Where is Center

อะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่

วัดพระพุทธบาทตากผ้า

23 min read

วัดพระพุทธบาทตากผ้า ตั้งอยู่ระหว่างดอยม่อนช้างกับดอยเครือ นับถือกันว่าเป็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าที่มาประทับไว้ตรงบริเวณที่นำผ้าจีวรมาตาก มีรอยตารางบนผาหินที่เชื่อว่าคือรอยตากผ้าจีวรพระพุทธเจ้า ตำนานเล่าว่า ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ หลังจาริกและประทับพระบาทในที่ต่างๆ แล้ว เมื่อเสด็จมาถึงบนลานผาลาด (คือบริเวณที่ตั้งวัดพระพุทธบาทตากผ้าปัจจุบัน) สถานที่ที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะประดิษฐานปาทเจดีย์ จึงทรงหยุดพักผ่อน แล้วให้พระอานนท์นำเอาจีวรไปตากบนผาลาดใกล้กับที่ประทับ หลังจากนั้นทรงอธิษฐานเหยียบพระบาทประดิษฐานรอยไว้บนผาลาดนี้ และตรัสทำนายว่าสถานที่แห่งนี้จะปรากฏชื่อว่า “พระพุทธบาทตากผ้า”ได้กล่าวไว้ว่าในสมัยพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเจ้าได้เสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ในดินแดนสุวรรณภูมิ (ประเทศไทยในปัจจุบัน) พระองค์ได้เสด็จไปในที่ต่าง ๆ กระทั่งเสด็จถึงบริเวณวัดพระพุทธบาทตากผ้าแห่งนี้ซึ่งเป็นผาลาด จึงได้ทรงอธิษฐานประทับรอยพระพุทธบาทลง ณ ที่แห่งนี้ เพื่อเป็นที่สักการบูชาของมวลเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายและพระองค์ได้ตรัสให้พระอานนท์ เอาจีวรไปตากบนผาลาด ใกล้บริเวณที่ประทับ ซึ่งปรากฏเป็นรอยเลือนลางอยู่ ดังนั้น วัดนี้จึงได้ชื่อว่า “วัดพระพุทธบาทตากผ้า” มาถึงทุกวันนี้

ประมาณ พ.ศ. ๑๒๐๐ พระนางจามเทวี พระราชธิดาในพระเจ้ากรุงละโว้ (ลพบุรี) ได้เสด็จมาครองนครหริภุญชัย (ลำพูน) พระนางได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ให้สร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทเป็นพุทธบูชา พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย วัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้รับอาราธนาจากคณะสงฆ์จังหวัดลำพูน ซึ่งมีพระครูพุทธิวงศ์ธาดา วัดฉางข้าวน้อยเหนือ เจ้าคณะอำเภอปากบ่อง (ป่าซาง) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีหลวงวิโรจน์รัฐกิจ (เปรื่อง โรจนกุล) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ได้ทำการก่อสร้างวิหารจัตุรมุขจนสำเร็จ

พ.ศ. ๒๓๗๕ ครูบาอาจารย์หลายท่าน โดยมีครูบาป๋า ปารมี วัดสะปุ๋งหลวง เป็นประธาน พร้อมด้วยทายก ทายิกา ได้ก่อสร้างวิหารหลังใหญ่ค่อมมณฑปไว้อีกชั้นหนึ่ง

พ.ศ. ๒๔๘๖ คณะสงฆ์ โดยมีพระญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน วัดพระยืน เป็นประธาน พร้อมด้วยข้าราชการ ประชาชน ได้อาราธนาท่านครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก วัดป่าหนองเจดีย์ ต.ท่าตุ้ม อ.ป่าซาง มาเป็นประธานอำนวยการก่อสร้าง และดูแลกิจการของวัด โดยมีพระอธิการศรีนวล อินฺทนนฺโท วัดช้างค้ำ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส

พ.ศ. ๒๕๐๒ ท่านครูบาพรหมา ได้เริ่มการพัฒนาวัดอย่างเต็มที่ โดยการลงมือทั้งก่อสร้างและซ่อมแซมถาวรวัตถุที่ทรุดโทรม เช่น พระวิหารจตุรมุข ได้ต่อเติมยอดมณฑปขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ก่อสร้างพระอุโบสถทั้งหลังเก่าและหลังใหม่ ศาลาการเปรียญทั้งหลังเล็กและหลังใหญ่ กุฏิแถว โรงเรียนพระปริยัติธรรม กำแพงวัดและอื่น ๆ เป็นที่ปรากฏอย่างที่เห็นใจปัจจุบัน ประวัติวัดพระพุทธบาทตากผ้า เดิมเป็นวัดราษฎร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ และได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ ๑๗๕ ไร่ ซึ่งเป็นเนินเขาเตี้ยๆ อยู่ใกล้ดอย (เขา) ๒ ลูกคือ ดอยช้างและดอยเครือ อยู่ห่างจากเมืองลำพูนประมาณ ๑๙ กิโลเมตร เป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน หรือของภาคเหนือ

วัดพระพุทธบาทตากผ้า

ปัจจุบัน วัดพระพุทธบาทตากผ้า เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของการศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกนักธรรม และบาลี ของพระภิกษุสามเณรในภาคเหนือ นอกจากนี้แล้ว ทางวัดได้จัดให้มีการปฏิบัติธรรมควบคู่ไปกับการศึกษา ได้จัดตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้น เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรมสำหรับพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และผู้สนใจทั่วไป

ประวัติพระธาตุเจดีย์สี่ครูบาฯ
พระเดชพระคุณพระสุพรหมยานเถระ (ท่านครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก) ได้ปรารภให้ศิษย์ทั้งหลายฟังตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ ว่าควรจะสร้างพระธาตุเจดีย์สักองค์บนยอดดอยเครือ ซึ่งเป็นดอยที่ตั้งอยู่หลังวัดพระพุทธบาทตากผ้า และได้ปรารภอีกหลายครั้ง อันแสดงถึงความตั้งใจที่จะสร้างพระธาตุเจดีย์บนดอยเครือ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โดยท่านได้กล่าวไว้ว่า เมื่อมองแต่ไกลสามารถมองเห็นยอดเจดีย์ให้ตรงกับยอดมณฑปวิหารจตุรมุข มีบันไดทอดขึ้นไปสู่พระเจดีย์ก็จะเกิดความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง และครั้งสุดท้ายท่านครูบาฯ ก็ได้ปรารภที่จะสร้างและให้รีบดำเนินการขอเช่าดอยเครือจากกรมป่าไม้ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะถึงมรณภาพเพียงสองวัน คือในวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๗ อันเป็นวันมรณภาพของท่านครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก
คณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลายโดยมี หลวงพ่อท่านพระครูเวฬุวันพิทักษ์ (พระมหาเขื่อนคำ อตฺตสนฺโต) เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้ารูปที่ ๒ ได้สนองเจตนารมณ์ของท่านครูบาฯ ท่านรับเป็นประธานในการก่อสร้าง ออกแบบแปลน และหาทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง โดยคำนึงถึงความสวยงาม และประโยชน์ใช้สอยอย่างสูงสุด รูปแบบสถาปัตยกรรมของพระธาตุ ๔ ครูบา ได้นำแบบมาจากโบราณสถานซึ่งกอร์ปด้วยศิลปะอันทรงคุณค่าหลายแห่งเข้าด้วยกัน ดังนี้
๑.องค์พระเจดีย์ ได้นำรูปแบบมาจากพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน มีลักษณะเป็นรูปทรงระฆังแบบล้านนา ที่สวยงาม ห่อหุ้มทองแดง (ทองจั๋งโก๋) ก่อนปิดทองจริง
๒.ซุ้มใหญ่ภายใน ได้นำรูปแบบมาจากพระบรมธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และแบบพระเจ้าล้านทองจังหวัดลำปาง
๓.ซุ้มประตูเข้าสู่ลานพระเจดีย์ ได้นำรูปแบบมาจากซุ้มประตูวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง ประตูใช้ไม้สักทอง แกะสลักลวดลายอย่างสวยงาม
ส่วนยอดของพระเจดีย์ ได้บรรจุของมีค่าเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ในส่วนทรงระฆัง ด้านบนได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ส่วนฐานของเจดีย์ เป็นทรงระฆังใหญ่ มีประตูเข้าทั้ง ๔ ด้าน ข้างในเป็นโถงใหญ่ ตั้งมณฑปตรงกลางภายใน ได้ประดิษฐานรูปหล่อของ ๔ ครูบาไว้ ทิศละรูป พร้อมบรรจุอัฐิของแต่ละท่านครูบาไว้ในองค์รูปหล่อเหมือนของแต่ละรูปด้วย อันเป็นที่มาของชื่อ “พระธาตุเจดีย์ ๔ ครูบา” ซึ่ง ๔ ครูบา ประกอบด้วย
ทิศตะวันออก ประดิษฐานรูปหล่อของ ท่านครูบาพ่อเป็ง โพธิโก (บิดา) วัดป่าหนองเจดีย์ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ชาตะ พ.ศ. ๒๔๐๕ มรณภาพ พ.ศ. ๒๔๙๕ สิริอายุได้ ๙๐ ปี พรรษา ๒๘
ทิศใต้ ประดิษฐานรูปหล่อของ พระเดชพระคุณพระสุธรรมยานเถร (ท่านครูบาอินทจักรรักษา) (พระพี่ชาย) วัดวนารามน้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ชาตะ พ.ศ.๒๔๓๙ มรณภาพ พ.ศ.๒๕๒๑ สิริอายุได้ ๘๒ ปี พรรษา ๖๒
ทิศเหนือ ประดิษฐานรูปหล่อของ พระเดชพระคุณพระสุพรหมยานเถร (ท่านครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ชาตะ พ.ศ.๒๔๔๑ มรณภาพ พ.ศ.๒๕๒๗ สิริอายุได้ ๘๗ ปี พรรษา ๖๗
ทิศตะวันตก ประดิษฐานรูปหล่อของ ท่านพระครูสุนทรคัมภีรญาณ (ท่านครูบาคัมภีระ) (พระน้องชาย) วัดพระธาตุดอยน้อย อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ชาตะ พ.ศ.๒๔๔๓ มรณภาพ พ.ศ.๒๕๐๓ สิริอายุได้ ๖๐ ปี พรรษา ๔๐

ความดำริของท่านครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก ได้สำเร็จสมดังความปรารถนาทุกประการ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมายกยอดฉัตรพระเจดีย์ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๑ เวลา ๙.๐๐ น.