10 สัญญาณเตือนว่าโรคร้าย กำลังมาเยือน!

10 สัญญาณเตือนว่าโรคร้าย กำลังมาเยือน!

“ร่างกายจะแสดงอาการทีละน้อย เหมือนเป็นการกระซิบบอกคุณว่าเกิดความผิดปกติขึ้น ซึ่งหากคุณไม่ใส่ใจอาการก็จะหนักขึ้น กระทั่งคุณเจ็บป่วย” Molly M. Roberts ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพและการบำบัดแห่งเมือง San Francisco และประธานสมาคมศูนย์การแพทย์แบบองค์รวมแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุ
สัญญาณ 10ประการที่ให้หมั่นสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ที่คล้ายจะเป็นเรื่องแสนธรรมดา ทว่าสามารถไขรหัสความลับของโรคร้ายได้นั้นคืออะไรบ้าง

1. ริ้วรอย ร่องลึกบนใบหน้า
แม้ว่าริ้วรอยแห่งวัย จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเกิดขึ้นตามวัยก็ตามที แต่บางครั้ง ริ้วรอยก็บ่งบอกถึงสัญญาณของโรคกระดูกพรุนได้! งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา บ่งชี้ว่า ริ้วรอยบนใบหน้าของคุณสาวๆ อาจบอกได้ว่า เธอมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้เนื่องจากระดับโปรตีนในผิวหนังมีความเชื่อมโยงกับกระดูก ซึ่งการศึกษาพบว่า ริ้วรอยลึกและรอยหยาบกร้านบนผิวหนังสัมพันธ์กับความหนาแน่นของกระดูกที่ลดลง
ดังนั้นยิ่งใบหน้าและลำคอมีริ้วรอยมากเท่าไหร่ สาวนางนั้นก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้แม้ไม่รู้แน่ชัดถึงสาเหตุของความเกี่ยวโยงดังกล่าว แต่นักวิจัยชี้ว่า ผิวและกระดูกมีส่วนประกอบหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ คอลลาเจน (Collagen) ดังนั้นคุณภาพของกระดูก จึงสะท้อนออกมาได้ทางผิวหนัง

2. เล็บขาว – เล็บบุ๋ม – เล็บเป็นร่อง
หากคุณหลีกเลี่ยงการทาสีเล็บมานาน รักษาสุขภาพเล็บอย่างดีเยี่ยมแล้ว ก็ยังไม่วายเกิดปัญหาเล็บเหลือง-เล็บบุ๋ม ล่ะก็ คุณอาจต้องไปพบแพทย์แล้วหล่ะ เพราะเล็บสามารถบ่งบอกถึงความผิดปกในร่างกายได้มากมาย การเปลี่ยนแปลงของเล็บ (เช่น เปลี่ยนสี เกิดรอยบุ๋ม หรือบิดเบี้ยวผิดรูปไป) เป็นเรื่องปกติของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน หรือผู้ที่ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง รวมถึงหากจู่ๆ เล็บของคุณเปลี่ยนแปลงไป แถมยังมีอาการผมร่วงเป็นหย่อมๆ ร่วมด้วยก็เป็นสัญญาณว่า คุณอาจกำลังเป็นโรคที่เกี่ยวกับไขข้อค่ะ
นอกจากนี้เล็บยังบอกถึงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอื่นๆ อีกเช่น เล็บเป็นร่องตามยาว บอกให้ทราบถึงความผิดปกติของของไต, เล็บเป็นลอน (ตามขวาง) บ่งบอกว่าฮอร์โมน (Hormone) ในร่างกายผิดปกติ ซึ่งอาจเพราะคุณกำลังมีโรคร้ายแรงจึงทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง, เล็บสีเขียวคล้ำ นั่นคือคุณอาจกำลังป่วยด้วยโรคหืดอย่างรุนแรง, โรคถุงลมโป่งพอง หรือโรคหลอดลมอักเสบ, เล็บขาว บอกถึงความผิดปกติของตับ ไต อาจมีภาวะโลหิตจาง หรือตับอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น เมื่อทราบว่าเล็บบอกโรคได้มากมายขนาดนี้ หมั่นสังเกตเล็บสักนิดนะคะ หากพบว่าผิดปกติก็อย่ารอช้า รีบตรวจหาสาเหตุ เพื่อจะได้ดูแลรักษาอย่างทันท่วงที

3. เท้าบวม
อาการเท้าบวม อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งอุบัติเหตุทำให้เคล็ดขัดยอกจนบวม, กรรมพันธุ์, ระหว่างตั้งครรภ์, ความอ้วน หรือการใช้ยาบางชนิดที่ทำให้มีการกักเก็บน้ำไว้ในขามากเกินไป
แม้อาการเท้าบวมจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากเกิดภาวะดังกล่าวขึ้นก็ไม่ควรวางใจ เพราะอาการเท้าบวม- ขาบวมนั้น ถือเป็นอาการสุดคลาสสิค อาการหนึ่งของโรคหัวใจ โดยอาการเท้าบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถไหลเข้าไปยังหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงทำให้มีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น

4. กลิ่นปากเหม็น
อย่าคิดว่าปากเหม็นเป็นเพียงสัญญาณของโรคเหงือกและฟันเพียงอย่างเดียวนะคะ เพราะการที่คุณมีกลิ่นปาก ทั้งที่พยายามดูและสุขภาพในช่องปากเป็นอย่างดีแล้ว อาจเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากความผิดปกติของหัวใจและกระดูกของคุณ ในปี 2010นักวิจัยชาวสก็อตแลนด์ เผยแพร่งานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ของประเทศอังกฤษว่า การแปรงฟันช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ โดยผู้ที่แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอวันละ 2ครั้ง มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ค่อยแปรงฟันมากถึง 70%
นอกจากนี้การที่คุณมีภาวะฟันผุง่าย ยังเป็นการบ่งชี้ได้ถึงสัญญาณของโรคกระดูกพรุน เพราะการที่ฟันผุกร่อนได้ง่ายนั้น หมายถึงความหนาแน่นของกระดูกขากรรไกรที่น้อยลง จึงไม่แปลกเลยที่ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน มักฟันผุได้ง่าย

5. ปื้นสีดำ หลังคอ
หากคุณพบว่าด้านหลังคอของคุณ เป็นรอยดำปื้นๆ ขัดถูอย่างไรก็ไม่ออก อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคเบาหวานได้ เพราะคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า ผู้ที่มีผื่นผิวหนังเป็นรอย หรือเป็นแถบดำคล้ำแบบนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ทว่าแม้จะมีความเสี่ยง แต่หากสังเกตเห็นแล้วรีบไปตรวจรักษาแต่เนินๆ การรักษาโรคก็ย่อมจะได้ผลดีกว่า
“รอยดำคล้ำ มันถือเป็นสิ่งกระตุ้นให้คุณต้องกังวลเป็นสองเท่า และลุกขึ้นมาป้องกัน ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน” Heather Jones ผู้ช่วยแพทย์แห่งโรงพยาบาล Oregon Health & Science University และสมาชิกคณะกรรมการสมาคมแพทย์ผิวหนังระบุ

6. ผื่นผีเสื้อ บนใบหน้า
หากจู่ๆ ใบหน้าคุณมีผื่นขึ้น โดยเป็นผื่นตั้งแต่บริเวณสันจมูก ลากยาวไปที่โหนกแก้มทั้งสองข้างเป็นรูปคล้ายผีเสื้อ ทางการแพทย์เรียกว่า ผื่นผีเสือ (Butterfly Rash) ซึ่งผื่นผีเสื้อนี้มักพบในผู้ป่วยโรค SLE (Systermic Lupus Erythrematosus) ที่คนไทยเรารู้จักกันในนาม “โรคพุ่มพวง” หรือโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง ฉะนั้นหากพบว่ามีผื่นลักษณะดังกล่าวอย่านอนใจ เร่งไปพบแพทย์ด่วนจี๋เลยจ้า

7. ผมร่วง
แม้ผมร่วงจะมาได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่เกิดในผู้หญิงที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์, ความเครียด, การใช้ยาบางชนิด รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เหล่านี้ล้วนทำให้คุณต้องสูญเสียเส้นผมทั้งนั้น แต่หากคุณสาวๆ ผมร่วงมากผิดปกติ จนแทบกลายเป็นสาวผมบางแล้วล่ะก็ นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ต่อมไทรอยด์ของคุณทำงานผิดปกติ ฉะนั้นหากผมร่วงจนบาง โดยไร้สาเหตุ การพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณตรวจพบความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ได้

8. ริมฝีปากแห้ง
ริมฝีปาก ก็เป็นอีกส่วนที่บ่งบอกถึงสุขภาพของคุณได้ค่ะ หากริมฝีปากคุณแห้งและแตกอย่างรุนแรง อาจเป็นสัญญาณบอกถึงโรคภูมิแพ้ หรือหากบริเวณมุมปากแห้ง ก็เป็นการบ่งบอกว่าคุณอาจเป็น โรคโจเกรน (Sjogren’s syndrome) หรือที่คนไทยเรียกว่า“โรคปากแห้ง ตาแห้ง” ซึ่งโรคโจเกรนนี้ ถือเป็นหนึ่งในโรคแพ้ภูมิตัวเอง ที่ผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆคล้ายกับโรคพุ่มพวง แต่ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติในผู้ป่วยโรคโจเกรน มักจะไปทำให้เกิดการอักเสบที่ ต่อมน้ำลาย และต่อมน้ำตา ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการตาแห้ง และปากแห้ง รวมถึงอาจมีอาการผิวแห้ง ปวดข้อ และอ่อนเพลียร่วมด้วย

9. ตาเหลือง
ดวงตา นอกจากจะเป็นหน้าต่างของดวงใจแล้ว ยังเป็นหน้าต่างให้คุณได้มองเห็นโรคร้ายที่แฝงอยู่ในกายด้วย
ในภาวะปกติ ตาขาวควรจะสดใสสุขภาพดี ทว่าหากจู่ๆ ตาขาวเกิดเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อาจเป็นสัญญาณของโรคตับ เช่น ตับแข็งหรือตับอักเสบ นอกจากนี้ยังสามารถบอกถึงอาการผิดปกติของถุงน้ำดีอีกด้วย ฉะนั้น “ตาเหลือง” คือสัญญาณที่ไม่ปกติเอาเสียเลย หากส่องมองกระจกแล้วพบว่า ดวงตาขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้วล่ะก็ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติโดยด่วยนะจ๊ะ

10. ไฝเปลี่ยนสี – มีขนาดใหญ่ขึ้น
หลายคนมีไฝติดตัวมาแต่กำเนิด ซึ่งนั่นก็มิใช่ความผิดปกติอันใด ทว่าหากจู่ๆ ไฝของคุณเกิดเปลี่ยนแปลง จากไฝเม็ดเล็กจิ๋ว ก็ใหญ่ขึ้นๆ หรือจากสีจางก็กลายเป็นเม็ดไฝสีที่เข้มขึ้นแล้วล่ะก็ เหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งผิวหนัง ที่บ่งบอกออกมาให้คุณได้ทราบ ดังนั้นไฝที่อยู่ติดกายมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ก็ต้องหมั่นสังเกตหน่อย หากมีการเปลี่ยนแปลง หรือผิดปกติ ก็ควรไปพบแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ อย่างไรเสีย กันไว้ก็ดีกว่าแก้…จริงมั้ยคะ ?

โดย ทางแพทย์สายพุทธ

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ

โรคกระเพาะ ถ้าจะใช้คำทางการแพทย์ที่ละเอียดขึ้นไป อาจจะต้องแบ่งออกเป็นกระเพาะอาหารอักเสบ กับเรื่องของแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีลักษณะอาการใกล้เคียงกัน โดยกระเพาะอาหารอักเสบอาจจะมีการอักเสบของผิวกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จนในที่สุดทำให้เกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะคือการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS

การอักเสบของกระเพาะอาหาร ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น การอักเสบแบบเฉียบพลัน กับการอักเสบแบบเรื้อรัง ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ แต่คนส่วนใหญ่จะมีอาการเพียงเล็กน้อยและรักษาหายในเวลาไม่นาน

อาการของกระเพาะอาหารอักเสบ
มีอาการจุก แสบเสียด ร้อน หรือแน่น ๆ อาหารไม่ย่อย ที่บริเวณท้องส่วนบน หรือลิ้นปี่
คลื่นไส้ อาเจียน
ไม่อยากอาหาร
มีลมเยอะ ท้องอืด
รู้สึกจุกแน่นท้องมากเวลาทานอาหาร
บางคนอาจมีอาการน้ำหนักลดลง
กระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่จะร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดแสบร้อนในท้องส่วนบน
กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง จะรู้สึกแน่น ๆ จุก ๆ หรือไม่ค่อยอยากอาหาร ทานได้ไม่มากก็จะรู้สึกแน่น แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการเลยก็ได้
ในบางครั้งจะมีอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร แต่พบได้น้อย ถ้ามีอาการเลือดออกในทางเดินอาหารจะมีอุจจาระที่เป็นสีดำเหมือนถ่าน และไม่แข็งเป็นก้อน (ต่างจากคนที่รับประทานธาตุเหล็กเสริมซึ่งอุจจาระจะดำเช่นกัน แต่แข็งเป็นก้อนตามปกติ) ซึ่งหากมีอาการนี้ เป็นลักษณะที่แสดงว่าต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจโดยทันที
หากมีอาการดังกล่าวเกินกว่าหนึ่งสัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจและรับการรักษา แต่ถ้ามีอาการเลือดออกทางเดินอาหาร ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนปนเลือด ควรพบแพทย์ทันที

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะได้แก่
การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ในคนที่เป็นกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง
การใช้ยาแก้ปวดในกลุ่ม Nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs)เช่น aspirin, ibuprofen (Advil, Nurofen), Ponstan, voltaren หรือ naproxen จะทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบได้หากมีการใช้ยากลุ่มนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือใช้ในปริมาณมาก เนื่องจากยากลุ่มนี้จะไปทำลายชั้นผิวของกระเพาะอาหารเช่นกัน
การใช้แอลกอฮอล์ปริมาณมาก จะทำให้กิดการกัดทำลายกระเพาะ และทำให้มีกรดในกระเพาะมากกว่าปกติ
ความเครียด
น้ำดีไหลย้อน Bile reflux disease. น้ำดีถูกสร้างจากตับ และเก็บไว้ในถุงน้ำดี เมื่อน้ำดีออกมายังลำไส้ส่วนต้น จะไม่ย้อนกลับเข้ามานกระเพาะ แต่ถ้ากล้ามเนื้อที่ปลายกระเพาะผิดปกติ จะทำให้มีการย้อนของน้ำดีเข้ามาในกระเพาะทำให้เกิดการอักเสบได้
ภาวะแทรกซ้อน
ถ้าหากเป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรังและไม่ทำการรักษา อาจจะเสี่ยงทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร และแผลในกระเพาะอาหารบางชนิดจะมีโอกาสที่จะกลายเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารได้  ดังนั้นหากทำการรักษากระเพาะอาหารอักเสบแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมเช่นการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร หรือการตรวจดูการติดเชื้อ H pylori
การตรวจวินิจฉัย

ถึงแม้ว่าจะสามารถให้การวินิจฉัยได้จากประวัติ อาการ และการตรวจร่างกาย แต่ในบางครั้งแพทย์จำเป็นต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เพื่อการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาต่อไป
การตรวจเลือด ในการตรวจเลือดจะสามารถตรวจหาการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ได้ โดยการตรวจหา antibodies ของเชื้อนี้ ถ้าตรวจพบภูมิแปลว่าเคยได้รับเชื้อตัวนี้มาก่อน การตรวจเลือดยังตรวจดูว่ามีภาวะโลหิตจางหรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นผลจากการมีเลือดออกจากกระเพาะ
การตรวจ Breath test เป็นการตรวจง่าย ๆ โดยตรวจดื่มนน้ำยาที่มีลักษณะเป็น radioactive carbon molecules. ถ้ามีการติดเชื้อสารนี้จะแตกตัวออกและถูกดูดซึมเข้าร่างกาย และจะถูกขับออกมาทางลมหายใจ ซึ่งจะมีเครื่องมือที่ตรวจจับขณะที่คุณหายใจออกมาในถุงที่จัดไว้ให้
การตรวจอุจจาระ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการตรวจหาเชื้อตัวนี้เช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถตรวจดูว่ามีเลือดปนในอุจจาระหรือไม่ ซึ่งจะบอกเรื่องการมีเลือดออกในทางเดินอาหารได้
การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น การตรวจนี้จะทำให้เห็นความผิดปกติที่อยู่ในทางเดินอาหารได้ โดยแพทย์จะส่องกล้องเข้าไปทางปากเพื่อตตรวจดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้ส่วนต้น ถ้าหากพบว่ามีผิวของทางเดินอาหารที่ผิดปกติแพทย์อาจจะทำการตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาต่อไป โดยทั่วไปใช้เวลาเพียง 20-30 นาที แต่อาจจะให้นอนสังเกตอาการสองหรือสามชั่วโมงจากการให้ยา
ยาที่ใช้ในการรักษากรดในกระเพาะอาหาร
Antacids. เป็นยาที่มีขายตามร้านขายยา อาจจะเป็นยาน้ำ เช่น alum milk หรือยาเม็ด antacid กลุ่มนี้ ทำหน้าที่เพียงทำให้ลดความเป็นกรดในกระเพาะ หรือช่วยเคลือบกระเพาะ และช่วยลดอาการปวดได้
Antacids. เป็นยาที่มีขายตามร้านขายยา อาจจะเป็นยาน้ำ เช่น alum milk หรือยาเม็ด antacid กลุ่มนี้ ทำหน้าที่เพียงทำให้ลดความเป็นกรดในกระเพาะ หรือช่วยเคลือบกระเพาะ และช่วยลดอาการปวดได้
ยากลุ่มยับยั้งการปั๊มกรด shut down acid ‘pumps.’ ยากลุ่มนี้ทางการแพทย์เรียกว่า proton pump inhibitors โดยการป้องกันไม่ให้เซลล์กระเพาะส่งกรดเข้ามาในกระเพาะอาหาร ยากลุ่มนี้จะได้ผลดีขึ้นแต่ราคาก็แพงขึ้นด้วยเช่น omeprazole (losec), lansoprazole (Prevacid), and esomeprazole (Nexium)
ปัญหาทางเดินอาหารอาจจะเกิดจากหลาย ๆ เหตุผล รวมถึงเรื่องพฤติกรรมของตัวคุณเองด้วย โดยทั่วไปการปฏิบัติตัวของคนที่มีปัญหาทางเดินอาหารควรปฏิบัติตัวดังนี้
ฝึกให้ระเบียบวินัยในการรับประทาน ทานให้ตรงเวลา ทานในปริมาณที่พอเหมาะ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานของเผ็ด ของหมักดอง พริกน้ำส้ม น้ำอัดลม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว
งดการดื่มแอลกอฮอล์
งดบุหรี่
หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด ยกเว้น paracetamol ซึ่งไม่กัดกระเพาะ
ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้น้ำหนักเกินมาตรฐาน เพราะถ้าหากว่าปล่อยให้อ้วน จะมีปัญหาเรื่องกรดไหลย้อน ท้องอืด ท้องผูกได้ง่าย
ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยทำให้เรื่องการไหลเวียนเลือด และช่วยให้กล้ามเนื้อลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ลดอาการท้องผูกได้
จัดการกับความเครียด ถ้าหากว่ามีความเครียด จะทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวาย เส้นเลือดสมอง และทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง และยังเพิ่มการสร้างกรดของกระเพาะอาหาร และทำให้การย่อยอาหารแย่ลงด้วย
อาการของโรคกระเพาะ ,วิธีการรักษา ,อาหารสำหรับโรคกระเพาะ,โรคกระเพาะอาหาร

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
รู้จักโรคกรดไหลย้อน และการป้องกัน

รู้จักโรคกรดไหลย้อน และการป้องกัน

โรคกรดไหลย้อน มาจากภาษาอังกฤษ Gastro-Esophageal Reflux Disease เรียกสั้น ๆ ว่า GERD  มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม และสิ่งที่ตัวเองทำ เช่นทานอาหารมากเกินไป
 สาเหตุจากพันธุกรรม ก็อาจเกิดจากหูรูดที่หลอดอาหารทำหน้าที่ไม่ดี  ถ้าเราทนอาหารเยอะเกินไป กระเพาะอาการจะไม่สามารถบีบตัวได้ เมื่อกระเพาะบีบตัวไม่ได้ก็จะไล่อาหารไปที่ลำไส้ไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดแก๊ส  พอเป็นแก๊ส ก็จะเกิดอาการเรอ พอเรอกรดก็จะขึ้นมา

โรคกรดไหลย้อนกลับ  สิ่งที่ไหลย้อน คือ กรดที่อยู่ในกระเพาะ หรือบางครั้งถ้ามีอาการมาก ก็จะเกิดน้ำย่อยที่ลำไส้ขึ้นมาด้วย  เพราะฉะนั้น คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน จะรู้สึกเหม็นเปรี้ยวในเวลาเรอออกมา  บางครั้งจะรู้สึกขมปากร่วมด้วย   โดยปกติที่ลำไส้ของเราในส่วนต้น จะมีการป้องกันไม่ให้เยื่อเมือกบริเวณนั้นถูกกรดกัด ก็จะหลั่งเมือกออกมาป้องกัน  แต่ที่หลอดอาหารมันไม่มีเยื่อเมือก หรือถ้ามีก็จะน้อยมาก ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดอาการกรดไหลย้อนบ่อย ๆ โดนกรดกัดบ่อย ๆ จะทำให้เกิดแผล และมีเชื้อโรคเข้าไปได้  ทำให้เกิดการอักเสบ เป็นแผลในบริเวณนั้น

     ส่วนอาการของคนเป็นโรค “กรดไหลย้อน” นั้น โดยส่วนใหญ่จะเจ็บบริเวณลิ้นปี่ เหมือนกับเป็นโรคหัวใจ บางคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ  แต่จริง ๆ ไม่ใช่  อาการจะเจ็บบริเวณลิ้นปี่ ปวดท้อง และอาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย  ถ้าเป็นระยะเวลานาน ๆ เข้า จะเกิดอาการอักเสบที่คอด้วย  บางคนไม่รู้ คิดว่าตัวเองเป็นหวัด เพราะมีอาการเจ็บคอ  หรือบางครั้งอาการเข้าไปเกิดขึ้นที่หู ตา หรือจมูก ก็เป็นไปได้ เพราะ รูจมูก  รูหู และตา มันทะลุกันได้หมด  หากเกิดจะเกิดอาการ เช่น หูอักเสบ ตาอักเสบ เป็นต้น

ภูมิคุ้มกันที่สมดุล กับการดูแล “กระเพาะ และกรดไหลย้อน”
โรคกระเพาะอาหาร หมายถึง ภาวะมีแผลที่เยื่อบุกระเพาะ แลเะลำไส้เล็กส่วนต้น  สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก มีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป เยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอ และมีเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori  ซึ่งหลั่งสารพิษออกมาทำให้เกิดแผลเรื้อรังขึ้น

โรคกรดไหลย้อน  เป็นผลมาจากกรด และน้ำย่อย จากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร  ทำให้เยื่อบุหลอดอาหารอักเสบตามมา จะมีอาการท้องดอืด จุกเสียด คล้ายโรคกระเพาะ  แต่ยังมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เจ็บคอ  กลืนอาหาร หรือกลืนน้ำลาย ลำบาก  รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกที่คอ  แสบลิ้นเรื้อรัง แสบร้อนบริเวณหน้าอก เรอเปรี้ยว หรือมีรสขมในปาก เสียงแหบ ไอเรื้อรัง หรือบางรายอาจมีอาการหอบหืดร่วมด้วย

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน และการรักษา

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน
          โรคกรดไหลย้อนเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ หลอดอาหารส่วนปลายมีการคลายตัวอย่างผิดปกติ ความดันของหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าปกติ หรือกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารบีบตัวอย่างผิดปกติ รวมถึงพันธุกรรมด้วย ในคนบางคน หูรูดหลอดอาหารทำงานได้
น้อย
          พฤติกรรมบางอย่างของผู้ป่วยเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ด้วย เช่น รับประทานอาหารเสร็จอิ่ม ๆ หรือรับประทานอาหารเสร็จยังไม่ถึง 4 ชั่วโมงแล้วนอน สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม รับประทานอาหารประเภทของทอด ของมัน หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัดเผ็ดจัด

ภาวะของโรคกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
          ระดับแรก ผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อนบ้างในบางครั้ง เป็นบ้าง ไม่เป็นบ้าง แล้วก็หายไป ไม่มีผลต่อสุขภาพมากมาย
          ระดับสอง ผู้ป่วยจะมีอาการกรดไหลย้อนขึ้นมาเฉพาะที่บริเวณหลอดอาหาร
          ระดับสาม ผู้ป่วยมีกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมาก จนไหลขึ้นไปถึงกล่องเสียงหรือหลอดลม

อาการของโรค
          ผู้ป่วยจะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ การไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อลำคอ กล่องเสียง และปอดได้ ผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรัง เจ็บคอเรื้อรัง หรือรู้สึกสำลักในเวลากลางคืน เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม เนื่องจากเวลานอน กรดจะไหลย้อนขึ้นมาได้มาก ปวดแสบ ปวดร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ หรือที่เรียกว่า Heart Burnเนื่องจากกรด ไปทำให้หลอดอาหารอักเสบ มีอาการจุกแน่นบริเวณหน้าอก เหมือนมีก้อนติดอยู่ในลำคอ หายใจไม่ออกเวลานอน กลืนอาหารลำบาก หรือกลืนเจ็บ เจ็บคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง ถ้าเป็นมาก จะเจ็บคอมาก จนอาจจะกลืนอาหารแทบไม่ได้ คลื่นไส้ มีอาการเรอเปรี้ยว หรือรู้สึกถึงรสขมของน้ำดี รสเปรี้ยวของกรดในปากหรือลำคอ มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา

          คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร จึงไปซื้อยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานลดลง หากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรังกลายเป็นโรคปอดอักเสบและมะเร็งหลอดอาหารได้

การรักษา
          โรคกรดไหลย้อนสามารถรักษาได้ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วย การใช้ยา หรือการผ่าตัด

การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
          งดการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ ลดอาหารมัน ของทอด ของหวาน รับประทานอาหารให้เป็นเวลา
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง ลดน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี
          การรักษาโรคกรดไหลย้อนโดยการปรับเปลี่ยนนิสัยและการดำเนินชีวิตประจำวันมีความสำคัญมาก จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง ป้องกัน
ไม่ให้เกิดอาการอีก และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เป็นการลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบ
ทางเดินอาหารและทางเดินหายใจส่วนบน การรักษาด้วยวิธีนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แม้จะมีอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้ว โดยไม่ต้องรับ
ประทานยาแล้วก็ตาม

ข้อแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

นิสัยส่วนตัว
           ควรพยายามลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินจะทำให้ความดันในช่องท้องมากขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนได้มากขึ้นพยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้เครียด และถ้าสูบบุหรี่อยู่ ควรเลิก เพราะความเครียดและการสูบบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับเกินไป โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว

นิสัยในการรับประทาน
          หลังจากรับประทานอาหารทันที พยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง การยกของหนัก การเอี้ยวหรือก้มตัว หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก และไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ อาหารจานด่วน (fast food) ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม สะระแหน่ เนย ไข่ นม หรืออาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด เป็นต้น รับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ ควรรับประทานอาหารปริมาณทีละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ (แม้จะเป็นกาแฟที่ไม่มีกาเฟอีนก็ตาม) ชา น้ำอัดลม
เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ วิสกี้ ไวน์ โดยเฉพาะในตอนเย็น

นิสัยในการนอน
          ถ้าจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอประมาณ 3-4 ชั่วโมง เวลานอน ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6-10 นิ้วจากพื้นราบ อาจเริ่มประมาณ 1/2-1 นิ้วก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้ อิฐ อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น จะทำให้กรดไหลย้อนได้มากขึ้น

การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ

– ยกศีรษะและลำตัวให้สูง กรดไหลย้อนมักเกิดขณะคุณนอนราบ ดังนั้นการนอนโดยเสริมด้านหัวเตียงให้ยกสูงขึ้น จะช่วยป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารได้ ไม่ควรใช้วิธีการหนุนหมอนหลาย ๆ ใบ

 ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร จากเสื้อผ้า และเข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังหน้าท้อง  การก้มตัวไปด้านหน้า  น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน  ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร และทำให้กรดไหลย้อนกลับ คุณจึงควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่น การก้มตัว และถ้าคุณมีปัญหาน้ำหนักเกินควรลดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

 ผ่อนคลายความเครียด ซึ่งความเครียดจะเป็นสาเหตุให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาเวลาพักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิตของคุณ

 การตั้งครรภ์ ผู้หญิงตั้งครรภ์มักเป็นโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลงรวมทั้งมดลูกที่ขยายตัวเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งหากคุณมีอาการขณะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์

การรักษาโดยใช้ยา

          มีรายงานว่าประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่มีอาการของโรคกรดไหลย้อนสามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา เพื่อลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และ/หรือ เพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารในการกำจัดกรด ปัจจุบันยาลดกรดกลุ่ม proton pump inhibitor เป็นยาที่สามารถยับยั้งการหลั่งกรดได้ดี สามารถเห็นผลการรักษาเร็ว ควรรับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรลดขนาดยาหรือหยุดยาเอง และควรมาพบแพทย์ตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลานานประมาณ 1-3 เดือน กว่าที่อาการต่างๆ จะดีขึ้น

          เมื่ออาการต่างๆ ดีขึ้น และผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนนิสัยและการดำเนินชีวิตประจำวันดังกล่าวข้างต้นได้ และได้รับประทานยาต่อเนื่อง แพทย์จะปรับลดขนาดยาลงเรื่อยๆ ทีละน้อย ที่สำคัญไม่ควรซื้อยารับประทานเองเวลาป่วย เนื่องจากยาบางชนิดจะทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น

การผ่าตัด
          แพทย์จะพิจารณาทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ผูกหูรูดกระเพาะอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินอาหารส่วนบนและระบบทางเดินหายใจ

          การผ่าตัดนี้จะทำในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือไม่สามารถรับประทานยาที่ใช้ในการรักษาโรคนี้ได้ หรือผู้ป่วยที่ดีขึ้นหลังจากการใช้ยา แต่ไม่ต้องการที่จะกินยาต่อ มีรายงานว่าผู้ป่วยที่ต้องทำการผ่าตัดมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

เรื่ืองที่เกี่ยวข้อง
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ

เตือน 10 เมนูอันตรายหน้าร้อน เน้นกินร้อน ช้อนกลาง

หน้าร้อนบ้านเราที่ดูจะร้อนขึ้นทุกปีๆ ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ เช่น เป็นลม อาหารเป็นพิษ ท้องร่วง ท้องเสีย เพราะอากาศที่ร้อนเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคอย่างมาก โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียที่มีโอกาสจะเกิดการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ
จึงขอให้ระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ ขอให้ยึดหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันง่ายๆ ได้แก่

1. กินร้อน โดยรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและปรุงเสร็จใหม่ๆ หากเป็นอาหารข้ามมื้อให้อุ่นให้ร้อนหรือเดือดก่อน

2. ใช้ช้อนกลาง ตักอาหารขณะกินอาหารร่วมวงกับผู้อื่น

3. ให้ฟอกสบู่ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและภายหลังจากใช้ห้องส้วม รวมถึงก่อนเตรียมนมให้เด็กทุกครั้ง

การป้องกันโรคในฤดูร้อน

1. ให้เฝ้าระวังโรคในพื้นที่ หากพบมีผู้ป่วยเกิดขึ้นให้รีบดำเนินการสอบสวนควบคุมป้องกันไม่ให้โรคแพร่ระบาดทันที

2. ให้ดูแลควบคุมมาตรฐานน้ำประปา โรงงานผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด โรงงงานผลิตน้ำแข็ง ซึ่งในฤดูร้อนจะมีการบริโภคน้ำแข็งน้ำดื่มสูงขึ้นกว่าฤดูกาลอื่นๆ

3. ดูแลกวดขันความสะอาดโรงอาหารโรงเรียน ร้านอาหาร แผงลอยจำหน่ายอาหาร และตลาดสด ขอความร่วมมือผู้ประกอบการดูแลความสะอาดสถานที่และส้วมสาธารณะต่างๆ

4. ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนให้รู้จักอาการของโรค การปฏิบัติตัวที่จะไม่ให้ป่วย และขอความร่วมมือให้การดูแลความสะอาดห้องส้วม ห้องครัว

หลีกเลี่ยงจากโรคอาหารเป็นพิษ ท้องร่วง

ระมัดระวังให้อาหารสะอาดปลอดภัยด้วยอยู่เสมอ ไม่ปรุงอาหารทิ้งไว้เป็นเวลานานก่อนนำไปให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะอาหารประเภทที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบจะเสียง่ายกว่าปกติ อาหารประเภทยำ ลาบ ต้องปรุงให้สุก เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้อาหารบูดเสียง่าย ผู้ปรุงอาหารต้องรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี แต่งกายสะอาด รวบผม ล้างมือก่อนปรุงและหลังประกอบอาหารทุกครั้ง โดยเฉพาะต้องล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ ส่วนผู้เดินทางท่องเที่ยวหรือผู้บริโภคอาหารนั้น ถ้าจะแวะรับประทานอาหารขอให้เลือกร้านที่มั่นใจว่าสะอาด หรือมีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย สำหรับน้ำดื่มหรือน้ำแข็งควรมีเครื่องหมายรับรองคุณภาพจาก อย. รวมทั้งล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง

10 เมนูอันตรายทอปฮิตหน้าร้อน

1. ลาบ/ก้อยดิบ เช่น ลาบหมู ก้อยปลาดิบ
2. ยำกุ้งเต้น
3. ยำหอยแครง
4. ข้าวผัดโรยเนื้อปู โดยเฉพาะกรณีที่ทำในปริมาณมาก เช่น อาหารกล่องแจก
5. อาหาร/ขนม ที่ราดด้วยกะทิสด
6. ขนมจีน
7. ข้าวมันไก่
8. ส้มตำ
9. สลัดผัก
10. น้ำแข็ง

ส่วนอาหารปิ้งย่างที่นิยมรับประทานกัน เช่น หมูกระทะ กุ้งกระทะ ช่วงหน้าร้อนนี้ขอให้ใจเย็นๆ เวลาปิ้ง ควรปิ้งให้สุกจะได้ปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษ ระยะนี้เน้นรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ เท่านั้น ส่วนอาหารถุงอาหารกล่อง อาหารห่อ ต้องรับประทานภายใน 4 ชั่วโมงหลังปรุงสุก อาหารกระป๋องแม้จะปลอดภัยก็ต้องดูวันหมดอายุ อาหารค้างคืน ต้องอุ่นทำให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง อย่าลืมฤดูร้อนผู้ปรุงอาหารต้องปรุงอาหารให้ “สุก ร้อน สะอาด” ส่วนผู้บริโภคต้อง “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก … กรมควบคุมโรค

กินแบบไหนถึงหาย ‘ร้อน’

เข้าเดือนเมษา หน้าสงกรานต์ทีไร ใครๆ ก็ต้องบ่นว่าร้อนเสียเหลือเกิน ถึงแม้ว่าเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมายังได้ใส่เสื้อกันหนาวกันอยู่ แต่พอความหนาวเย็นหายไป ความร้อนก็เข้ามาแทนที่ทันที

และเมื่อถึงหน้าร้อนแบบนี้ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการกินให้เข้ากับฤดูกาลด้วยเช่นกัน วันนี้มีวิธีกินที่จะทำให้คลายความร้อนในร่างกายลงไปได้บ้าง ซึ่งจะมีวิธีไหนบ้างนั้น ก็ลองไปดูกันดีกว่า

ลดการกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไขมัน และแป้ง เนื่องจากอาหารประเภทนี้ต้องใช้พลังงานในการย่อยค่อนข้างสูง ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนัก ซึ่งจะเกิดความร้อนขึ้นภายในร่างกาย นอกจากนั้นก็ยังเป็นอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานมาก ซึ่งถ้ากินมากเกินไปก็จะทำให้ได้รับพลังงานเกินความจำเป็น ดังนั้น ควรเปลี่ยนไปกินอาหารพวกผักและผลไม้มากขึ้น

ดื่มน้ำสะอาดเพิ่มขึ้น ในฤดูร้อนจะทำให้เราเสียเหงื่อได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจะต้องดื่มน้ำเข้าไปชดเชยเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะคนที่จะต้องอยู่กลางอากาศร้อนจัด แดดแรง หรือต้องออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรดื่มน้ำให้ได้ 4-6 แก้วต่อชั่วโมง ส่วนน้ำที่ใช้ดื่มนั้นควรเป็นน้ำสะอาดที่อุณหภูมิห้อง ควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน เพราะจะทำให้รู้สึกกระหายน้ำเพิ่มมากขึ้น และไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัด เพราะจะทำให้ป่วยได้ง่าย เนื่องจากร่างกายปรับอุณภูมิไม่ทัน และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวมากขึ้น ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย อีกทั้งในอากาศร้อน แอลกอฮอล์จะซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วกว่าปกติ ทำให้เมาได้ง่าย และอาจช็อกหมดสติได้

กินอาหารที่สด สะอาด และปรุงสุก เนื่องจากในหน้าร้อนเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดี ทำให้อาหารเน่าเสียได้ง่าย ซึ่งเมื่อกินเข้าไปอาจเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ จะเห็นได้จากที่กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศเตือนให้ระวังอันตรายจากโรคในหน้าร้อน เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด เป็นต้น ซึ่งสามารถป้องกันได้จากการดูแลความสะอาดของอาหาร และน้ำดื่ม รวมถึงรักษาสุขลักษณะส่วนบุคคล

กินอาหารรสขมเย็น อาหารที่มีสรรพคุณทางยาในรสขมเย็น จะช่วยขับร้อน แก้กระหาย ถอนพิษไข้ แก้ร้อนใน ซึ่งอาหารในประเภทนี้ก็มีหลายชนิด เช่น มะระ ฟักเขียว ปวยเล้ง ผักกาดขาว แตงกวา ผักบุ้ง แตงโม สาลี่ เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaihealth.or.th/

แนะนำ10 เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ


ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นาชาติ แนะนำ 10 เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวแนะนำสุดยอดอาหารสไตล์อายุรวัฒน์ ต้านชรา ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 10 เมนู คือ

1.ส้มตำไก่ย่าง ที่สุดของอาหารต้านชรา ในส้มตำมีสุดยอดวิตามินอย่าง “มะเขือเทศ” ที่ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและเต้านม ส่วนมะละกอช่วย “ล้างพิษ” ให้กับลำไส้น้อย-ใหญ่ ในมะละกอยังมีน้ำย่อย “ปาเปน” ช่วยล้างทำความสะอาดลำไส้ให้ปลอดคราบโปรตีนเกาะ ส่วนการรับประทานคู่กับไก่ย่างนั้นมีข้อดีคือทำให้ไม่ขาดโปรตีน และที่สำคัญคือ “ไม่อ้วน” เท่าการกินกับข้าวเหนียวหรือกินแบบหนักแป้งด้วย

2.แกงเขียวหวานไก่ ในน้ำแกงเขียวหวานเป็นอาหารทิพย์ที่อุดมไปด้วยวิตามิน น้ำแกงเข้มข้นหอมมันคือ “ซุปวิตามินชั้นดี” ที่มีทั้งวิตามินเอ, ดี, อีและเคที่ละลายอยู่ในกะทิ ส่วนในเนื้อไก่มีวิตามินบีที่ช่วยบำรุงสมอง อีกทั้งในพริกที่ใส่เป็นเครื่องแกงมี “กรดแคปไซซิน” กับ “เบต้าแคโรทีน” ที่ช่วยบำรุงสายตาด้วย

3.เมี่ยงปลาทู ได้ทั้ง “ซัลโฟราเฟน” เป็นกลุ่มสารต้านมะเร็งจากใบคะน้าห่อเมี่ยง ถ้าให้ดีต้องหยิบ “มะเขือเทศราชินี” หั่นเสี้ยวใส่เข้าไปด้วยจะช่วยให้ผิวพรรณสวย ส่วนในเนื้อปลาทูมีทั้งกรดไขมันดีและ “แอสตาแซนทิน” เพราะวิตามินนี้โดยมากละลายในไขมัน

4.ผัดไทย มีทั้งถั่วงอกที่ถือเป็นอาหารมงคลรับปีใหม่ด้วยหมายถึงการงอกงามของสิ่งใหม่ๆ ในถั่วงอกมี “วิตามินซี” นอกจากนั้นถั่วและเต้าหู้ในผัดไทยยังอุดมไปด้วยวิตามินอี,แคลเซียมและสาร “พฤกษฮอร์โมน” ที่เป็นไฟโตเอสโตรเจนป้องกันมะเร็งและลดไขมัน โดยมีข้อแม้คืออย่าหนัก “เส้น” มากไป

5.ข้าวหอมนิล ข้าวไทยหนึ่งในตองอูที่ดูเด่นด้วยสีม่วงเข้มเตะตา ที่อัดแน่นอยู่ในสีสวยนั่นคือสาร “พฤกษเคมี” ที่มีพลังมากกว่าวิตามินอีกับซีรวมกัน ข้าวหอมนิลสามารถเอามาจัดเมนูคู่ปีใหม่ได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างน้ำพริกปลาทูข้าวหอมนิล หรือจะกินคู่กับไข่เจียวร้อนๆ

6.ข้าวตอกน้ำกะทิ ขนมไทยช่วงปีใหม่ที่ถูกลืมไปนาน อยากขอให้ช่วยกันปลุกให้คืนชีพมาใหม่เพราะมีคุณค่าทางอายุรวัฒน์มาก นับตั้งแต่ตัวข้าวตอกที่มี “เส้นใย” ช่วยในเรื่องไขมันและน้ำตาลได้ ส่วนวิตามินข้างในนั้นก็เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์

7.ข้าวต้มมัดหรือข้าวเหนียวปิ้งใส่ไส้ เป็นเมนูที่อยู่ท้องและมีประโยชน์ครบเครื่องมากเพราะมีทั้ง 5 หมู่อยู่ในนั้น ส่วนวิตามินก็มีทั้งเอ,บี,ซี นอกจากนั้นในกล้วยยังมีเส้นใยกับสารกลุ่มฟีนอลชื่อ “กรดเอลลาจิก” ช่วยต้านมะเร็งและเนื้องอกได้ด้วย

8.ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ นอกจากข้าวเหนียวแล้วยังมีเผือก, ลำไย, ลูกเดือยและธัญพืชอื่นๆ ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ชั้นสูง ช่วยขัดล้างตั้งแต่หลอดอาหารลงมาถึงลำไส้ใหญ่ ส่วนตัวข้าวเหนียวดำเองมี “วิตามินอี” และ “ธาตุเหล็ก” สูงมาก รวมถึง “ธาตุม่วงต้านร่วงโรย (OPCs)”

9.ข้าวโพดม่วง มีทั้งวิตามินบำรุงตาอย่าง “ลูทีน” กับ “ซีแซนทิน” ทำได้หลายเมนู เช่น ข้าวโพดม่วงเปียกราดกะทิกิน, ข้าวโพดปิ้ง ข้าวโพดม่วงคลุก เป็นต้น

10.น้ำสมุนไพรแสนชื่นใจ เช่น น้ำอัญชัน, กระเจี๊ยบ, น้ำย่านาง, น้ำใบบัวบก น้ำเหล่านี้ถือเป็นน้ำวิตามินชั้นดี จัดเป็นน้ำนางเอกของแท้ เริ่มตั้งแต่อัญชันมีวิตามินสีม่วงที่ช่วยปกป้องผิวและบำรุงตับ ส่วนน้ำกระเจี๊ยบก็มีวิตามินซีและเอช่วยบำรุงไตได้ ส่วนน้ำใบย่านางกับใบบัวบก ประกอบด้วย “คลอโรฟิลล์” “กลูต้าไทโอน” ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://news.mthai.com/

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต เป็นคำถามที่มักจะได้ยินบ่อยๆ คำตอบก้คือใช้
การวินิจฉัยโรค ซึ่งตามหลักวิชาแพทย์จะอาศัยกรรมวิธี 3 ประการคือ

1. การซักประวัติ (Signs) จะได้ทราบถึงลักษณะอาการ
2. การตรวจทางร่างกาย (Symptoms) จะได้ทราบอาการที่แสดง
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) คือการตรวจทางห้องแล็ป ได้แก่การ
ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และการเอ็กซ์เรย์ รวมทั้งการตรวจทางพยาธิวิทยา
เช่น การตรวจทางชิ้นเนื้อ การเพาะเลี้ยงเชื้อ เป็นต้น

โดยปกติแล้วเราต้องเรียนรู้กายวิภาคและสรีระหน้าที่ก่อน คือต้องรู้ว่าสภาพ
ปกติของอวัยวะนั้นๆ เป็นอย่างไรก่อน แล้วจึงมารู้เรื่องพยาธิสภาพก็คือการรู้
ภาวะการเป็นโรคซึ่งจะทราบถึงอาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้อง
แล็ป พูดง่ายๆการที่จะรู้ว่าเป็นโรคไตหรือไม่ ก็ต้องรู้สภาพปกติและหน้าที่ของ
ไต รวมทั้งโรคต่างๆของไตเสียก่อน  เมื่อไตเป็นโรคก็จะมีอาการ และอาการ
แสดงตลอดจนความผิดปกติทั้งทางสภาพและหน้าที่ เมื่อประมวลต่างๆเข้า
ด้วยกันก็จะรู้ว่าเป้นโรคไตหรือไม่

โรคไตสามารถใช้หลักในการแบ่งความผิดปกติได้หลายวิธี
1. แบ่งตามสาเหตุ
  – โรคไตที่เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital)     เช่นมีไตข้างเดียวหรือไตมี
    ขนาดไม่เท่ากัน โรคไตเป็นถุงน้ำ (Polycystic kidney disease) ซึ่งเป็น
    กรรมพันธุ์ด้วย เป็นต้น
 – โรคไตที่เกิดจากการอักเสบ (Inflammation) เช่นโรคของกลุ่มเลือดฝอย
   ของไตอักเสบ (glomerulonephritis)
 – โรคไตที่เกิดจากการติดเชื้อ (Infection) เกิดจากเชื้อแบคที่เรียเป็นส่วน
   ใหญ่ เช่นกรวยไตอักเสบ ไตเป็นหนอง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (จากเชื้อ
   โรค) เป็นต้น
 – โรคไตที่เกิดจากการอุดตัน (Obstruction) เช่นจากนิ่ว ต่อมลูกหมากโต
   มะเร็งมดลูกไปกดท่อไต เป็นต้น
 – เนื้องอกของไต ซึ่งมีได้หลายชนิด

2.แบ่งตามกายวิภาคของไต
 – โรคของหลอดเลือดของไต เช่นมีการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดไต
 – โรคของกลุ่มเลือดฝอยของไต (Glomerulus) ซึ่งพบได้มาก เกิดการอักเสบ
    ชนิดไม่ติดเชื้อ (Glomerulonephritis)
 – โรคของหลอดไต (Tubule) เช่นการตายของหลอดไตภายหลังอาการช็อค
    หรือได้รับสารพิษ เกิดภาวะไตวายแบบเฉียบพลัน (Acute renal failure)
 – โรคของเนื้อไต (Interstitium) เช่น แพ้ยาหรือได้รับสารพิษ เป็นต้น

3. แบ่งตามต้นเหตุ จะแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่ม
 – ต้นเหตุจากภายในไตเอง ซึ่งอาจรูหรือไม่รู้สาเหตุก็ได้
 – ต้นเหตุจากภายนอกไต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรค SLE

อาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะแตกต่างกันไปตาม
แต่ละชนิดและตามระยะของโรค สิ่งตรวจพบอย่างหนึ่งอาจตรวจพบได้ใน
หลายๆโรค ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น อาการบวม อาจเกิดจากโรคไต โรคตับ โรค
หัวใจ โรคขาดสารอาหารโปรตีน จากความผิดปกติของฮอร์โมน หรือจากผล
ข้างเคียงของยาบางตัว แต่คนทั่วไปอาจรูจักกันดีว่า อาการบวมเป็นอาการที่
พบได้บ่อยในโรคไต ซึ่งก็เป็นจริงถ้ามีลักษณะบ่งชี้เฉพาะของโรคไตและแยก
แยะโรคอื่นๆออกไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน โรคอื่นๆอาจจะมีอาการและสิ่งตรวจพบได้หลายอย่างที่มีส่วน
คล้านเช่นโรคเอส แอล อี ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาจมีอาการแสดงออกตาม
ระบบต่างๆเช่น ผิวหนัง เส้นผม ข้อ ไต หัวใจ ปอด และระบบเลือดเป็นต้น

ดังนั้นการวินิจฉัยดรคไตจะใช้วิธีย้อนศร กล่าวคือจะเริ่มดูจากปัสสาวะ ก่อน
เพราะไตเป็นตัวสร้างและขับถ่ายปัสสาวะ ดังนั้นปัสสาวะกับไตน่าจะมีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ที่สำคัญต้องมีขบวนการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจ
เลือด ปัสสาวะ เอ็กซ์เรย์ บางครั้งอาจต้องเจาะไต (kidney biopsy) เอาเนื้อไต
มาตรวจจึงจะทราบว่าเป็นโรคไต

เหตุสงสัยว่าจะเป็นโรคไต พอจะสรุปได้ดังนี้
– ปัสสาวะเป็นเลือด  โดยปกติในน้ำปัสสาวะจะไม่มีเลือดหรือเม็ดเลือดสอออก
  มา อาจมีได้บ้างประมาณ 3-5 ตัว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศ์ขยายปานกลาง
การมีเลือดออกในปัสสาวะถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคไต แต่ก็
อาจจะไม่ใช่ก็ได้
  ปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ ปัสสาวะเป็นสีแดง สีน้ำ
ล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มก็ได้
  ในสตรีที่มีประจำเดือน ปัสสาวะอาจถูกปนด้วยประจำเดือน กลายเป็นปัสสาวะ
สีเลือดได้ ถือว่าปกติ
  ในโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างเช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ต่อม
ลูกหมากโต ปัสสาวะมักจะเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นลิ่มๆได้
  ในโรคของเนื่อไตหรือตัวไตเอง การมีเลือดในปัสสาวะมักเป็นแบบสีล้างเนื้อ
สีชาแก่ หรือสีเหลืองเข้ม
  ในผู้ป่วยชาย จำเป็นต้องตรวจค้นหาสาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือด แม้จะเกิด
ขึ้นเพียงครั้งเดียวก็ตาม แต่ในผู้หญิงเนื่องจากมีโอกาสกรพเพาะปัสสาวะอัก
เสบได้บ่อยอาจตรวจค้นหาสาเหตุได้ช้าหน่อย
  ในหลายๆกรณีแม้การตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ อาจยังไม่สามารถ
บอกสาเหตุได้ จำเป็นต้องเจาะเอาเนื่อไตมาตรวจโดยพยาธิแพทย์ จึงจะทราบ
ถึงสาเหตุได้

-ปัสสาวะเป็นฟองมาก คนปกติเวลาปัสสาวะอาจจะมีฟองขาวๆบ้าง แต่ถ้าใน
ปัสสาวะมีไข่ขาว (albumin) หรือโปรตีนออกมามาก จะทำให้ปัสสาวะมีฟอง
ได้มาก ขาวๆ เหมือนฟองสบู่
  จำเป็นต้องตรวจปัสสาวะ และเก็บปัสสาวะตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหาปริมาณ
โปรตีนในปัสสาวะ ผู้ป่วยที่มีไข่ขาวออกมาในปัสสาวะมาก ส่วนมากเป็นจาก
โรคหลอดเลือดฝอยของไตอักเสบจากไม่รู้สาเหตุ ทำให้ระดับโปรตีนในเลือด
ลดลงและเกิดอาการบวม รวมทั้งปริมาณโคเลสเตอรอลและไขมันเลือดสูงได้
ดูการตรวจหาระดับโปรตีน (albumin) ในปัสสาวะด้วยตนเอง
การตรวจพบไข่ขาวออกมาในปัสสาวะในจำนวนไม่มากอาจพบได้ในโรคหัวใจ
วาย ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

  แต่การมีปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาว-โปรตีนออกมาใน
ปัสสาวะพร้อมๆกัน เป็นข้อสัญนิฐานที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็นโรคไต

-ปัสสาวะขุ่น อาจเกิดจากมี เม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด) เม็ดเลือดขาว
(มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ) หรืออาจเกิดจากสิ่งที่
ร่างกายขับออกจากไต แต่ละลายได้ไม่ดี เช่นพวกผลึกคริสตัลต่างๆ เป็นต้น

-การผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่นการถ่ายปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบ
ปัสสาวะราด เบ่งปัสสาวะ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการผิดปกติของระบบทาง
เดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากและท่อทางเดินปัสสาวะ

– การปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky pain) ร่วมกับการมีปัสสาวะเป็นเลือด
ปัสสาวะขุ่น หรือมีกรวดทราย แสดงว่าเป็นนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ

– การมีก้อนบริเวณไต หรือบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็น โรคไตเป็นถุงน้ำ
การอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไต

– การปวดหลัง ในความหมายของคนทั่วๆไป การปวดหลังอาจไม่ใช่โรคไต
เพราะการปวดบริเวณเอวมักเกิดจากโรคกระดูและข้อ หรือกล้ามเนื้อ  ในกรณี
ที่เป็นกรวยไตอักเสบ จะมีอาการไข้หนาวสั่นและปวดหลังบิเวณไตคือบริเวณ
สันหลังใต้ซี่โครงซีกสุดท้าย

อาการและอาการแสดงทั้งหมดที่กล่าวนี้ จัดเป็นอาการและอาการแสดงเฉพาะ
ที่(local signs&symptoms) ซึ่งได้แก่ไต ทางเดินปัสสาวะ และการขับถ่าย
ปัสสาวะ นอกจากนั้นยังมีกลุ่มอาการและอาการแสดงที่ชวนให้สงสัยหรือเป็น
ส่วนหนึ่งของอาการดรคไตคือ อาการแสดงทั่วไป (systemic signs &
symptoms) ได้แก่
 – อาการบวม เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นโรคไตจะมีอาการบวม โดยเฉพาะการบวม
ที่บริเวณหนังตาในตอนเช้า หรือหน้าบวม ซึ่งถ้าเป็นมากจะมีอาการบวมทั่วตัว
อาจเกิดได้ในโรคไตหลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อย โรคไตอักเสบชนิดเนฟโฟรติค
ซินโดรม (Nephrotic Syndrome)
  อย่างไรก็ตามอาการบวมอาจเกิดได้จากโรค ตับ โรคหัวใจ การขาดสาร
อาหารโปร ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมน และการบวมชนิดไม่ทราบสาเหตุ
ซึ่งต้องใช้การซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อใช้
แยกแยะ หรือยืนยันให้แน่นอน
– ความดันโลหิตสูง เนื่องจากไตสร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไต
มีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เพราะฉะนั้นความดันโลหิต
สูงอาจเป็นจากโรคไตโดยตรง หรือในระยะไตวายมากๆความดันโลหิตก็จะสูง
ได้
  อย่างไรก็ตาม สาเหตุของความดันโลหิตสูงนั้นมีมากมาย โรคไตเป็นเพียง
สาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่ก็เป็นสาเหตุที่สามารถรักษาให้หายขาดได้
– ซีดหรือโลหิตจาง เช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง สาเหตุของโลหิตจางมีได้
หลายชนิด แต่สาเหตุที่เกี่ยวกับโรคไตก็คือ โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic renal
failure) เนื่องจากปกติไตจะสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) เพื่อไป
กระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อเกิดไตวายเรื้อรังไตจะไม่สามารถ
สร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) ไปกระตุ้นไขกระดูก ทำให้ซีดหรือ
โลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามือ เป็นลมบ่อยๆ

ขอแนะนำว่า ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นโรคไตหรือไม่นั้น ต้องไปพบแพทย์ ทำ
การวักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะ
ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ จึงจะพอบอกได้แน่นอนขึ้นว่าเป็นโรคไตหรือไม่ ถ้าหาก
พบแพทย์ท่านหนึ่งแล้วยังสงสัยอยู่ก็ขอให้ไปพบและปรึกษาแพทย์โรคไตเฉพาะ
อายุรแพทย์โรคไต (Nephrologist) หรือศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ
(Urologist) ก็ได้

โดย : นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ
       หน่วยโรคไต โรงพยาบาลศิริราช

การรักษารากฟันคืออะไร

การรักษารากฟันคือ การตัดโพรงประสาทฟัน หรือเนื้อเยื่อขนาดเล็กที่อยู่ใจกลางฟัน ซึ่งเมื่อโพรงประสาทฟันที่ถูกทำลาย อักเสบ หรือตายถูกตัดออก พื้นที่ส่วนที่เหลือก็จะถูกทำความสะอาด จัดรูปทรง และอุด กระบวนการนี้จะเป็นการปิดคลุมรากฟัน เมื่อหลายปีก่อน ฟันที่มีโพรงประสาทฟันอักเสบจะต้องถูกถอนออก แต่ในปัจจุบัน การรักษารากฟันจะช่วยรักษาฟันไว้ได้

สาเหตุส่วนใหญ่ของการที่โพรงประสาทฟันถูกทำลายหรือตายได้แก่

ฟันแตก
ฟันผุอย่างรุนแรง
อาการบาดเจ็บของฟัน เช่น การกระแทกอย่างแรงที่ฟัน ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไม่นานหรือในอดีต
เมื่อโพรงประสาทฟันติดเชื้อหรือตาย ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา จะมีการก่อตัวที่ปลายรากฟันในกระดูกขากรรไกร เกิดเป็นฝีได้ และสามารถทำลายกระดูกรอบๆ ฟันทำให้เกิดอาการปวด

การรักษารากฟันทำอย่างไร
การรักษารากฟันประกอบด้วยหลายขั้นตอน และต้องใช้เวลาพบทันตแพทย์หลายครั้ง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยมีขั้นตอนดังนี้:

ขั้นตอนแรก คือการเปิดที่ด้านหลังของฟันหน้า หรือครอบฟันของฟันกราม
หลังจากที่โพรงประสาทฟันที่เสียถูกตัดออก (การรักษาโพรงประสาทฟัน) จะมีการทำความสะอาดโพรงประสาทฟันในตัวฟันและรากฟัน และตกแต่งเพื่อทำการอุดต่อไป
ถ้าต้องมีการพบทันตแพทย์มากกว่า 1 ครั้ง จะมีการอุดชั่วคราวไปก่อนเพื่อปกป้องฟันระหว่างรอการรักษาต่อไป
เมื่อวัสดุอุดฟันชั่วคราวถูกถอนออก ทันตแพทย์จะทำการอุดถาวรโดยใช้วัสดุคล้ายยางเป็นแท่งเล็กๆ เรียกว่า Gutta-percha เติมลงไปที่คลองรากและปิดด้วยซีเมนต์ บางครั้งอาจมีการใส่โลหะหรือพลาสติกแท่งลงไปเพื่อประคองฟันไว้
ในขั้นตอนสุดท้าย ครอบฟันมักจะต้องใช้เพื่อคลุมฟัน และรักษารูปทรงธรรมชาติ ถ้าฟันล้มอาจจำเป็นต้องใช้ที่ค้ำก่อนทำการครอบฟัน
ฟันที่รับการรักษาจะอยู่ได้นานเท่าใด
ฟันที่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟูสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตถ้ามีการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะฟันผุยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกในฟันที่รับการรักษาแล้ว สุขอนามัยของปากและฟันที่ดีตลอดจนการพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

เนื่องจากไม่มีโพรงประสาทฟันเหลือเพื่อให้ฟันยังมีชีวิตอยู่ ฟันที่ผ่านการรักษารากฟันอาจมีความเปราะและแตกได้ง่าย จึงเป็นสาเหตสำคัญในการครอบฟันหลังจากที่รับการรักษารากฟันแล้ว

วิธีที่ใช้ในการตัดสินว่าการรักษาประสบความสำเร็จหรือไม่ คือ การเอ็กซเรย์เพื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษา ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่ากระดูกยังคงถูกทำลายหรือมีการสร้างตัวใหม่

ร่องโพรงประสาทได้รับการอุด

โพรงประสาทฟันถูกทำลายจากฟันผุลึก

โพรงประสาทฟันถูกตัดออก และรากฟันถูกทำความสะอาดก่อนทำการอุด
ที่มา colgate.co.th

9 เรื่องที่เหมือนธรรมดา แต่ทำให้คุณหน้าแก่ได้

ผู้หญิงเราต่างระมัดระวังทุก ๆ เรื่่อง ๆ ที่จะทำลายผิวหน้า แล้วทำให้หน้าแก่ก่อนวัย ไม่ว่าจะต้องทาครีมทุกวัน ใช้ครีมกันแดด กางร่ม ฯลฯ แต่สาว ๆ จำนวนไม่น้อยก็เผลอมองข้ามเรื่องบางอย่างที่แสนจะใกล้ตัว
แต่ทำร้ายผิวให้คุณดูแก่เกินวัยไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ กระปุกดอทคอมไม่อยากให้คุณหน้าแก่แบบไม่ทันตั้งตัว เลยนำ 9 เรื่องที่เหมือนธรรมดา แต่ทำให้หน้าคุณแก่ได้เหล่านี้ มาเตือนให้ระวังตัวกันค่ะ

1. ลูกอม ทอฟฟี่ ของหวานทั้งหาย

ผู้หญิงทุกคนย่อมรู้ดีว่า ลูกอมขนมหวานทั้งหลายนั้นช่างไม่เป็นมิตรกับรอบเอวคุณเอาเสียเลย แต่น้อยคนที่จะตระหนักว่าขนมหวานเหล่านี้ยังทำให้ผิวคุณเหี่ยวง่ายแก่ไวด้วย เพราะน้ำตาลที่มากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทำให้เกิดกระบวนการ ไกลเคชั่น (glycation) ซึ่งทำร้ายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว นำไปสู่ริ้วรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ นั่นเอง

2. วิ่งออกกำลังกายมากเกินไป

การวิ่งเป็นการออกกำลังกายง่าย ๆ และเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่คุณสามารถจะมอบให้ร่างกายได้ แต่การวิ่งก็ต้องมีจุดพอดี และหากคุณมีอายุนำหน้าด้วยเลข 4 แล้ว และยังวิ่งออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง คุณก็เสี่ยงกับภาวะที่เรียกว่า runner’s face เอามาก ๆ อันเกิดจากการออกกำลังกายได้เบิร์นเอาไขมันใต้ผิวหนังคุณออกมากเกินไป ทำให้ความเต่งตึงของผิวหายไปด้วย ผิวจึงเหี่ยวย่น ๆ ทั้ง ๆ ชอบออกกำลังกายจึงเกิดขึ้นนั่นเอง

3. ปลอกหมอนผ้าฝ้าย

การเปลี่ยนปลอกหมอนเป็นประจำคือสิ่งที่คุณควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพผิวหน้า และที่สำคัญก็ควรเลือกปลอกหมอนที่ทำจากผ้าไหมหรือผ้าซาติน แทนที่จะเป็นผ้าฝ้าย เพราะผ้าฝ้ายสามารถดูดความชุ่มชื่นจากผิวได้ ลองคิดดูสิคะ หน้าที่นอนแนบกับหมอนหุ้มด้วยปลอกหมอนผ้าฝ้ายมาตลอดคืน ถูกพรากความชุ่มชื้นไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน บ่อย ๆ เข้าก็ทำให้หน้าเหี่ยวได้เหมือนกันนะ

4. เลือกเมคอัพที่ไม่แมตช์กับหน้า

การแต่งหน้าควรจะทำให้เราดูสวยเด่น และอ่อนเยาว์กว่าเดิม ไม่ใช่เพิ่มอายุให้ดูแก่ สาว ๆ จึงต้องพิถีพิถันในการเลือกเครื่องสำอางให้รับกับใบหน้า ทั้งสูตรที่ใช้ และเฉดของเครื่อสำอาง หากเลือกผิดขึ้นมา ก็ทำให้หน้าแก่ลงได้จนตกใจเลยล่ะ

5. ดริ๊งค์มากเกินไป

ก็ดันเป็นสาวสังคมเข้าให้ ก็เลยต้องออกงานเข้าสังคม พบปะสังสรรค์กันบ่อยกว่าปกติ ถ้าคุณอยู่ในข่ายนี้ ก็ขอเตือนให้้ระวังเรื่องการดื่มเสียหน่อย เพราะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมนั้นกระตุ้นการปัสสาวะ ถ้าคุณยิ่งดื่มมาก ก็ยิ่งฉี่บ่อย และเมื่อฉี่มากร่างกายก็เสียน้ำเยอะ ทำให้เซลล์ในร่างกายเหี่ยวไปหมด รวมถึงเซลล์ผิวหนังก็จะห่อเหี่ยว ทำให้ผิวเหี่ยวแห้งขาดน้ำ และดูโทรมได้ด้วย

6. ทำงานที่มีแต่ความเครียด

สาวเวิร์กกิ้งวูแมนอาจคิดว่าความเครียดเป็นเรื่องท้าทาย แม้จะรู้สึกเครียด แม้หน้าที่รับมอบหมายจะเครียดมาก แต่ก็อยากเอาชนะมัน ทว่าสิ่งที่คุณได้มากลับเป็นโรคเครียด หรือโรควิตกกังวลเรื้อรัง บวกด้วยฮอร์โมนคอร์ติซอลถูกกระตุ้นให้หลั่งมากเกินไป จนไปทำลายการทำงานของคอลลาเจนในผิว ทำให้ผิวโทรมหมอง ขาดความเต่งตึงยืดหยุ่น คนที่เครียดบ่อยจึงแก่ไวไงล่ะ

7. นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ-ไม่สม่ำเสมอ

การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวนอนดึก เดี๋ยวหัวค่ำ เดี๋ยวนอนเช้า สิ่งเหล่านี้ทำให้ผิวพรรณของสาว ๆ ส่งสัญญาณว่า ขอผิวแก่ล้ำหน้ากว่าอายุแล้วกัน โดยเตือนคุณด้วยริ้วรอย ความเหี่ยวย่น รวมถึงจุดดำคล้ำบนผิว ถ้านิสัยนี้สะสมไปนาน ๆ ความแก่เกินไวแบบไม่รู้ตัวจะมาอยู่กับคุณถาวรแน่ ๆ

8. ไดเอทแบบเลือกกินเฉพาะอาหารไขมันต่ำ

สาวรักษาหุ่นที่จะกินอะไรแต่ละที ก็ต้องมองหาของที่ไขมันต่ำเท่านั้น เมื่อกินแบบนี้นาน ๆ ไป จะทำให้ร่างกายของคุณขาดไขมันจำเป็น อย่างไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงคู่ไปโดยไม่รู้ตัว (monounsaturated and polyunsaturated fats) ซึ่งไขมันทั้งสองประเภทนี้มีประโยชน์กับคุณ ในด้านบรรเทาอาการอักเสบของผิวได้ รวมไปถึงอาการอักเสบของผิวจากสิวด้วย

9. อยู่แต่ในห้องแอร์ทั้งวันทั้งคืน

ในเมื่อบ้านเราเป็นเมืองร้อน หลาย ๆ คนจึงโปรดปรานมากกว่าที่จะอยู่ในห้องปรับอากาศที่ปรับอุณหภูมิไว้เย็นสบาย บางคนอยู่นห้องแอร์ตลอดทั้งช่วงกลางวัน วันส่วนตอนกลางคืนก็ยังเปิดแอร์นอนอีกต่างหา อากาศแห้ง ๆ เย็น ๆ นี้แหละ จะทำให้ผิวคุณแก่ล้ำเกินไวอย่างคาดไม่ถึง ทั้งกร้าน ทั้งหยาบ ร้ายหน่อยก็ลอกเป็นขุย ๆ ด้วย ไม่สวยเลยล่ะค่ะ

ผู้ที่รู้สึกว่าดูแลผิวหลัก ๆ อย่างการทาครีม และหลบแดดก็ทำแล้ว แต่ผิวก็ยังไม่ดูสดใสอย่างที่ควร บางทีอาจเป็นเพราะคุณยังปล่อยให้พฤติกรรทั้ง 9 เหล่านี้ ทำร้ายผิวของคุณอยู่ก็เป็นได้ ถ้าอย่างนั้นนับจากวันนี้ต่อไป ก็ต้องมาใส่ใจกับเรื่องธรรมดา ๆ ในทุก ๆ วันกันให้มากขึ้นแล้วล่ะเนอะ

ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://health.kapook.com/

เลือกทานผลไม้ ช่วยบำรุงเลือด

วันนี้ ขอกลับมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับเลือดกันอีกซักหน่อย รู้ไหมคะว่าถ้าหากเลือดในร่างกายเราไม่ดี ก็จะเท่ากับเป็นการทำร้ายหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ถ้าหากเรามีเลือดที่ดี ก็เท่ากับเป็นตัวช่วยสำคัญที่ป้องกันเราจากโรคร้าย และมีสุขภาพดีในระยะยาว

ครั้งนี้ เราจะนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับผลไม้ที่ช่วยระบบการไหลเวียนเลือดกันค่ะ จากตำราแพทย์แผนจีนมีการกล่าวถึงอาหารบำรุงเลือดและเน้นเรื่องการทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เพื่อช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือด ซึ่งอาจจะเป็นความบังเอิญ ที่ผลไม้ต่างๆ ที่ช่วยบำรุงเลือดก็มักจะมีสีแดงซะด้วยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ทับทิม สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ แก้วมังกร หรือ แตงโม เป็นต้น เรามาลองไล่ดูกันดีกว่าค่ะว่าผลไม้แต่ละชนิดทำหน้าที่ในการบำรุงเลือดอย่างไร

เริ่มกันที่ “ทับทิม”
มีการวิจัยมาแล้วค่ะว่าทับทิมสามารถช่วยกักเก็บเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานถ้ารับประทานทับทิม ก็จะช่วยให้ร่างกายมีระดับอินซูลินลดลง ระบบไหลเวียนเลือดกลับมาเป็นปกติ ทำให้อาการป่วยต่างๆ อย่างเช่นเรื่องร่างกายอ่อนเพลียลดลง ผมร่วงน้อยลง ผิวพรรณก็สดใสมากขึ้นด้วยค่ะ

สตรอเบอร์รี่
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีมีสีแดงสด แถมด้วยรสหวานอมเปรี้ยว และกลิ่นหอมแสนอร่อย นอกจากความอร่อยจนเป็นที่นิยมไปทั่วแล้ว สตรอเบอร์รี่ยังช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดงด้วยนะคะ เม็ดเล็กๆ ที่อยู่บนผิวของสตรอเบอร์รี่ก็สำคัญค่ะ เพราะจะช่วยในการลำเลียงออกซิเจน กระบวนการนี้มีความสำคัญคือการขจัดเลือดเสีย ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น และสะอาดขึ้น การสูบฉีดเลือดก็ดีขึ้น และยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสขึ้นด้วยล่ะค่ะ

เชอร์รี่
เชอร์รี่ ผลไม้ต่างบ้านต่างเมืองชนิดนี้มีโพแทสเซียมในปริมาณที่สูงมาก ร่างกายของเราสามารถนำมาใช้ในการสร้างสมดุลกับโซเดียม ทำให้ความดันเลือดเป็นปกติ ระบบไหลเวียนเลือดดี เวลาทานเชอร์รี่จึงทำให้สดชื่นขึ้นด้วยค่ะ

แตงโม
แตงโมผลใหญ่ๆ นี้จะมีกรดอะมิโนอาร์จีโนน์ ที่ช่วยให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และยังให้ผลดีต่อระบบการไหลเวียนของเลือดอีกด้วยค่ะ

แก้วมังกร
แก้วมังกรอุดมไปด้วยโปนตีน และไฟเบอร์ โปรตีนนี่ล่ะค่ะที่จะช่วยบำรุงผิวสวยๆ ของคุณสาวๆ ส่วนการบำรุงเลือดนั้นต้องเลือกทานแก้วมังกรที่มีสีแดง เพราะแก้วมังกรสีแดงนี้จะช่วยเรื่องระบบไหลเวียนของเลือดและยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงค่ะ

กล้วย
ถึงกล้วยจะไม่ได้มีสีแดงเหมือนผลไม้บำรุงเลือดชนิดอื่นๆ แต่มีการวิจัยมาแล้วนะคะว่าการรับประทานกล้วยเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลูคิเมีย หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ และแมกนีเซียมที่อุดมอยู่ในกล้วยก็ยังจะช่วยบำรุงผิวสวยๆ ให้ดูเปล่งปลั่งขึ้นจากเลือดฝาดที่มาหล่อเลี้ยงผิวค่ะ

นอกจากผลไม้ที่จะช่วยบำรุงเลือดแล้ว เพิ่มเคล็ดลับง่ายๆ ให้อีกอย่างค่ะ การดื่มน้ำสะอาดมากๆ จะช่วยให้เลือดของเราไม่ข้นหนืด หัวใจไม่ต้องทำงานหนัก ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น เพียงง่ายๆ แค่นี้ ก็ทำให้ระบบภายในของร่างกายเราทำงานได้ดีขึ้น สุขภาพของเราก็จะสมบูรณ์แข็งแรงในระยะยาว ในแบบที่เรียกว่าสุขภาพดีจากภายในกันเลยล่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://lifecenterthailand.wordpress.com/

Translate »