร่างกายดื้อยาสะสม และทำให้ใช้ยาดังกล่าวไม่ได้เมื่อจำเป็นต้องใช้ และอาจจะเกิดการแพ้ยาได้

          ดังนั้น การกินยาลดไข้ ร่วมกับยาบรรเทาอาการอื่นๆ อาจเพียงพอในโรคติดเชื้อหลายๆ ชนิดโดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนซึ่งมักเกิดจากเชื้อไวรัส และถ้าเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ส่วนใหญ่จะเวลาประมาณ 3-7 วัน ไข้จะค่อยๆ ลดลงและหายไปในที่สุด ในขณะที่ผู้ป่วยซึ่งมีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิต้านทานลดลง มีอาการรุนแรงของอวัยวะที่มีการอักเสบเช่น ไอมากจนหายใจลำบาก ท้องเสียถ่ายมากจนไม่มีแรง หรือในช่วงที่มีการระบาดของโรคที่มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ควรจะมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ประเมิน และรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

          ที่มา : โดย ภิรุญ มุตสิกพันธุ์ หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

21 เม.ย.
19 ธ.ค.

ข้อควรรู้ก่อนไปแจ้งความ

เมื่อมีปัญหาถูกรังแกเมื่อไหร่ ก็มักไปแจ้งความ แต่เอะอะจะไปแจ้งความไว้ก่อนไม่ได้ เพราะตำรวจอาจไม่รับเรื่องไว้เพราะสถานีตำรวจไม่ใช่ศูนย์กลางบำบัดความเดือดร้อนทุกเรื่อง

 การแจ้งความก็ต้องมีเป้าหมายเพื่อให้ตำรวจดำเนินการต่อผู้กระทำความผิดทางอาญา เป็นต้นว่า ถูกลักทรัพย์ บ้านถูกงัด ถูกทำร้าย หรือถูกโกงเสียเงินเสียทองไป ตำรวจก็จะทำการสอบสวนหรือสืบสวน แล้วก็จัดการกับคนกระทำหรือสงสัยว่ากระทำความผิดนั้นให้กับเรา

 การแจ้งความจึงไม่จำเป็นว่าเราจะรู้กฎหมายลึกว่า เป็นความผิดข้อหาอะไร ตำรวจจะปรับบทกฎหมายให้เบ็ดเสร็จ คนแจ้งเพียงแต่ต้องรู้ว่าเป็นเรื่องทางอาญา ไม่ใช่เรื่องทางแพ่ง

แล้วจะรู้ได้อย่างไรในเมื่อไม่ได้จบกฎหมายมา เอาเป็นว่าถ้าเข้าใจในเบื้องต้นได้ว่าการที่ได้รับความเสียหายนี้น่าจะมีความผิดทางอาญา ก็ไปหาตำรวจแล้วแจ้งความได้เลย

 การแจ้งความตามปกติจะต้องเป็น “ผู้เสียหาย” หากธุระไม่ใช่จะไปแจ้งความก็สามารถทำได้  โดยกฎหมายใช้คำว่า “กล่าวโทษ”

 แบบนี้ก็คือ เมื่อเราประสบเหตุการณ์อันเกิดจากการกระทำอันเป็นความผิดแล้ว ก็ต้องแจ้งให้ตำรวจทราบ เช่น มีการฆ่ากันตาย มีการปล้นร้านทอง มีคนโดดจากคอนโดชั้น 20 ลงมา เป็นต้น

 ส่วนการแจ้งความที่เราคุ้นเคย กฎหมายเรียกว่า “ร้องทุกข์” ตำรวจก็จะฟังว่าสิ่งที่คุณกำลังร้องนั้นมันเป็นทุกข์ในเรื่องทางอาญาหรือไม่ และคุณคือคนที่เป็นทุกข์หรือไม่

 นอกจากตัวผู้เสียหายที่ร้องทุกข์ได้แล้ว พ่อแม่ ลูก หรือคู่สมรส ก็สามารถร้องทุกข์แทนได้เฉพาะในกรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายบาดเจ็บจนไม่สามารถไปแจ้งความเองได้ หรือไม่อยากไปบากหน้าหรือเสียเวลาขึ้นโรงพัก ก็ไม่ต้องไปเองก็ได้ สามารถมอบอำนาจให้คนอื่นไปร้องทุกข์แทนได้เหมือนกัน

 การแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นขั้นตอนที่จะให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด อย่างที่ว่าไว้ เราไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อหาก็ได้ เล่าเรื่องเล่าราวให้ตำรวจฟังก็พอ แต่ก็ไม่ต้องระบุตัวผู้กระทำความผิดก็ได้หากไม่แน่ใจว่าใครทำ

 มีคนโรคจิตโทรมาบ้าเซ็กส์ใส่ หรือมีคนโทรมาขู่จะทำร้าย ฟังเสียงคล้ายใครแต่ไม่รู้ใช่หรือไม่ก็ร้องทุกข์แจ้งความไปว่าในระหว่างนี้มีเรื่องพิพาทบาดหมางอยู่กับใครหรือไม่อย่างไร ก็ทำได้ไม่เสี่ยงต่อการถูกเล่นงานกลับเพราะเป็นการให้ข้อมูลตำรวจ

 ถ้าเราเข้าใจและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าคนนี้ที่ทำผิดต่อเราก็บอกตำรวจเขาไปได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจเท่าไหร่แต่เหมาเอาเองส่งเดช ก็จะเป็นเหตุให้คนคนนั้นเอาเรื่องกลับเราได้ในข้อหาแจ้งความเท็จ  

 ทีนี้ เราเองอาจต้องการให้ตำรวจช่วยเหลือเราในกรณีอื่นที่ไม่ได้เป็นความผิดทางอาญา ก็จะเป็นการแจ้งความที่มิใช่เพื่อการเอาโทษเอาความกับใคร

 ของหายไม่รู้อยู่ไหน จะไปออกบัตรใหม่เพราะทำบัตรประชาชนหาย หรือโฉนดไม่รู้อยู่ไหนจะโอนขายที่ก็ทำไม่ได้ สามารถแจ้งความของหายได้ ตำรวจก็จะลงบันทึกให้แล้วนำหลักฐานการแจ้งความของหายไปแสดงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกเอกสารใหม่แทน

 เราอาจต้องการหลักฐานกันตัวเองไว้ก่อน เช่น อดีตภรรยาไม่ยอมส่งมอบลูกให้ตามสัญญาหย่า จึงมาแจ้งความเป็นหลักฐานไว้ หรือถูกแม่สามีขับไล่ออกไปจากบ้านไม่ได้ทอดทิ้งสามีออกมา จึงมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ตำรวจก็จะทำการบันทึกไว้ให้ ทำได้เหมือนกัน

ก่อนไปแจ้งความต้องทำอะไรบ้าง
คำแนะนำในการไปติดต่อสถานีตำรวจ
    เพื่อความสะดวกรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ
เมื่อท่านไปติดต่อที่สถานีตำรวจ ท่านควรเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นติดตัวไปด้วยคือ
1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือ ใบแทนฯ หรือ
2. บัตรประจำตัวข้าราชการ หรือ
3. ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือ
4. หนังสือเดินทาง (PASSPORT) สำหรับชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาภายในประเทศ
5. สำเนาทะเบียนบ้าน
6. ในกรณีที่ท่านจะไปร้องทุกข์ (แจ้งความ) โดยเป็นตัวแทนของผู้อื่นให้นำ หลักฐานต่างๆ ดังนี้ติดตัวไปด้วย
  6.1 ใบสำคัญแสดงการเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์
  6.2 ใบสำคัญแสดงการเป็นผู้อนุบาลของผู้ไร้ความสามารถ (ตามคำสั่งศาล)
  6.3 ในกรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้
 ให้ท่านนำหลักฐานซึ่งแสดงว่าท่านเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานหรือสามีภรรยา (ซึ่งได้จดทะเบียนบ้าน, สูติบัตร,ใบทะเบียนสมรส ฯลฯ) มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  6.4 ใบสำคัญแสดงการอนุญาตของสามีและภรรยาแล้วแต่กรณี ให้ร้องทุกข์แทนหรือเป็นตัวแทนโดยสมบูรณ์
  6.5 ในกรณีที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลให้นำ
(1) หนังสือมอบอำนาจของนิติบุคคลเป็นหลักฐานทั้งติดอากรแสดมป์ 5 บาท
(2) หนังสือรับรองนิติบุคคลนั้นของกระทรวงพาณิชย์

สรุปข้อควรจำ

ลงบันทึกประจำวัน  คือ การลงบันทึกแล้วจบ
แจ้งไว้เป็นหลักฐาน  คือ การลงบันทึกแล้วจบ
ขอดำเนินคดี คือ การแจ้งความเพื่อให้ตำรวจดำเนินคดี

16 ธ.ค.

8 วิธีง่ายๆในการกำจัดเสมหะในลำคอของคุณให้โล่ง หายใจสะดวกขึ้น

โดยปกติแล้ว เมื่อมีเสมหะร่างกายของเราจะสามารถขับเสมหะออกมาได้เองตามธรรมชาติอยู่แล้วเพราะระบบทางเดินหายใจของคนเราจะมีการสร้างมูกขึ้นเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น ช่วยป้องกันและกำจัดเชื้อโรคภายในทางเดินหายใจ

มูกที่เกิดขึ้นนี้จะถูกขับออกมาทางปากเราตามที่เรามักเรียกกันว่า ‘เสมหะ’ แต่โดยปกติ เรามักจะกลืนลงท้องไปเองตามวิสัยธรรมชาติของมนุษย์ หรือมีการติดเชื้อเกิดขึ้นภายในระบบทางเดินหายใจในเวลาต่อมา

การหลั่งสารต่างๆ หรือมูกนั้นก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสารที่เป็นโปรตีนเมื่อมาก่อตัวรวมกันมันจะจับกลุ่มทำให้เสมหะเกิดความเหนียวข้นมากขึ้น จนทำให้เสมหะถูกขับออกมายากขึ้นตามไปด้วย

หลายคนมักจะมีอาการไอเป็นประจำร่วมกับมีเสมหะมาก นั่นสะท้อนสัญญาณเตือนว่าร่างกายของเรามีการอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ

ยิ่งหากเป็นผู้ที่ชอบสูบบุหรี่จัดมาก่อนย่อมมีอาการติดเชื้อหลอดลมอย่างรุนแรงจนกระทั่งหลอดลมเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้หลอดลมนั้นเสียความยืดหยุ่นจนเกิดเป็นโรคถุงลมโป่งพอง

ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีเสมหะในปอด
1. ดื่มน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นวันละหลายๆแก้ว
2. งดน้ำหรืออาหารที่เย็น
3. สวมเสื้อผ้าให้หนาเพื่อให้เกิดความอบอุ่นต่อปอด ในเด็กที่ต้องนั่งเล่นบนพื้นจะต้องสวมกางเกงขายาว และถุงเท้าด้วยเพื่อไม่ให้ขาและเท้าเย็น
4. ใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าที่หนาปูรองนอนเพื่อป้องกันมิให้เย็นบริเวณหลัง และห่มผ้าปิดหน้าอกให้มิดชิด
5. ไม่เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศให้ลมเย็นจี้มาที่ทรวงอก ควรใช้เพื่อระบายอากาศเท่านั้น
6. อาบน้ำที่ไม่เย็นในห้องน้ำที่ปิดมิดชิด แต่งตัวให้อบอุ่นก่อนออกมานอกห้อง

เสมหะเป็นรำคาญที่ดีและมันยังทำให้เกิดกลิ่นปาก อาการมีเสมหะในลำคอสร้างความรำคาญและทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก ใครมีเสมหะข้นเหนียวอยู่ในลำคอแบบนี้คงไม่ค่อยแฮปปี้กันเท่าไร งั้นมากำจัดเสมหะกันดีกว่า
ในรายที่ขับเสมหะไม่ออก นอกเหนือจากการทานยาละลายเสมหะแล้ว อาจลองวิธีเหล่านี้เป็นตัวช่วยดู
1. ดื่มน้ำเยอะขึ้น ในกรณีที่รู้ว่ามีเสมหะในลำคอเพราะอาการป่วย เคสนี้อาจจะลองบรรเทาด้วยการดื่มน้ำให้เยอะขึ้นก่อน โดยเลือกดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น เพื่อให้น้ำช่วยละลายเสมหะ พร้อมทั้งกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันร่างกายไปด้วย
2. ดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุ่น น้ำซุป หรือเครื่องดื่มอุ่น ๆ ชนิดอื่นก็สามารถดื่มเพื่อขจัดเสมหะได้ เพราะน้ำอุณหภูมิสูงกว่าปกติจะช่วยละลายเสมหะในลำคอได้ไม่มากก็น้อย
3. กินอาหารรสชาติเผ็ดร้อน ถ้าไม่มีปัญหากับรสชาติเผ็ด ให้ลองกินอาหารรสชาติจัดจ้าน อย่างต้มยำ แกงเลียง ยำ หรือน้ำพริกก็ได้ สมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้ รวมทั้งน้ำซุปร้อน ๆ จะช่วยขับเสมหะและช่วยเปิดทางให้ระบบหายใจคล่องตัวมากขึ้น ทว่าสำหรับคนที่กินเผ็ดไม่ค่อยเก่ง แนะนำเป็นต้มจืดร้อน ๆ สักถ้วยก็ได้
4. กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ ผสมเกลือ 1/4 ช้อนชากับน้ำอุ่น 1 แก้วใหญ่ จากนั้นนำมากลั้วคอ โดยให้เงยหน้าขึ้นระหว่างที่กลั้วคอด้วย เกลือจะช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบในลำคอ รวมทั้งน้ำอุ่นก็จะช่วยละลายเสมหะไปด้วยในตัว
5. กลั้วคอด้วยน้ำโซดาแช่เย็น หากไม่สะดวกจะใช้น้ำเกลือกลั้วคอ จะใช้โซดาเปล่าแช่เย็นแทนก็ได้ ความซ่าของโซดาจะทำให้เสมหะลดน้อยลง โดยเฉพาะช่วยลดการกระแอมไอในคนที่รู้สึกว่ามีเสมหะค้างอยู่ในลำคอตลอดเวลา
6. ไอให้เสมหะออก กรณีนี้แนะนำสำหรับผู้ที่มีเสมหะในลำคอเท่านั้นนะคะ เพราะหากมีเสมหะค้างอยู่ในปอดจะกระแอมไอแบบนี้ไม่ได้ และการไอเพื่อกำจัดเสมหะก็ควรต้องไออย่างมีประสิทธิภาพ คือ สูดลมหายใจเข้าทางจมูกให้มากที่สุด เพื่อให้ลมหายใจเข้าไปอยู่หลังเสมหะ สังเกตได้จากทรวงอกจะขยายโดยที่ไหล่ไม่ยก และคอไม่ยืด กลั้นหายใจไว้สักครู่แล้วไอให้แรงพอสมควร ซึ่งต้องคำนึงถึงว่าลมที่อยู่หลังเสมหะจะกระแทกเสมหะให้ขึ้นมาตามหลอดลม จากนั้นก็จัดการบ้วนเสมหะทิ้งให้เรียบร้อย
7. หายใจเข้า-ออกลึก ๆ พยายามหายใจเข้า-ออกลึก ๆ ติดต่อกันเซตละ 5-7 ลมหายใจ วิธีนี้จะช่วยให้ถุงลมขยายใหญ่และฟีบสลับกันโดยไม่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับก๊าซออกซิเจนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่จะช่วยให้ถุงลมที่มีเสมหะเกาะอยู่เคลื่อนตัวจากการพองและแฟบของถุงลม ซึ่งอาจทำให้เสมหะหลุดออกจากถุงลม และง่ายต่อการระบายสู่หลอดลมใหญ่
8. กำจัดเสมหะด้วยสมุนไพร แค่สมุนไพรจากอาหารรสจัดจ้านก็สามารถช่วยละลายเสมหะให้เราได้บ้างแล้ว ซึ่งก็แน่นอนว่าหากต้องการใช้สมุนไพรกำจัดเสมหะลเพียว ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก โดยสามารถใช้ทั้งมะนาว มะแว้ง มะขามป้อม และสมุนไพรกำจัดเสมหะตามนี้เลย
– สมุนไพรแก้ไอ ขจัดเสมหะ ได้รู้วิธีกำจัดเสมหะที่ทำตามไม่ยากเย็นแบบนี้แล้วก็อย่าปล่อยให้เสมหะลอยนวลกันอีกเลย จัดการเคลียร์ทางเดินหายใจให้คล่องตัวโดยเร็วกันดีกว่า
4 ธ.ค.
2 พ.ย.

ทำความรู้จัก ระบบประกันสังคมและประกันสุขภาพของญี่ปุ่น

หากพูดถึงคำว่าประกัน สำหรับบ้านเรา อาจดูเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับหลายคน และอาจจะเคยมีประสบการณ์แบบนี้กันมาบ้าง… อยู่ๆเพื่อนที่ไม่เคยติดต่อกันมานาน ไม่ได้สนิทอะไรกันมากโทรมาหาเหมือนจะคิดถึง หลังจากคุยกันพอเป็นมารยาทแล้ว ก็จะเริ่มชักจูงเข้าสู่จุดประสงค์เพื่อชวนให้ไปฟังสัมมนาอะไรสักอย่าง (เพื่อขายของ) หรือเริ่มพยายามขายอะไรสักอย่างให้กับเรา หนึ่งในสิ่งที่คนพยายามจะมาขายเรานั้นคือประกัน…

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะคนเรามักเข้าใจผิด และไม่เห็นความสำคัญ หรืออาจไม่เข้าใจหลักประกันอย่างถ่องแท้ และ นำไปพูดปากต่อปากในเชิงลบ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมีคุณประโยชน์ต่อตัวเราและคนรอบข้าง รวมทั้งมีผลดีต่อประเทศชาติอย่างมาก

สำหรับที่ญี่ปุ่นแล้ว ประกันไม่ได้ขายยากมากอย่างที่คิด เพราะประชาชนญี่ปุ่นทำประกันกันอย่างน้อยคิดเป็นจำนวนใกล้เคียง 100% ของประชากรทั้งประเทศ (คนนึงทำมากกว่าหนึ่งประกัน…) เมื่อดูจำนวนประชากรของญี่ปุ่นแล้วคิดเป็นจำนวนเพียง 2% ของทั้งโลก พื้นที่เกาะญี่ปุ่นก็คิดเป็นแค่ 0.2% ของทั้งโลก แต่เบี้ยประกันที่คนญี่ปุ่นจ่ายนั้น คิดเป็น 42% ของเบี้ยประกันรวมทั่วโลก (จ่ายเบี้ยประกันเป็นอันดับหนึ่งคือญี่ปุ่น, อันดับสองอเมริกา 21%, อันดับสามฝรั่งเศส 7%, อันดับสี่อังกฤษ 6%, อันดับห้าเยอรมัน 5%, อันดับหกแคนาดา 1% และอันดับ 7 ประเทศอื่นๆรวมกันคิดเป็น 18%)

เราไปทำความรู้จักระบบประกันสังคมและประกันสุขภาพ ในประเทศเขาว่าทำไมคนบ้านเขา รู้สึกดีต่อคำว่า “ประกัน”  

อ้างอิงข้อมูลจาก  สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว

■ ระบบประกันสังคมคืออะไร
◉ ระบบที่ให้ความคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ เสียชีวิต ว่างงาน หรือ เกษียณอายุ โดยพนักงาน ผู้ว่าจ้าง และรัฐบาลแบ่งภาระในการชำระเบี้ยประกัน

■ แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะสามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมใดบ้าง
◉ พนักงาน หรือคนงานบริษัท จะสามารถได้รับการคุ้มครองจากระบบประกัน   สุขภาพพนักงาน  และประกันเงินบำนาญสวัสดิการสำหรับพนักงาน นอกจากนี้ยังมีประกันค่าชดเชยอุบัติเหตุคนงาน ซึ่งครอบคลุมอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่าง การทำงาน และประกันอาชีพซึ่งคุ้มครองกรณีว่างงาน
◉ พนักงานอิสระ พนักงานที่เกี่ยวกับการเกษตรกรรม และบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้ถูก คุ้มครองโดยระบบประกันในข้างต้น จะสามารถขอรับความคุ้มครอง จากประกัน สุขภาพแห่งชาติ  และประกันเงินบำนาญแห่งชาติได้

■ ระบบประกันสุขภาพพนักงานหรือคนงานบริษัทคืออะไร
◉ ระบบที่ให้ผลประโยชน์ในการบำบัดรักษาทางการแพทย์ และค่าคุ้มครองอื่นๆ แก่พนักงานหรือคนงาน และสมาชิกครอบครัวในกรณีที่ป่วย หรือได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการทำงาน หรือการให้กำเนิดบุตร
♦ ทำอย่างไรจึงจะได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันนี้
❖ ผู้ว่าจ้างหรือนายจ้าง มีหน้าที่รับผิดชอบทำประกันให้แก่พนักงาน หรือ คนงานโดยนายจ้างจะต้องทำประกันให้กับพนักงานทุกคน ยกเว้น พนักงานชั่วคราว หรือพนักงานรายวัน สำหรับกรณีของกิจการส่วนตัวที่มี พนักงานน้อยกว่า 5 คน ผู้ว่าจ้างหรือนายจ้างสามารถเข้าระบบประกันนี้    ได้ถ้าขอสมัครโดยมีเสียงของพนักงานที่เห็นด้วยเกินครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งการได้รับอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ
♦ ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าเบี้ยประกัน
❖อัตราเบี้ยประกันจะขึ้นอยู่กับรายได้ของผู้ทำประกันแต่ละคน และภาระใน การจ่ายเบี้ยประกันจะถูกแบ่งในจำนวนเท่าๆ กันระหว่างผู้ว่าจ้างและ พนักงาน
♦ ผู้มีประกันจะได้รับความคุ้มครองอย่างไรบ้าง
❖ ในกรณีที่เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ ให้แสดงบัตรประกันสุขภาพแก่ทาง โรงพยาบาล โดยผู้มีประกันจะชำระ 30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด (เงื่อนไขนี้รวมถึงสมาชิกของครอบครัวที่มีรายชื่อปรากฎอยู่บนใบประกันนั้นๆ)
❖ สำนักงานประกันสังคมในเขตพื้นที่ของกิจการนั้นๆ จะเป็นผู้จัดการด้าน ธุรกิจ เกี่ยวกับการจ่ายค่าประกัน ยกเว้นในส่วนที่รับผิดชอบโดยสมาคม ประกันสุขภาพ

■ ระบบประกันเงินบำนาญสวัสดิการคืออะไร
◉ เป็นระบบที่ให้การคุ้มครองแก่พนักงานหรือคนงาน สำหรับการยังชีพ ในช่วงบั้นปลายของชีวิต นอกจากนี้ยังรวมถึงความคุ้มครองสำหรับการยังชีพของพนักงานหรือคนงานที่ไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจาก การได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย หรือสำหรับการยังชีพของคนในครอบครัวของ พนักงานหรือคนงานที่เสียชีวิต โดยมีขั้นตอนการสมัคร และการชำระเบี้ยประกัน    รายละเอียดเหมือนระบบ ประกันสุขภาพพนักงานหรือคนงาน
♦ พนักงานหรือคนงานชาวต่างชาติที่เข้าร่วมระบบประกันนี้แล้ว หากเดินทางกลับประเทศจะต้องทำอย่างไร
❖ ชาวต่างชาติใน 4 กลุ่มต่อไปนี้จะสามารถแจ้งขอรับเงินคืนได้ (โดยต้องแจ้ง ภายใน 2 ปี นับจากวันที่เดินทางออกจากญี่ปุ่น)
① ชาวต่างชาติที่ไม่ใช่พลเมืองญี่ปุ่น
② ชาวต่างชาติที่เป็นสมาชิกของระบบประกันเงินบำนาญสวัสดิการมาก กว่า 6 เดือน
③ ชาวต่างชาติที่ไม่มีที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น
④ ชาวต่างชาติที่ไม่เคยได้รับบำนาญในประเทศญี่ปุ่น
♦ขั้นตอนการขอรับเงินคืน ต้องทำอย่างไร และจะได้รับคืนในอัตราเท่าใด
❖ ขอแบบฟอร์มขอรับเงินคืนได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศหรือที่ว่าการประจำเมือง หรือเขต/อำเภอ โดยกรอกข้อความและส่งไปยังที่อยู่ตามที่เขียนไว้ด้านหลังของแบบฟอร์ม
❖ สำหรับบุคคลที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญสามารถคำนวณเงินชำระคืนได้ดังนี้:   เงินที่จะได้รับจากการขอคืนประกันบำนาญจำนวนจะอยู่ในระหว่าง 0.4   ถึง 2.4 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ทั้งนี้ขึ้นกับระยะเวลาที่ทำประกัน   ของผู้สมัคร

■ ระบบประกันค่าชดเชยอุบัติเหตุของพนักงานหรือคนงานคืออะไร
◉ ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานพนักงานมีสิทธิได้รับค่าชดเชยการบำบัดรักษาทางการแพทย์ หรือขาดงานเนื่องจากการป่วยหรือบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจาก การทำงาน นอกจากนี้  กฎหมายดังกล่าวได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อช่วยพนักงานใน  กรณีที่ี่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจนผู้ว่าจ้างไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยเต็มจำนวนแก่คนงานที่ได้รับอุบัติเหตุ
♦ ทำอย่างไรจึงจะได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันนี้
❖ ตามข้อกฎหมายแล้ว นายจ้างทุกรายที่มีพนักงานมากกว่า 1 คน รวมทั้ง พนักงานนอกเวลา และพนักงานทำงานพิเศษจะต้องจัดทำประกันค่าชดเชยอุบัติเหตุให้กับพนักงานทุกคน หากนายจ้างปฏิเสธการทำประกันให้      สามารถเรียกร้องเพื่อรับสิทธินี้ได้
♦ ใครเป็นผู้รับผิดชอบการจ่ายค่าเบี้ยประกัน
❖ ผู้ว่าจ้างหรือนายจ้าง จะต้องรับผิดชอบชำระเบี้ยประกันที่เกี่ยวข้องเต็ม จำนวน
♦ ผู้มีประกันจะได้รับความคุ้มครองอย่างไรบ้าง
❖ พนักงานหรือคนงานมีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยได้หลายรายการหากได้รับ บาดเจ็บหรือป่วยระหว่างเวลาทำงาน หรือได้รับอุบัติเหตุในระหว่างการเดินทางไปยังสถานที่ทำงาน (สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงาน ตรวจสอบมาตรฐานแรงงานที่อยู่ใกล้เคียง)

■ ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติคืออะไร
◉ คือระบบประกันที่สร้างขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองในยามป่วยหรือได้รับบาดเจ็บสำหรับประชาชนบุคคลทั่วไป หรือผู้ที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพพนักงานหรือคนงานข้างต้นได้
♦ ทำอย่างไร คนต่างชาติจึงจะได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันนี้
❖ จะต้องยื่นขอทำรวมเป็นหลังคาเรือนที่แผนกประกันของที่ว่าการประจำ เมือง หรือเขต/อำเภอ โดยใบประกันจะถูกออกให้ 1 ใบต่อ 1 หลังคาเรือน เท่านั้น และมีเงื่อนไขในการสมัครดังนี้
1. ลงทะเบียนชาวต่างชาติเรียบร้อยแล้ว
2. อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเกินกว่า 1 ปี  ถ้าพำนักอยู่ในที่อยู่อาศัยปัจจุบันน้อยกว่า 1 ปี  ต้องได้รับการรับรองว่าอยู่อาศัยในญี่ปุ่นเกินกว่า 1 ปี
♦ ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าเบี้ยประกัน
❖ จำนวนค่าเบี้ยประกันจะถูกกำหนดจากปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น อัตรา ของเมืองหรือเขต/อำเภอที่อาศัยอยู่ จำนวนสมาชิกในครอบครัว และ รายได้ของครอบครัวของปีที่ผ่านมา สำหรับในกรณีที่อาศัยอยู่คนเดียว และไม่มีรายได้ ก็จะเสียค่าเบี้ยประกันประมาณ 10,000-20,000 เยน ต่อปี (สำหรับนักศึกษาอาจจะสามารถขอรับส่วนลดได้จำนวนหนึ่ง) ซึ่งการ      จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันสามารถทำได้โดยจ่ายที่ที่ว่าการประจำเมืองหรือ  เขต/อำเภอหรือจ่ายโดยหักผ่านบัญชีธนาคารก็ได้
♦ ผู้มีประกันจะได้รับความคุ้มครองอย่างไรบ้าง
❖ เมื่อเป็นสมาชิกของระบบประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว ผู้มีประกันจะจ่าย เพียง 30% ของค่ารักษาพยาบาล (แต่มีบางกรณีที่ไม่สามารถใช้ประกัน สุขภาพได้ ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง)

■ ระบบประกันเงินบำนาญแห่งชาติคืออะไร
◉ เป็นระบบประกันเงินบำนาญสำหรับพนักงานหรือคนงานที่ไม่มีสิทธิทำประกันเงินบำนาญ สวัสดิการพนักงานข้างต้นได้ ซึ่งระบบนี้จะมีลักษณะเช่นเดียวกับ ระบบประกันเงินบำนาญพนักงาน หรือคนงาน แต่การได้รับเงินคืนจะแตกต่าง ไปคือ จำนวนเงินที่ได้รับคืนบางส่วนของระบบนี้  จะขึ้นอยู่กับจำนวนเดือนที่ได้ชำระเบี้ยประกันเงินบำนาญแห่งชาติ

■ ไม่มีวีซ่า ไม่มีประกันสุขภาพ สามารถฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลได้หรือไม่
◉ โอกาสที่จะถูกปฏิเสธนั้นมีสูง แต่ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลหรือคลินิกแต่ละแห่ง จะพิจารณา

■ ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตรประมาณเท่าใด
◉ โดยทั่วไปประมาณ 300,000-400,000 เยน ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลหรือ คลินิก

■ การทำประกัน
◉ ผู้ที่อยู่ในญี่ปุ่นอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โอกาสที่จะไม่สามารถทำประกันได้ มีค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่ผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนคนต่างชาติมากกว่า 1 ปี และไม่มีวีซ่า จะไม่สามารถทำประกันสุขภาพได้ สำหรับรายละเอียดให้สอบถามที่ว่าการ   เขต/อำเภอที่ท่านพำนักอยู่
◉ มีบริษัทประกันของเอกชนที่รับบริการประกันสุขภาพ ควบคู่ไปกับการประกัน ชีวิต ซึ่งจะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกับผู้ที่ไม่มีวีซ่า และมีค่าใช่จ่ายและเบี้ยประกันที่สูง
กว่าการทำประกันของรัฐบาล
♦ ผู้ยื่นขอทำประกันกับบริษัทเอกชนต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. พำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
2. จดทะเบียนคนต่างชาติที่สำนักงานทะเบียนเขตหรืออำเภอที่ตนพำนักอยู่
3. ผู้ที่ประสงค์พำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่นตลอดชีวิต
4. สามารถอ่านและเข้าใจ สัญญาประกันที่เป็นภาษาญี่ปุ่น ได้
5. ต้องไม่ถือวีซ่านักเรียนนักศึกษาและผู้ฝึกงาน

■ ได้รับบาดเจ็บระหว่างการทำงาน ต้องการได้ค่าชดเชย ควรทำอย่างไร  
◉ แจ้งให้นายจ้างทราบ เนื่องจากนายจ้างมีความรับผิดชอบในการทำประกันให้ หากไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถขอคำปรึกษาจากสำนักงานแรงงานไทยในญี่ปุ่น  ☎ 03- 5423-6656 เวลาทำการ 09.00-12.00 น. และ 13.30-17.00 น.
◉ สำหรับกรณีไม่มีวีซ่า ไม่มีประกัน ควรปรึกษาขอความเห็นใจจากนายจ้างเพื่อ   ดูแลรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและหลังจากนั้น ควรเรียกร้องสิทธิให้นายจ้าง จัดทำประกันสุขภาพให้
◉ เงินชดเชยที่ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองจากประกันอุบัติเหตุจากการทำงานมี 3 ส่วน คือ
1. เงินค่ารักษาพยาบาล
2. เงินชดเชยขณะหยุดงานเพื่อพักรักษาตัว จะได้รับในอัตราประมาณ 80 % ของค่าจ้างเฉลี่ย นับตั้งแต่วันที่ 4 ที่หยุดงานไปรักษาตัว
3. เงินทดแทนกรณีที่สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ เช่น นิ้วขาด หรือขาขาด เป็นต้น

■ สามีทำงานอยู่ในญี่ปุ่น ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตโดยเกิดอุบัติเหตุระหว่างการ ทำงาน ภรรยาจะได้รับเงินทดแทนอะไรบ้างหรือไม่  
◉ กรณีลูกจ้างถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน นายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทน ให้แก่ทายาทเป็นจำนวนเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างเฉลี่ยจำนวน 1,000 วัน และต้อง จ่ายค่าทำศพให้ผู้จัดการศพเท่ากับอัตราค่าจ้างเฉลี่ยจำนวน 60 วัน ยกเว้นว่าได้มีการจ่ายเงินทดแทนตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานหรือกฎหมายอื่นแล้ว โดยมีการเรียงลำดับทายาทดังนี้
♦ คู่สมรสที่อยู่กินฉันสามี/ภรรยา ถ้ามิได้จดทะเบียนสมรส ต้องพิสูจน์ได้ว่า อยู่กินด้วยกันจริง (กรณีของสามีต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป)
♦ บิดามารดา (ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป)
♦ บุตรที่มีอายุไม่ครบ 18 ปี
♦ ปู่ย่าตายายที่มีอายุเกิน 60 ปี
♦ พี่น้องที่มีอายุไม่ถึง 18 ปี หรือมากกว่า 60 ปี


ขั้นตอนหลังจากเดินทางเข้าญี่ปุ่นแล้ว
ทำประกันสุขภาพแห่งชาติกันเถอะ
■ปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่กังวลใจที่สุดระหว่างที่ใช้ชีวิตเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศคือ「จะทำเช่นไรหากเกิดการเจ็บป่วย?」 หากไม่ทำประกันสุขภาพแล้วจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นมูลค่าที่สูงกว่าปกติหากเกิดการเจ็บป่วย การทำประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นเงื่อนไขจำเป็นซึ่งขาดไม่ได้สำหรับการใช้ชีวิตนักเรียนที่ญี่ปุ่น การทำประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นสิทธิที่ชาวต่างชาติจะได้รับในขณะเดียวกันก็ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องทำด้วยเช่นกัน

■การทำประกันสุขภาพแห่งชาติโดยทำประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่ตอนที่มาถึงญี่ปุ่นเป็นกฎว่าจะต้องเริ่มครอบคลุมตั้งแต่วันที่มาถึงญี่ปุ่น ดังนั้นหากยื่นเรื่องทำประกันล่าช้าอาจจะถูกเรียกเก็ค่าประกันย้อนหลังด้วย
ค่ารักษาพยาบาลที่ประกันสุขภาพแห่งชาติครอบคลุมถึง
“■เมื่อผู้ทำประกันสุขภาพแห่งชาติไปโรงพยาบาลหรือคลีนิคด้วยอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ ตามหลักการแล้วจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล 30% ของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดอีก 70% เป็นส่วนที่ประกันจ่ายให้ (แต่มีกรณีที่ไม่สามารถใช้ประกันสุขภาพแห่งชาติได้ ต้องจ่ายเงินเองทั้งหมดด้วย เช่น「ค่าห้องพิเศษ」เมื่อเข้าพักรักษาตัวในห้องพิเศษของโรงพยาบาล เป็นต้น กรณีใช้ยารักษาโรคเฉพาะที่มีราคาสูงซึ่งทางประกันสุขภาพไม่ครอบคลุมถึง,การรักษาพยาบาลพิเศษที่เกี่ยวกับฟันเช่นการทำฟันปลอม เป็นต้น ส่วนค่าทำคลอด・การทำแท้งผู้ทำประกันก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด) ■การจ่ายคืนค่ารักษาพยาบาล(จ่ายค่าบำบัดรักษา)
กรณีต่อไปนี้จะมีการจ่ายเงินคืน 70% ของเบี้ยประกันหากมีการยื่นคำร้องหลังจากที่จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเต็มจำนวนไป และได้รับอนุมัติหลังการตรวจสอบแล้ว

(1)เมื่อประสบอุบัติเหตุแล้วเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลซึ่งไม่ได้ทำประกันสุขภาพแห่งชาติไว้ หรือเมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลด้วยโรคที่เป็นขึ้นมากระทันหันหรืออาการเจ็บปวย・บาดเจ็บระหว่างการเดินทางโดยที่ไม่ได้นำบัตรประกันสุขภาพไปด้วย
(2)ค่าพยาบาลพิเศษซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าจำเป็นต้องมีเนื่องจากอาการป่วยหนัก
(3) เมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลเช่นการนวด・ฝังเข็ม・การรักษาแผนโบราณแบบจีนโดยใช้ความร้อนรักษา・การบีบนวดเป็นต้นตามคำสั่งแพทย์,เข้ารับการรักษาพยาบาลที่สถานศัลยกรรมกระดูกเนื่องจากกระดูกหักหรือข้อเคล็ด
(4) ค่าใช้จ่ายในการทำ Corset・เฝือก เป็นต้น
(5) ค่าโลหิตเพื่อการให้เลือดซึ่งไม่สามารถรับการจ่ายแบบเป็นการรักษาทางการแพทย์ได้
(6) ค่า Transfer จากการเข้าโรงพยาบาล・ย้ายสถานพยาบาลเป็นต้นของผู้ป่วยหนัก ■การจ่ายค่ารักษาพยาบาลมูลค่าสูง

กรณีที่มูลค่าของการรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่บุคคลหนึ่งจะจ่ายให้โรงพยาบาลเดียวกันเกินมูลค่าที่กำหนดไว้นั้น เมื่อมีการยื่นคำร้องก็มีระบบที่จะทำการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลมูลค่าสูงคืนให้เฉพาะส่วนที่เกินมา แต่ค่ารักษาพยาบาลเมื่อไปโรงพยาบาลตามระยะที่แพทย์สั่ง,ค่าห้องพิเศษจะไม่เข้าข่ายนี้ สำหรับการยื่นคำร้องขอให้สอบถามแผนกประกันสุขภาพแห่งชาติของสำนักงานเทศบาลของตำบล・เมือง

■เมื่อคลอดบุตร・เสียชีวิต

เมื่อผู้ทำประกันสุขภาพมีการคลอดบุตรจะได้รับการจ่ายค่าคลอดและดูแลบุตรเป็นเงินก้อนมูลค่า 420,000 เยน หากอายุครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือน(85 วัน)ขึ้นไปแม้จะมีการแท้ง・คลอดเด็กที่ตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก็จะได้รับเงินเท่ากันตามที่แพทย์รับรอง เมื่อผู้ทำประกันเสียชีวิต จะมีจ่ายเงินค่าช่วยเหลืองานศพให้กับผู้จัดงาน5~7 หมื่นเยน”
การสมัครประกันสุขภาพแห่งชาติ
■ยื่นขอทำประกันที่แผนกประกันสุขภาพแห่งชาติของสำนักงานเทศบาลตำบล・เมืองที่อาศัยอยู่ เอกสารจำเป็นคือบัตร Resident Card,Passport

■กรณีที่มีครอบครัวซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันทางครอบครัวจะต้องทำประกันด้วย ขอให้ตรวจสอบให้ดีว่ามีการเขียนชื่อของคนในครอบครัวในบัตรประกันสุขภาพครบหรือไม่
เมื่อมีการเปลี่ยนที่อยู่?
หากมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ เมื่อยื่นคำร้องแล้วทางสำนักงานเทศบาลของที่อยู่ใหม่จะเป็นผู้ออกบัตรประกันสุขภาพให้
ขอให้ยื่นบัตรประกันสุขภาพเดิมให้กับผู้รับผิดชอบของสำนักงานเขตที่อยู่ใหม่เพื่อขอรับบัตรใหม่ด้วย หากไม่ดำเนินการขั้นตอนนี้จะไม่สามารถใช้สิทธิของประกันสุขภาพแห่งชาติได้

การศึกษาต่อในญี่ปุ่น

การประกันสุขภาพแห่งชาติ ( National Health Insurance 国民健康保険  )

เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในญี่ปุ่นสูงมาก เช่นการไปพบแพทย์เพื่อรักษาไข้หวัด จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000 เยน ถ้าต้องนอนโรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อรักษาโรคเช่น ไส้ติ่งอักเสบ จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 300,000 – 400,000 เยน และค่ารักษาฟันผุหนึ่งซี่ก็ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล มากกว่า 10,000 เยน ซึ่งเป็นภาระทางการเงินที่หนักมากสำหรับคนไข้ เพื่อแบ่งเบาภาระนี้ ผู้อยู่อาศัยทุกคนจึงต้องเข้าระบบการประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้กฎหมายญี่ปุ่น โดยจะต้องจ่ายเงินค่าประกันทุก ๆ เดือน

insuranceบัตรประกันสุขภาพแห่งชาติ

นักศึกษาต่างชาติที่พำนักในญี่ปุ่น  จะต้องเข้าร่วมในระบบการประกันสุขภาพแห่งชาตินี้ เมื่อเป็นสมาชิกในระบบประกันสุขภาพแล้ว จะเสียค่ารักษาพยาบาลเพียงแค่ 20 – 30 % ของค่ารักษาพยาบาล โดยการแสดงบัตรประกันสุขภาพที่โต๊ะประชาสัมพันธ์เมื่อเข้ารับการรักษา แต่ทั้งนี้ค่ารักษาพยาบาลที่เป็นกรณีพิเศษบางอย่าง คุณจะต้องเป็นผู้ชำระเองทั้งหมด เช่น ค่าเช่าเตียงที่เพิ่มขึ้นมาจากการเช่าห้องเดี่ยวในโรงพยาบาล ค่ายาในกรณีที่ใช้ยาชนิดพิเศษในการรักษา ค่ารักษาฟันประเภทพิเศษ ค่าทำศัลยกรรมตกแต่ง ค่าทำคลอดบุตร เป็นต้น

ขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ

การสมัครเข้าร่วมในระบบนี้ สามารถทำได้ที่แผนกประกันสุขภาพ ณ ที่ว่าการเขตที่ตนอาศัยอยู่ และต้องนำบัตรประจำตัวคนต่างชาติไปด้วย
นักเรียนที่เพิ่งเดินทางมาถึงญี่ปุ่น  ในกรณีผู้ที่มีบัตรไซริวการ์ดที่สนามบินแล้ว  สามารถสมัครได้ในวันที่ไปรายงานตัวแจ้งที่อยู่กับทางเขต  หลังจากนั้นก็ไปยื่นเอกสารเพื่อขอทำประกันสุขภาพที่แผนกประกันสุขภาพ  สำหรับนักเรียนที่ยังไม่ได้รับบัตรไซริวการ์ดที่สนามบิน  ก็สามารถทำบัตรไซริวการ์ดที่เขตก่อน  แล้วจึงแจ้งทำประกันสุขภาพหลังจากนั้นได้ในวันเดียวกัน
ขั้นตอนการสมัครและการจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันนั้น จะแตกต่างกันไปตามแต่ละเขต ค่าเบี้ยประกันจะขึ้นอยู่กับรายได้ของปีที่ผ่านมา นักศึกษาต่างชาติที่ยังไม่มีรายได้ในขณะพำนักในประเทศญี่ปุ่น จะได้รับการลดหย่อน ค่าเบี้ยประกันจะตกประมาณ 1,200 เยนต่อเดือน สำหรับในปีต่อ ๆ ไป เมื่อนักศึกษาทำงานพิเศษและมีรายได้แล้ว ค่าเบี้ยประกันก็จะเพิ่มมากขึ้นตามรายได้ที่นักศึกษาได้รับ
เมื่อเป็นสมาชิกในระบบการประกันสุขภาพของรัฐบาลนี้แล้ว จะได้รับบัตรประกันสุขภาพ ซึ่งจะต้องนำติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เมื่อเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล
ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ก็ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่นี้ เพื่อทำบัตรใหม่ในเขตที่อยู่ใหม่ด้วยเช่นกัน มิฉะนั้น จะไม่มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด

ระบบการคืนเงินค่ารักษาพยาบาลของ JASSO

ระบบการคืนเงินค่ารักษาพยาบาลขององค์กรสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JASSO ) นี้ เป็นระบบที่ให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาต่างชาติที่มีสถานภาพ “นักศึกษาวิทยาลัย” โดยนักศึกษาที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกของระบบนี้ จะได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่งคืน ซึ่งจำนวนเงินที่คืนนี้สูงถึง 80% ของค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลหรือคลีนิค ( การคืนเงินนี้จะไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาลที่ไม่ครอบคลุมในระบบประกันสุขภาพของรัฐบาล ) สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิกของทั้งสองระบบ จะจ่ายเงินเพียง 4-6% ของค่ารักษาพยาบาล

ค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุมโดยการประกันสุขภาพ ทั้งหมด100 %
ครอบคลุมโดยระบบประกันสุขภาพของรัฐบาล
70-80%
ส่วนที่เหลืออีก
20 – 30%
ครอบคลุมโดย
ระบบการคืนเงิน
ค่ารักษาพยาบาล
ของ Jasso
80 %
จำนวนเงินที่
นักศึกษา
ต้องจ่ายเอง
4-6%

นักศึกษาสามารถสมัครเข้าระบบการคืนเงินค่ารักษาพยาบาลสำหรับนักศึกษาต่างชาตินี้ ได้ที่แผนกนักศึกษาต่างชาติของวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยที่ตนเรียนอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อนักศึกษาเข้ารับการรักษาพยาบาล นักศึกษาจะต้องจ่ายเงินส่วนที่เหลือจากระบบประกันสุขภาพของรัฐบาลไปก่อน หลังจากนั้นจึงนำใบเสร็จรับเงินของทางสถานพยาบาล มายื่นเรื่องที่แผนกนักศึกษาต่างชาติของมหาวิทยาลัย เพื่อขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลคืนภายหลัง