ทำไมในโรงพยาบาล “ห้ามถ่ายภาพ”

ทำไมในโรงพยาบาล “ห้ามถ่ายภาพ”

ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและรวดเร็วจนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งถือเป็นความลับของผู้ป่วย แต่ขณะนี้มักพบเห็นการสื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น มีการถ่ายรูปผู้ป่วยระยะสุดท้ายพร้อมเขียนข้อความขอความช่วยเหลือ ส่งข้อความต้องการขอรับบริจาคเลือดโดยมีการระบุชื่อผู้ป่วย การแสดงผลฟิล์มเอกซเรย์ การถ่ายภาพภายในห้องของผู้ป่วย ทั้งที่เป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นต้น

ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้ที่กระทำมีเจตนาที่ดี แต่ปัญหาคือการสื่อสารเช่นนี้แบบไหนถึงจะพอดี เพราะต้องเข้าใจว่าบางโรคผู้ป่วยก็ไม่อยากเปิดเผย เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตหรือหน้าที่การงาน ยิ่งไปกว่านั้นท่ามกลางความขัดแย้งในปัจจุบันอาจมีการนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามที่เห็นต่างได้ อย่างสื่อมวลชนกระแสหลักก็ต้องมีความระมัดระวัง เช่น กรณีรักษาการนายกรัฐมนตรี หรืออดีตนายกรัฐมนตรีเกิดอุบัติเหตุแค่ไหนจึงพอเหมาะพอควร ในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ

ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ ทั้งข้อมูลส่วนตัว สุขภาพ และการรักษา จะมีคนเกี่ยวข้อง 2 ส่วน คือ ผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีคุณธรรมจริยธรรมจรรยาบรรณมากำกับ รักษาความลับของผู้ป่วย ส่วนข้อมูลผู้ป่วยที่อยู่ในระบบบริการต้องมีระบบรักษาความปลอดภัย เพราะหากไม่ใส่ใจข้อมูลอาจหลุดได้ และคนทั่วไปที่รู้ข้อมูลโดยการมาเยี่ยมหรือมีคนส่งต่อมาให้ ย่อมมีโอกาสเอาข้อมูลไปกระจายทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจกระทบต่อคนไข้ สังคม ก่อเกิดความเกลียดชัง ปัญหาขัดแย้งได้ อย่างไรก็ตาม หากต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยสามารถทำได้ แต่ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วย ไม่ระบุชื่อผู้ป่วย

เรื่องข้อมูลสุขภาพต้องคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล 3 เรื่อง คือ

  1. หลักสากลซึ่งไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่ทั่วโลกพึงปฏิบัติ 
  2. รัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลไว้ชัดเจน และ 
  3. หลักกฎหมาย ซึ่งมีระบุไว้หลายฉบับในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 

และปัจจุบันกำลังมีการมีการยกร่างกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลด้วย แม้แต่วิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขก็มีการออกประกาศสิทธิผู้ป่วยไว้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ควรคำนึงถึงหลักคุณธรรมจริยธรรม หรือจรรยาบรรณของวิชาชีพมากกว่า เพราะหากนึกว่าเราเป็นผู้ป่วยเองเราจะยินยอมหรือไม่ เป็นลักษณะของใจเขาใจเรา

สำหรับหลักจริยธรรมด้านสุขภาพของบุคลากรทางการแพทย์จะมี 4 เรื่องคือ

  1. อิสระของผู้ป่วย คือผู้ป่วยมีสิทธิของเขา ผู้ปฏิบัติวิชาชีพต้องระวัง มิใช่ว่ามีข้อมูลของผู้ป่วยแล้วจะเอาไปทำอะไรก็ได้ ผู้ป่วยมีสิทธิพิทักษ์รักษา 
  2. ประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย 
  3. ไม่ทำอันตรายต่อผู้ป่วยจากการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ และ 
  4. หลักการยุติธรรม ดูความเท่าเทียมเสมอภาค
หากผู้ป่วยถูกละเมิด ผู้ป่วยและญาติสามารถฟ้องได้ตามมาตรา 7 โดยผู้ละเมิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
ส่วนกฎหมายใหม่ที่กำลังยกร่างก็ต้องทำการฟ้องเช่นกัน ทั้งนี้ ในยกร่างกฎหมายใหม่คงไม่มีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาตรวจสอบการละเมิดสิทธิของผู้ป่วย เพราะสังคมมีความสลับซับซ้อน มีการกระทำเช่นนี้เป็นจำนวนมาก จึงมีการเสนอว่าต้องให้ความรู้แก่ประชาชนต้องช่วยกันตรวจสอบในเรื่องนี้ 
สำหรับหน้าที่สื่อมวลชน โดยเฉพาะกรณีการตามบุคคลสำคัญ บุคคลสาธาณะเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยก็ต้องคำนึงว่ารูปควรนำไปใช้แค่ไหน เพราะเป็นการมาสื่อสารหน้าที่ของผู้นำ ไม่ใช่สื่อสารความลับของผู้ป่วย ซึ่งที่จริงแล้วก็ไม่ควรเข้าไปในห้องผู้ป่วย เรื่องนี้ควรมีการทำความเข้าใจและสร้างระบบให้ชัดเจน ซึ่งจริงๆ แล้วโรงพยาบาลก็มีกฎห้ามถ่ายรูปอยู่แล้ว แต่กรณีมากับบุคคลสำคัญอาจจะห้ามไม่ทัน
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าในเขตโรงพยาบาลทำไมต้องห้ามถ่ายภาพ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยจึงไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปผู้ป่วยหรืออาคารสถานที่ในโรงพยาบาล ยกเว้นได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลนั้นๆก่อน และผู้ป่วยหรือผู้มีอำนาจแทนผู้ป่วยจะยินยอมเท่านั้น

รู้จักวัณโรคปอด และการป้องกัน

เป็นโรคติดเชื้อเรื้อรังของปอดที่มีมานานนม โบราณเรียกว่า “ฝีในท้อง” เนื่องเพราะผู้ป่วยบางรายมีอาการไอออกมาเป็นเลือดซึ่งเข้าใจผิดว่าออกจากฝีที่อยู่ในท้อง

     โรคนี้สามารถแพร่ให้คนที่อยู่ใกล้ชิด เช่น ภายในบ้าน หรือในที่ที่มีคนอยู่รวมกันแออัดหรือถ่ายเทอากาศไม่ดี

     โรคนี้มียารักษาให้หายขาด ซึ่งต้องกินติดต่อกันนานอย่างน้อย 6 เดือน

     ในปัจจุบันมีการแพร่กระจายของโรคนี้มากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ติดเชื้อเอดส์ และมีปัญหาเชื้อดื้อยาเนื่องจากผู้ป่วยกินยาไม่ถูกต้อง

ชื่อภาษาไทย
     วัณโรคปอด วัณโรค ทีบี โรคปอด

ชื่อภาษาอังกฤษ
     Pulmonary tuberculosis (TB)

สาเหตุ
     เกิดจากการติดเชื้อวัณโรค ชึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) เชื้อนี้ติดต่อโดยการหายใจ สูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยปล่อยออกมาแขวนลอยอยู่ในอากาศขณะไอ จาม พูด หัวเราะ หรือร้องเพลง เชื้อในฝอยละอองเสมหะสามารถมีชีวิตอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง ผู้ที่จะรับเชื้อให้ได้ปริมาณมากพอจนถึงขั้นติดเชื้อเป็นโรคได้ จะต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นเวลานาน เช่น อยู่ในบ้านเดียวกัน หรือห้องเดียวกัน

     หลังติดเชื้อ 2-8 สัปดาห์ ร่างกายจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา คนส่วนหนึ่งสามารถกำจัดเชื้อได้หมดก็ไม่เป็นโรค

     ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ ก็จะกลายเป็นโรคภายหลังการติดเชื้อไม่นาน

     ส่วนหนึ่ง กำจัดเชื้อได้ไม่หมด เชื้อจะหลบซ่อนอยู่ในปอดอย่างสงบ (บางรายเชื้ออาจแพร่กระจายจากปอดไปตามกระแสเลือด แล้วเข้าไปฝังตัวอยู่ในอวัยวะต่างๆ) โดยไม่มีอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้น เรียกว่า “การติดเชื้อโรคแฝง” (latent tuberculosis infection) ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 10 ของคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นวัณโรคในระยะต่อมา ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งจะเกิดอาการของโรคขึ้นภายใน 2 ปีหลังติดเชื้อ ที่เหลือจะเป็นโรคหลังจาก 2 ปีไปแล้ว บางรายอาจกลายเป็นวัณโรคในระยะหลายปี หรือนับเป็นสิบๆ ปีต่อมา ทั้งนี้เกี่ยวข้องกับภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกาย กล่าวคือ  ตราบใดที่ภูมิคุ้มกันยังแข็งแรง ก็จะไม่เกิดโรคขึ้นมา แต่เมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อที่หลบซ่อนอยู่ก็จะเกิดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน (เรียกว่าการปลุกฤทธิ์คืน หรือ reactivation) จนทำให้เป็นโรคขึ้นได้

     ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค ได้แก่

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ที่พบบ่อยคือผู้ป่วยเอดส์ (มีโอกาสเป็นวัณโรคในตลอดช่วงชีวิตถึงร้อยละ 50 หรือมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี) เบาหวาน ไตวาย ผู้ที่กินยาสตีร้อยด์นานๆ หรือใช้ยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยติดเชื้อบางชนิด (เช่น หัด ไอกรน ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น) ผู้ที่ตรากตรำทำงานหนักหรือมีความเครียดสูง
ผู้ติดยาเสพติดหรือแอลกอฮอล์
ผู้ที่มีภาวะขาดอาหาร คนจรจัด
ผู้ที่อยู่ในสถานที่แออัด การระบายอากาศไม่ดี เช่น เรือนจำ ศูนย์อพยพ เป็นต้น
ผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยเป็นระยะเวลายาวนาน เช่น สมาชิกในบ้านผู้ป่วย เพื่อนร่วมห้องพัก หรือห้องทำงาน
บุคคลากรสาธารณสุขที่ให้การดูแลพยาบาลผู้ป่วย
ผู้สูงอายุ(พบอุบัติการณ์สูงในกลุ่มอายุมากกว่า 65ปี)
ทารกแรกเกิด
อาการ

     ที่สำคัญคือ อาการไข้และไอเรื้อรังมานานเป็นสัปดาห์ ถึงเป็นแรมเดือน

     แรกเริ่มผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่หรือหลอดลมอักเสบ โดยมีอาการไอเป็นหลัก ระยะแรกเป็นลักษณะไอแห้งๆ ต่อมาจะไอมีเสมหะเป็นสีเหลืองหรือเขียว มักมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำๆ ตอนบ่ายๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหารร่วมด้วย อาจมีอาการเหงื่ออกตอนกลางคืน บางครั้งอาจมีมากจนโชกเสื้อผ้าและที่นอน ผู้ป่วยมักชื้อยารหือหาหมอมารักษาแต่อาการไม่ทุเลา จะมีอาการต่อเนื่อง 2-3 สัปดาห์หรือเป็นแรมเดือน ผู้ป่วยจะมีอาการไอถี่ขึ้น อ่อนเพลีย เบื่ออาหารมากขึ้น น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

     ผู้ป่วยอาจมีอาการไอออกมาเป็นเลือดสีแดงๆ หรือ ดำๆ ซึ่งมักจะออกปริมาณไม่มาก มีน้อยรายมากที่อาจมีเลือดออกจนซีด หรือเป็นลม หน้ามืด มือเท้าเย็น

     บางรายอาจมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวกหรือหอบเหนื่อยง่าย หรือเจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าลึกๆ เนื่องจากมีอาการมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด เยื่อหุ้มปอดอักเสบ หรือโรคลุกลามไปทั่วปอด

     บางรายอาจมีอาการไข้นานเป็นแรมเดือน โดยไม่มีอาการไอหรืออาการอื่นๆ ชัดเจนก็ได้

     ในรายที่เป็นวัณโรคปอดเพียงเล็กน้อย อาจไม่มีอาการอะไรเลย และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการเห็น “จุด” ในปอดจากภาพถ่ายรังสี (ภาพเอกซเรย์)

การแยกโรค

    1. ในรายที่มีอาการไข้ (ตัวร้อน) ทุกวันติดต่อกันนานเป็นสัปดาห์ๆ หรือแรมเดือน ก็อาจเกิดจากโรคอื่นๆ เช่น

เอดส์ ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำหนักลด ท้องเดินเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืงโตหลายแห่ง เช่น ที่ข้างคอ รักแร้ ขาหนีบ อาจมีอาการทางผิวหนัง (เช่น โรคเริม งูสวัด ผื่นคันตามผืวหนัง) ลิ้นเป็นฝ้าขาวจากโรคเชื้อรา ไอเรื้อรัง หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย
เมลิออยโดซิส (เกิดจากโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Burkholderia pseudomallei พบมากทางภาคอีสาน) ผู้ป่วยอาจมีอาการไข้ และไอเรื้อรัง น้ำหนักลดคล้ายวัณโรคได้ จะแยกได้โดยการตรวจพบเชื้อต้นเหตุ
มาลาเลีย ผู้ป่วยอาจมีไข้หนาวสั่น มีประวัติอยู่หรือกลับจากเขตป่าเขาที่ยังมีการระบาดของโรคนี้
โรคภูมิต้านตนเอง เช่น เอสเอลอี (SLE) ผู้ป่วยจะมีไข้เรื่้อรัง ผมร่วง ปวดตามข้อ มีฝ้าแดงที่โหนกแก้ม 2 ข้าง
มะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น
     2. ในรายที่มีอาการไอเป็นเลือด อาจเกิดจากมะเร็งปอด(ผู้ป่วยจะมีอาการไอ เจ็บหน้าอก น้ำหนักลด อาจมีไข้ร่วมด้วย) หลอดลมพอง (bronchiectasis ผู้ป่วยมักมีอาการไอเรื้อรังทุกวัน ออกเป็นเสมหะเหลืองหรือเขียวเป็นจำนวนมาก มีกลื่นเหม็น ไอออกเป็นเลือดสดมักไม่มีไข้ และน้ำหนักไม่ลด)

     3. อาการไอเรื้อรังเป็นสัปดาห์ๆ หรือแรมเดือนอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น

โรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการจาก คันคอ คันจมูก อาจมีน้ำมูกใสร่วมด้วย มักไอเวลาสัมผัสถูกสิ่งที่แพ้ เช่น ฝุ่น ความเย็น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ นุ่น เป็นต้น
โรคกรดไหลย้อน ผู้ป่วยมักจะไอหลังอาหารทุกมื้อ หรือตอนเข้านอน อาจมีอาการเจ็บคอหรือเสียงแหบตอนเช้าหรือหลังตื่นนอน พอสาย ๆ ค่อยทุเลาหรืออาจมีอาการจุกแน่น หรือปวดแสบตรงลิ้นปี่ หลังกินอาหาร
หลอดลมอักเสบ มักพบหลังจากเป็นไข้หวัด ผู้ป่วยจะมีอาการไอเวลาถูกสิ่งระคายเคือง เช่น ความเย็น อากาศ ฝุ่น ควัน นาน 1 – 3 เดือน โดยที่สุขภาพทั่วไปเป็นปกติ กินได้ น้ำหนักไม่ลด ไม่มีไข้
ถุงลมปอดโป่งพอง ผู้ป่วยมักอยู่ในวันกลางคนขึ้นไป มีประวัติสูบบุหรี่จัดมานาน เวลาทำอะไรรู้สึกเหนื่อยง่ายอยู่เรื่อยๆ
การวินิจฉัย

     แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้น จากที่ผู้ป่วยมีอาการเป็นไข้และไอนานเกิน 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป เบื่ออาการน้ำหนักลด ไอออกเป็นเลือด

     หากสงสัย จะยืนยันด้วยการเอกซเรย์ปอด ซึ่งจะพบรอยโรคที่กลีบปอดส่วนบนเป็นส่วนใหญ่

     นอกจากนี้จะทำการตรวจหาเชื้อในเสมหะ อย่างน้อย 3 ครั้ง

     บางรายอาจทำการทดสอบผิวหนัง ดังที่เรีกว่า “การทดสอบทูเบอร์คูลิน (tuberculin test)” เพื่อยืนยันการติดเชื้อ อาจนำเสมหะไปเพาะหาเชื้อ หรือตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อวัณโรคโดยเทคนิค CPR เป็นต้น

การดูแลตนเอง

     1.เมื่อมีอาการที่สงสัยจะเป็นวัณโรคปอด ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ ถ้าตรวจพบว่าเป็นโรคนี้จริงก็ควรปฏิบัติตัวดังนี้

ควรไปพบแพทย์ตามนัด และกินยาให้ครบทุกวันตามที่แพทย์กำหนด
พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ
กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารพวกโปรตีน (เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ)
งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ และยาเสพติด
จัดบ้านและห้องนอนให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกและแสงแดดส่องถึง
เวลาไอหรือจาม ควรใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปาก
ควรบ้วนเสมหะลงในภาชนะหรือประป๋องที่มีฝาปิดสนิทมิดชิด แล้วนำเสมหะไปเผาไฟหรือฝังดิน
ควรแยกออกจากผู้อื่น เช่น แยกห้องนอน อย่าอยู่ใกล้ชิดกับคนอื่น อย่าเข้าไปในห้างสรรพสินค้า รถโดยสารสาธารณะ สถานบันเทิง ที่ชุมนุมชน และควรแยกถ้วย ชาม สำรับอาหารและเครื่องใช้ออกต่างหาก จนกว่าจะกินยารักษาวัณโรคทุกวันแล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และหายไอแล้ว ระหว่างนี้หากจำเป็นต้องเข้าใกล้คนอื่นหรือเข้าไปในที่ชุมนุมชน ควรใช้หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก
สำหรับแม่ที่เป็นวัณโรคปอด ควรแยกออกห่างจากลูก อย่ากอดจูบลูก และไม่ให้ลูกดูดนมตัวเองจนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อแล้ว
ผู้ป่วยที่ต้องทำงานกับกลุ่มเสี่ยง เช่นผู้ป่วยเอดส์ เด็กเล็ก ควรแยกออกห่างจากคนเหล่านี้จนกว่าจะไม่พบเชื้อแล้ว
ควรสังเกตุอาการข้างเคียงจากยา เช่นผื่นคัน คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ดีซ่าน (ตาเหลือง) ตามัว หูอื้อ มีไข้ขึ้น ฯลฯ หากสงสัยควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด
     2.ถ้ามีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอดควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจดูว่ามีการติดเชื้อวัณโรคหรือเป็นโรคนี้หรือยัง แพทย์จะได้หาทางรักษาหรือป้องกันโรคนี้

การรักษา

     เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอด แพทย์จะให้ยารักษาวัณโรค โดยทั่วไปจะให้สูตรยากิน 6 เดือน 2 เดือนแรกใช้ยา 4 ชนิด ได้แก่ ไอเอ็นเอช (INH) ไรแฟมพิซิน (rifampicin) ไพราซินาไมด์ (pyrazinamide) และอีแทมบูทอล (ethambutol) บางรายอาจใช้ สเตรปโตไมซิน ชนิดฉีดแทนอีแทมบูทอล แล้วต่อด้วยยา 2 ชนิด ได้แก่ ไอเอ็นเอช และไรแฟมพิซิน อีก 4 เดือน

     แพทย์จะย้ำเตือนให้ผู้ป่วยกินยาให้ตรงเวลาทุกวันห้ามลืมหรือเว้นบางมื้อบางวัน กำชับให้ญาติช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกินยาได้สม่ำเสมอ มิเช่นนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ทำให้รักษาไม่ได้ผล หรือต้องเปลื่ยนไปใช้ยาสูตรที่แรงขึ้น

     ส่วนผู้ป่วยที่เป็นเอดส์ร่วมกับวัณโรคปอด นอกจากให้ยาต้านไวรัสเอดส์แล้ว ยังต้องให้ยารักษาวัณโรค (ซึ่งเปลี่ยนแปลงสูตรยาที่แตกต่างกันออกไป) เป็นเวลานาน 9 เดือน

     แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปเมื่อใช้ยาได้ 2 สัปดาห์ อาการไข้และไอจะเริ่มทุเลา กินข้าวได้ และน้ำหนักขึ้น

     แพทย์จะทำการตรวจเสมหะ (ดูว่าเชื้อหายหมดหรือยัง) เป็นระยะๆ เช่น เมื่อกินยาครบ 2 เดือน 5 เดือน และเมื่อสิ้นสุดการใช้ยารักษา นอกจากนี้อาจทำการเอกซเรย์ปอดดูว่ารอยโรคหายดีหรือยัง

     ส่วนผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบ เช่น ผู้ป่วยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีประวัติเป็นโรคตับอยู่ก่อน หรืออายุมากกว่า 35 ปี เมื่อกินยารักษาวัณโรค ซึ่งอาจทำให้ตับอักเสบได้ แพทย์จะทำการตรวจเลือดดูระดับเอนไซม์ตับ  (AST, ALT) เพื่อดูว่ามีการอักเสบของตับเกิดขึ้นหรือไม่

ภาวะแทรกซ้อน

     โรคที่เกิดในปอด อาจลุกลามจนกลายเป็นภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด ภาวะมีลมในโพรงเยื่อหุ้มปอดถุงลมปอดโป่งพอง ฝีปอด (lung abscess) ไอออกเป็นเลือดมากถึงช็อก

     เชื้อวัณโรคอาจแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปทั่วร่างกาย กลายเป็นวัณโรคขออวัยวะต่างๆ ซึ่งอาจพบร่วมกับวัณโรคปอดหรือไม่ก็ได้ เช่น

วัณโรคต่อมน้ำเหลือง พบบ่อยที่ข้างคอ มีลักษณะเป็นก้อนบวมที่ข้างคอ นุ่ม ไม่มีอาการปวดเจ็บปวดอาจแตกมีหนองไหลเรื้อรัง โบราณเรียกฝีประคำร้อยไม่มีอาการเจ็บปวด
เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค มีอาการไข้ปวดศรีษะรุนแรง อาเจียนรุนแรง ซึม ชัก คอแข็ง
วัณโรคกระดูก เช่น วัณโรคข้อเข่า (มีไข้เรื้อรังข้อบวมแดงร้อน) วัณโรคกระดูกสันหลัง (มีอาการปวดหลังเรื้อรัง หลังคดโก่ง กดเจ็บ อาจมีอาการขาอ่อนแรง)
วัณโรคกล่องเสียง มีอาการเสียงแหบเรื้อรัง
วัณโรคลำไส้ มีอาการปวดท้องและท้องเดินเรื้อรัง น้ำหนักลด อาจคลำได้ก้อนในท้อง ถ้าลุกลามไปที่เยื่อบุช่องท้องทำให้เกิดอาการท้องมาน
วัณโรคไต ทำให้เป็นกรวยไตอักเสบเรื้อรังตรวจพบเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะให้ยาปฏิชีวนะ (ที่ไม่ใช่ยารักษาวัณโรค) หลายชนิดแล้วก็ไม่หาย
วัณโรคเยื่อหุ้มหัวใจ มีอาการไข้ คอบวม หายใจหอบเหนื่อย
     นอกจากนี้ ถ้าเกิดในทารกและเด็กเล็ก อาจกลายเป็นวัณโรคชนิดแพร่กระจาย (miliary tuberculosis) ซึ่งจะมีเชื้อปริมาณมากแพร่กระจายตามกระแสเลือดไปทั่วร่างกาย ผู้ป่วยจะมีไข้เป็นๆ หายๆ เรื้อรังน้ำหนักลด หายใจลำบาก อาจมีภาวะซีด หรือเลือดออก

การดำเนินโรค

     หากไม่ได้รับการรักษา ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวข้างต้น

     ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจจะทุเลาภายใน 1-2 สัปดาห์ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกสบายดี ผู้ป่วยก็จำเป็นต้องกินยาให้ครบ 6-9 เดือน ตามสูตรยาที่แพทย์แนะนำ ก็จะช่วยให้หายขาดได้ แต่ถ้ากินไม่ครบหรือกินๆ หยุดๆ ก็มักทำให้เชื้อดื้อยา การรักษาก็จะมีความยุ่งยากมากขึ้น หากมีการดื้อยาหลายขนาน โรคก็อาจเป็นเรื้อรังและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

การป้องกัน

     1.ฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) ซึ่งนิยมฉีดให้ทารกตั้งแต่แรกเกิด วัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิผลในการป้องกันวัณโรคชนิดแพร่กระจาย ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กเล็ก แต่อาจป้องกันวัณโรคปอดไม่ได้เต็มที่ ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนบีซีจีมาแล้วก็ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคปอด

     2.คนทั่วไปควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยการพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ ละเว้นจากการสูบบุหรี่การดื่มแอลกอฮอล์จัด และการใช้ยาเสพติด หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์

     3.เมื่อมีผู้ป่วยอยู่ในบ้านเดียวกัน ควรกำชับให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวตามคำแนะนำการแพทย์ (ดูหัวข้อ “การดูแลตนเอง”) ช่วงที่ผู้ป่วยกินยารักษาวัณโรคไม่ถึง 2 สัปดาห์ หรือยังไม่หายไอ ควรหลีกเลี่ยงการนอนอยู่ห้องเดียวกับผู้ป่วยถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องการติดเชื้อ

     4.ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยและผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ แม้ว่ารู้สึกสบายดีก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบทูเบอร์คูลิน (สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรทำการทดสอบ ทุก 6 เดือน) ถ้าพบว่าให้ผลบวกซึ่งแสดงว่าเป็นผู้ติดเชื้อวัณโรค แพทย์จะพิจารณาให้กินไอเอ็นเอชป้องกัน ขนาด 300 มก./วัน (เด็ก 10มก./กก./วัน) วันละครั้ง นาน 9-12 เดือน

     ตัวอย่างผู้ที่ควรกินไอเอ็นเอชป้องกัน เช่น

ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคระยะติดต่อ ผู้ที่พบรอยโรคในปอดจากภาพถ่ายรังสี ซึ่งมีผลการทดสอบทูเบอร์คูลินขนาด มากกว่าหรือเท่ากับ 5 มม. ควรกินยาป้องกันนานอย่างน้อย 12 เดือน
เด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบ ผู้ที่ฉีดยาเสพติดหรือติดแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยเบาหวาน ไตวายเรื้อรัง มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น นักโทษในเรือนจำ ผู้สูงอายุในสถานพักฟื้น บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล เป็นต้น) ซึ่งมีการทดสอบ ทูเบอร์คูลินขนาด มากกว่าหรือเท่ากับ 10 มม.
บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งมีผลการทดสอบทูเบอร์คูลินขนาดมากกว่าหรือเท่ากับ 15 มม.
ความชุก

     โรคนี้พบได้บ่อยในคนทุกกลุ่มวัย พบมากในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (ดูหัวข้อ “สาเหตุ”) และมักพบในคนที่มีฐานะยากจนหรืออยู่กันอย่างแออัด

โดย  นพ.สุรเกียรติ อาชานุภาพ
ที่มา : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 380 ธันวาคม 2553

เคล็ดลับถนอมดวงตา เอาใจคนทำงานติดหน้าจอ

จากสถิติพบว่า ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากกว่า 50% มักมีอาการปวดตา ตาแห้ง ตามัว สายตาอ่อนล้า และมีอาการปวดศีรษะ รวมถึงมีอาการอื่นๆ รบกวน เช่น ปวดเมื่อยคอและหลัง อาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์นานมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน แถมยังมีตัวแปรอีกหลายอย่างที่คอยทำร้ายสายตาของเรา ทั้งชนิดของจอคอมพิวเตอร์ แสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ แม้กระทั่งความสว่างของห้อง รวมไปถึงท่านั่งในขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็มีส่วนทำร้ายสายตาได้เช่นกัน เราจึงนำเคล็ดลับการถนอมดวงตา ในขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์มาฝากท่านผู้อ่าน จะมีเคล็ดลับอะไรบ้าง ไปดูกัน

กะพริบตาให้ถี่ขึ้น

เพราะอาการตาแห้งนั้น เกิดจากการที่เรากะพริบตาน้อยลง เนื่องจากว่าเรามีสมาธิอย่างมาก ในขณะที่กำลังทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งอัตราการกะพริบตาจะลดลงจาก 20-22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6-8 ครั้งต่อนาที ดังนั้น ถ้าไม่อยากมีอาการตาแห้ง ก็ควรกะพริบตาให้ถี่ขึ้น หรืออาจจะใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาก็ได้เช่นกัน

จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม

พยายามวางจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ด้านข้างของหน้าต่าง เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรจัดให้มีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50-70 เซนติเมตร จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตา ประมาณ 4-9 นิ้ว และไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป

ปรับความสว่างของห้อง

ควรปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่นั้นเกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้มูลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน และไม่เข้าตาโดยตรง หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีผิวสะท้อน เช่น โต๊ะสีขาว ควรเลือกใช้วัสดุที่มีผิวด้าน ที่สะท้อนแสงไม่มากจะเป็นการดีกว่า

เลือกใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่เวลาพิมพ์งาน

ควรเลือกใช้ตัวอักษรขนาดที่ใหญ่พอ และปรับความเข้มของตัวอักษรให้มากขึ้น ซึ่งขนาดตัวอักษรและความเข้มที่เหมาะสมจะสังเกตได้จากการที่เราอ่านตัวอักษรได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน หรือจะเลือกใช้จอคอมพิวเตอร์ชนิด LCD หรือจอแบนก็ยิ่งดี เพราะจะช่วยถนอมสายตาได้ดีกว่าจอแบบเก่า ที่เราเรียกว่า CRT นั่นเอง

ใช้แว่นตาที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์

ควรเลือกใช้แว่นตาที่มีเลนส์สีเขียวอ่อน เพราะจะช่วยให้สบายสายตา ภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ และเพื่อลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50-70 เซนติเมตร ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ดังกล่าวจะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือ หรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป

พักสายตาทุกๆ ชั่วโมง

เราควรเปลี่ยนอิริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อเป็นการพักสายตาและเพื่อป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์ ติดต่อกันเป็นเวลานานนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับนักติดจอทั้งหลาย รู้เคล็ดลับดีๆ แบบนี้แล้ว อย่าลืมนำไปปฏิบัติใช้กัน เพราะดวงตา ถือเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับเรามาก ถ้าเสียไปแล้ว จะเรียกคืนกลับมายากแน่นอน

ที่มา sanook.com

โรคตาแดงกำลังระบาดปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเป็นโรค “ตาแดง”

โรคตาแดง
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

  “โรคตาแดง” ถือเป็นอีกโรคหนึ่งที่ใกล้ตัวเรามากๆ เชื่อได้ว่าเกือบทุกคนอาจจะต้องเคยผ่านประสบการณ์การเป็นโรคตาแดงกันมาบ้าง และที่จะมีการพูดถึงเป็นประจำสมัยตอนเป็นเด็กก็คือ เมื่อเพื่อนเป็นโรคตาแดงแล้วห้ามมองตากัน จะทำให้เกิดอาการติดต่อ รวมไปถึงให้แลบลิ้นใส่คนที่เป็นตาแดงแล้วจะได้ไม่เป็นตาแดงกับเขาด้วย

 โรคตาแดง ที่มักระบาดในฤดูฝน ว่าแต่โรคตาแดงเกิดจากอะไร อาการโรคตาแดง วิธีป้องกันโรคตาแดง วิธีการรักษาโรคตาแดง ทำอย่างไร มาดูกัน

          หน้าฝนมาเยือนทีไร ก็มักจะนำหลาย ๆ โรคมาสู่คนเรา และหนึ่งในโรคสำคัญที่มักระบาดในฤดูฝน หรือในช่วงที่มีน้ำท่วม ก็คือ โรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา และติดต่อแพร่ระบาดผ่านกันได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ๆ ที่มีนิสัยชอบเล่นน้ำ อาจจะลงไปเล่นน้ำที่ท่วมขัง ซึ่งทุกปีกระทรวงสาธารณสุขจะออกมาประกาศเตือนให้เด็ก ๆ ระวังโรคตาแดง

 โรคตาแดง เกิดจากอะไร
ทั้งนี้ โรคตาแดงเป็นการอักเสบของเยื่อบุตาขาว อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ โดยทั่วไปจะมีอาการเจ็บเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหลหรือมีขี้ตา บางคนมีเยื่อบุตาขาวบวม อาจเริ่มเป็นตาเดียวก่อน แล้วค่อยลามไปตาอีกข้าง ซึ่งสามารถแยกสาเหตุตาแดงออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
     
       1. ตาแดงจากเชื้อไวรัส มักจะไม่ค่อยมีขี้ตา แต่มีน้ำตาไหล เคืองตามาก อาจมีต่อมน้ำเลืองที่หน้าหูโต มักเริ่มเป็นที่ตาใดตาหนึ่งก่อน และลามไปเป็นทั้งสองตาอย่างรวดเร็ว มีประวัติติดต่อกันในคนหมู่มากหรือจากที่ทำงาน โรงเรียน หรือในครอบครัว มักจะหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์
     
       2. ตาแดงจากเชื้อแบคทีเรีย  จะมีขี้ตาเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง อาจเป็นตาเดียวหรือสองตาก็ได้ ติดต่อกันได้เช่นกัน แต่จะระบาดน้อยกว่าตาแดงจากเชื้อไวรัส และ 3.ตาแดงจากโรคภูมิแพ้ จะมีอาการคันตามาก น้ำตาไหล อาจมีขี้ตาขาวหรือเหนียว หนังตาบวม มักมีประวัติเป็นๆ หายๆ อาจมีสาเหตุของการแพ้ชัดเจนหรือมีอาการแพ้ของร่างกายส่วนอื่น เช่น หอบหืดร่วมด้วย เป็นต้น

       โดยทั่วไปโรคตาแดงมักไม่ทำให้ปวดตามาก หรือตามัว ดังนั้น หากคนที่เป็นตาแดงแล้วมีอาการปวดตา ตาแดงมาก ตามัว หรือมองสู้แสงไม่ได้ ควรรีบพบจักษุแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นโรคอื่น เช่น ต้อหิน ม่านตาอักเสบ ซึ่งถ้ารักษาช้าอาจเกิดความพิการอย่างถาวรของตาได้

          โรคตาแดง (Conjunctivitis) เป็นโรคทางตาที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

           โรคตาแดง จากเชื้อไวรัส (Viral Conjunctivitis)

           เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตาจากการติดเชื้อไวรัส เป็นกลุ่มอาดิโนไวรัส (Adenovirus) ที่แบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ ได้มากกว่า 50 กลุ่ม และประมาณ 1 ใน 3 สามารถทำให้เกิดโรคตาแดงได้ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด มักพบในช่วงฤดูฝน หรือน้ำท่วม และมักเกิดกับเด็กเล็ก ๆ ทั้งนี้การติดเชื้อไวรัสตาแดงมีทั้งหมด 3 ชนิด คือ

           1.ชนิดคออักเสบร่วมด้วย

           2.ชนิดตาอักเสบไม่มาก

           3.ชนิดตาอักเสบรุนแรง ซึ่งชนิดสุดท้ายเป็นชนิดที่มีความรุนแรงมากกว่าทุกชนิด

           โรคตาแดง จากเชื้อแบคทีเรีย

          เป็นการอักเสบของเยื่อบุตาที่เกิดจากการติดเชื้อ S.epidermidis, S.aureus ซึ่งก็ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุตาเช่นเดียวกับเชื้อไวรัส

           โรคตาแดงจากภูมิแพ้ (Allergic Conjunctivitis)

          เป็นการอักเสบของเยื่อบุตาที่เกิดจากการแพ้ เช่น แพ้เกสรดอกไม้ ฝุ่น ยา ควันบุหรี่ เป็นต้น มักจะเป็น ๆ หาย ๆ และเป็นร่วมกับโรคภูมิแพ้ของอวัยวะอื่น เช่น น้ำมูกไหล หืด หรือผื่นแพ้ที่ผิวหนัง เมื่อเป็นติดต่อกันนาน ๆ จะทำให้เป็นต้อลมและต้อเนื้อได้ อาการสำคัญคือ จะรู้สึกคันหัวตามาก ๆ มักมีตาแดงเรื่อ ๆ ทั้งสองข้าง รู้สึกระคายเคืองตา ตาบวม ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้

โรคตาแดง

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ โรคตาแดง

           โรคตาแดง สามารถพบได้ในทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน ผุ้ใหญ่ ตลอดจนผู้สูงอายุ และมักเกิดในโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ทำงาน สถานเลี้ยงเด็ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก และ โรคตาแดง มักจะระบาดในช่วงฤดูฝน และระยะเวลาของโรคจะเป็นประมาณ 5-14 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนอย่างอื่น

โรคตาแดง ติดต่อกันทางไหน 

          โรคตาแดง สามารถติดต่อได้ง่าย ๆ โดย

           1.การคลุกคลีใกล้ชิด หรือสัมผัสกับผู้ป่วยโรคตาแดง ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดการติดต่อ โรคตาแดง จากการสัมผัสน้ำตาของผู้ป่วยที่ติดมากับนิ้วมือ และแพร่จากนิ้วมือมาติดที่ตาโดยตรง

           2.ใช้เสื้อผ้า หรือสิ่งของร่วมกับผู้ป่วย
       
           3.ฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา

           4.แมงหวี่ หรือแมลงวันตอมตา

           5.ไม่รักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะมือและใบหน้า

          ทั้งนี้ โรคตาแดง จะไม่ติดต่อทางการสบสายตา ทางอากาศ หรือรับประทานอาหารร่วมกัน และอาการต่าง ๆ จะเกิดได้ภายใน 1-2 วัน และระยะการติดต่อไปยังผู้อื่นประมาณ 14 วัน

       เรียกได้ว่าเป็นคำพูดที่ชวนให้เข้าใจผิดกันไปไกล ทั้งที่ “โรคตาแดง” นั้น เกิดจากการที่ดวงตามีการสัมผัสกับเชื้อโรค ซึ่งอาจเกิดจากการเอามือไปสัมผัสกับเชื้อโรคตามโต๊ะ เก้าอี้ หรือสิ่งของที่ใช้ร่วมกันกับคนเป็นตาแดงที่ใช้มือสัมผัสตาแดงของตนแล้วยังไม่ได้ล้างมือ แล้วมาสัมผัสตาตัวเองต่อ ไม่ได้เกิดจากการจ้องมองตากันแล้วเชื้อโรคกระโดดก็ใส่ดวงตาแต่อย่างใด และไม่จำเป็นต้องไปแลบลิ้นใส่คนที่เป็นตาแดงด้วย
           

       สำหรับการป้องกันโรคตาแดงนั้นสามารถทำได้โดย
       1. ไม่ใช้มือสัมผัสตา
       2. ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แว่นตา เครื่องสำอาง
       3. ไม่สัมผัสมือหรือตาผู้ป่วย
       4. หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งที่เผลอถูกตา รวมทั้งก่อนและหลังหยอดตา

       ส่วนการรักษานั้นหากเกิดจากเชื้อไวรัส มักจะหายได้เอง 1-2 สัปดาห์ แต่การประคบเย็นที่ตาจัช่วยให้สบายตาขึ้น หรือใช้ยาหยอดตากลุ่มยาต้านฮีสตามีน เมื่อมีอาการวันละ 3-4 ครั้ง ช่วยลดอาการระคายเคืองตา ถ้าเริ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ ให้หยอดยาปฏิชีวนะเช่นเดียวกับตาแดงที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย โดยเมื่อหยอดยา 2 ชนิดพร้อมกันจะต้องทิ้งช่วงห่างประมาณ 5 นาที เพื่อไม่ให้ยาล้างกันออกก่อนซึมเข้าตา ที่สำคัญไม่ควรหยดยาที่มีสเตียรอยด์ เพราะจะทำให้หายช้า และอาจมีการติดเชื้ออื่นแทรกซ้อน

       โรคตาแดงจากเชื้อปฏิชีวนะ ควรทำความสะอาดตา ขี้ตา และใช้ยาหยอดตาที่มียาปฏิชีวนะวันละ 4 ครั้งจนไม่มีขี้ตา แต่ต้องระวังการแพ้ยา โดยหากมีอาการหนังตาบวมแดง ให้หยุดยาและรีบนำยามาปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรว่าเกิดจากการแพ้ยาหรือไม่ ถ้าใช่ต้องจดจำชื่อยาที่แพ้ไว้ เพื่อเลี่ยงการหยอดตานั้นในครั้งต่อไป นอกจากนี้ เมื่อเป็นโรคตาแดงแล้ว สิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือ
       1. ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสน้ำตา ขี้ตา รวมทั้งก่อนและหลังหยอดยา
       2. พักผ่อนให้เพียงพอ
       3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่นเป็นเวลา 7 วันหลังมีอาการเพื่อลดการแพร่เชื้อ
       4. ไม่ใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น
       5. ไม่แนะนำให้ใช้ผ้าปิดตาเพราะจะยิ่งทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้มากขึ้น
       6. เปลี่ยนปลอกหมอนทุกวัน

       ข้อควรรู้ ***ตาแดงอย่างไรอันตราย!***
     
       โรคตาแดงเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และจากโรคภูมิแพ้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงขั้นตาบอด ข้อสังเกตคือเมื่อเป็นตาแดงจะต้องไม่มีอาการตามัวลง แต่ถ้ามีอาการตาแดงร่วมกับการมองเห็นลดลงหรือตามัว ให้ระวังว่าอาจเกิดจากโรคตาที่อันตราย ถ้ามีอาการดังนี้แล้วมีขี้ตา อาจเกิดจากการเป็นหนองที่กระจกตา หรือการติดเชื้อรุนแรงในลูกตา ถ้าไม่มีขี้ตาอาจเกิดจากกระจกตาอักเสบหรือม่านตาอักเสบ ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าวต้องรีบไปพยจักษุแพทย์
       นอกจากนี้ ภาวะตาแดงอาจเกิดจากเลือดออกใต้เยื่อบุตาขาว มักเกิดจากการเผลอไปขยี้ตา อาจเพิ่งสังเกตเห็นในตอนตื่นนอนลักษณะตาเป็นปื้นสีแดงสดที่บริเวณตาขาว ไม่มีอันตราย เลือดจะไม่เข้าตาดำ ไม่ทำให้ตามัวและไม่ติดต่อกัน แนะนำว่าอย่าขยี้ตา อาจใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบตาวันละ 10 นาที เลือดมักค่อยๆ จางและหายสนิทใน 10-14 วัน
     
       ขอบคุณข้อมูลจากคู่มือสุขภาพตาดีสำหรับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ จัดทำโดยภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
     

ดูแลรักษาหัวใจให้ปลอดภัยจากโรค

หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายที่ทำงานโดยไม่มีวันหยุด หากหัวใจหยุดเต้น นั่นยอมหมายถึงการสิ้นสุดของชีวิตด้วยเช่นกัน ดังนั้นการดูแลหัวใจให้แข็งแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

โดย รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์

       สำหรับรายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่าในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากรศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการดูแลหัวใจให้ปลอดภัยจากโรค

หน้าที่ของหัวใจ

       หัวใจมีหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยทำงานไม่มีวันหยุด หากหัวใจไม่ทำงานร่างกายก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

       สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดปัญหากับหัวใจที่พบได้บ่อยในประเทศไทย ได้แก่ การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารประเภทแป้ง อาหารที่มีรสหวานจัด อาหารที่มีไขมันสูง และขาดการออกกำลังกาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อันมีผลต่อการเกิดโรคหัวใจตามมา
       นอกจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น พันธุกรรมก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วยเช่นกัน โดยในผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้ และสำหรับโรคบางโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคลูปัส ก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้มากขึ้นด้วย

โรคหัวใจที่พบได้บ่อยในประเทศไทย

       ในประเทศไทย โรคหัวใจที่พบได้บ่อยคือโรคของหลอดเลือด ซึ่งหัวใจมีหน้าที่ในการปั้มเลือด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการเลือดไปเลี้ยงตัวเองผ่านทางหลอดเลือด 3 เส้น ซึ่งเมื่อมีการใช้งานไปนาน ๆ หลอดเลือดเหล่านี้ก็จะมีไขมันและหินปูนไปสะสม เกิดเป็นตะกรันและทำให้หลอดเลือดตีบได้ หากตระกรันนี้เกิดการปริแตกออก ก็จะทำให้ลิ่มเลือดอุดตัน และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันได้ นอกจากนั้นยังอาจก่อให้เกิดความทุพลภาพได้ด้วย

โรคหัวใจ ไม่ใช่โรคของผู้สูงอายุเท่านั้น

       โรคหัวใจเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันสามารถพบโรคนี้ได้ในผู้ที่อายุน้อยลงกว่าเดิมมาก โดยพบผู้ป่วยในช่วงอายุ 30 – 40 ปีมากขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับคนในช่วงวัยดังกล่าวต้องออกไปทำงานและมีโอกาสสัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ มากขึ้น เช่นผู้ขับรถแท็กซี่ ซึ่งมีเวลารับประทานอาหารน้อย และมักเลือกรับประทานอาหารประเภทแป้งและมีไขมันสูง ไม่ค่อยได้ออกกกำลังกาย และบางรายยังสูบบุหรี่ด้วย ปัจจุบันจึงพบว่าผู้ขับแท็กซี่เป็นโรคหัวใจกันมากขึ้น

โรคหัวใจ…เป็นแล้วหายได้หรือไม่?

       ผู้ป่วยโรคหัวใจบางราย เมื่อได้รับการรักษาแล้วจะสามารถหายขาดจากโรคได้ แต่บางรายจะไม่หาย โดยคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคหัวใจมักต้องรับประทานยาตลอดไป เพื่อลดโอกาสในการกลับเป็นซ้ำ
       ปัจจุบันยาสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจได้เปลี่ยนบทบาทจากการรักษาโรคมาเป็นป้องกันโรค ซึ่งก็ได้ผลมากในการลดอุบัติการณ์การกลับมาเป็นซ้ำและอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ เพราะฉะนั้นการรับประทานยาจึงมีความจำเป็นสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ

นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการดูแลหัวใจ

       สำหรับนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการดูแลหัวใจ จะเป็นเรื่องของการช่วยตรวจหาโรคหัวใจให้ได้เร็วขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็จะมีการอัลตราซาวด์เพื่อดูคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ การทำ CT Scan เพื่อดูปริมาณหินปูนในหลอดเลือดของหัวใจ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีมานานแล้ว แต่ปัจจุบันยังใช้กันไม่แพร่หลายนัก

การดูแลหัวใจ

       สำหรับการวิธีการดูแลหัวใจที่ดีทั้งในส่วนของผู้ที่ป่วยเป็นโรคัวใจแล้ว ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงสูง และผู้ที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งได้แก่ หยุดสูบบุหรี่รวมทั้งหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ที่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารอย่างพอเหมาะ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทแป้ง อาหารที่ที่มีรสหวานจัด อาหารที่มีไขมันสูง และสำหรับผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคหัวใจ รวมทั้งผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจสูงก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อตรวจคัดกรองหาโรคหัวใจด้วย
       ในด้านของการออกกำลังกาย สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเช่นกันว่าสามารถทำได้หรือไม่ และควรออกกำลังกายมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไป แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและคนปรกติออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง ครั้งละ 30 – 40 นาที ซึ่งการเดินก็เป็นออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ทำได้ง่าย โดยการเดินเพื่อออกกำลังกายที่เหมาะสมคือเดินครั้งละ 20 นาที สัปดาห์ละ 4 ครั้ง ซึ่งพบว่าการออกกำลังกายโดยการเดินที่เหมาะสมจะสามารถสามารถลดโอกาสในการเกิดโรคหัวใจในผู้ที่ยังไม่ได้เป็นโรคหัวใจหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้ ส่วนผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้วก็มีโอกาสในเกิดการเจ็บป่วยซ้ำใหม่น้อยลง

โดย รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
จากรายการ :    “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”
ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)
วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 15 กันยายน 2555 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.

ระวัง… อาหารโซเดียมสูง มาลดเค็มเพื่อต้านโรคกันเถอะ

“เค็ม” …เป็นอีกรสชาติหนี่งที่ทำให้อาหารอร่อยขึ้น จนคนส่วนใหญ่เผลอใจ ติดรสเค็มโดยไม่รู้ตัว และอาจไม่รู้ว่าตามหลักโภชนบัญญัตินั้น เขาแนะนำให้ประชาชน บริโภคน้ำมัน น้ำตาล และเกลือ น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เช่น คนในวัยผู้ใหญ่ควรได้รับโซเดียมประมาณวันละ ๒๓๐ มิลลิกรัม หรือประมาณ ๑ ใน ๑๐ ของ ๑ ช้อนชา เท่านั้น

(ปริมาณสูงสุดที่องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้คือ วันละ ๖ กรัม ซึ่งมีโซเดียม อยู่ ๒,๔๐๐ มิลลิกรัม)
หากเรากินอาหารรสเค็มจัดที่ได้จากเกลือโซเดียม มากกว่า ๖ กรัมต่อวัน หรือมากกว่า ๑ ช้อนชาขึ้นไป เป็นประจำ ก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคลมปัจจุปัน (หรือโรคหลอดเลือดสมองแตก) โรคหัวใจ และ ไตวาย รวมทั้ง โรคกระดูกพรุน ขณะเดียวกันคนที่เริ่มเป็น โรคต่างๆ ข้างต้นนั้น ก็ต้อง ระมัดระวังอาหารที่มีโซเดียมสูง อย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ในโรคที่เป็นอยู่ หรือกลายเป็นโรคเรื้อรังที่รักษายาก และอาจเป็น อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ 
*** โซเดียมคืออะไร 
โซเดียมคือ เกลือแร่ (สารอาหาร) ชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยโซเดียมจะทำหน้าที่ควบคุม ความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิต ให้อยู่ในระดับปกติ ช่วยในการทำงาน ของประสาทและกล้ามเนื้อ (รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจด้วย) ตลอดจนการดูดซึมสารอาหาร บางอย่าง ในไตและลำไส้เล็ก
โซเดียมที่เราบริโภคกันเป็นประจำก็คือโซเดียมที่อยู่ในรูปของ เกลือแกง (เกลือ มีส่วนประกอบอยู่ ๒ อย่าง คือโซเดียมกับคลอไรด์) น้ำปลา ซึ่งมีรสเค็ม แต่ยังมีอาหารอีกมากชนิดที่ไม่มีรสเค็ม แต่มีโซเดียม แฝงอยู่สูงมาก ชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึง จึงเป็นความจำเป็นที่เราทุกคน ต้องรู้ว่าอาหารชนิดใดบ้าง ที่มีโซเดียมสูง เพื่อจะได้ไม่เผลอกินเพลินจนเจ็บป่วย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าคนไทยกินเกลือ ที่มีอยู่ ในอาหารและเครื่องปรุงรส โดยเฉลี่ยวันละประมาณ ๗ กรัม นี่เป็นคำตอบว่าทำไมคนไทย จึงป่วย ด้วยโรค จากการกินเพิ่มขึ้นทุกวัน
*** อาหารที่มีโซเดียม ได้แก่
๑. อาหารธรรมชาติ หลายคนอาจ เพิ่งทราบว่าโซเดียมมีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติแทบทุกชนิด โดยอาหารจาก เนื้อสัตว์ต่างๆ จะมีโซเดียมสูง ส่วนอาหารธรรมชาติที่มีโซเดียมต่ำ ได้แก่ ผลไม้ทุกชนิด ผัก ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้ง และเนื้อปลา ซึ่งอาหารสดเหล่านี้มีปริมาณโซเดียมที่เพียงพอ กับความต้องการของร่างกาย โดยไม่จำเป็นต้อง เรียกหาเครื่องปรุงรสใดๆ เลย (นอกจากความอยาก หรือกิเลสส่วนตัวเรียกร้อง)
๒. อาหารแปรรูปหรือการถนอมอาหาร ได้แก่ อาหารกระป๋องทุกชนิด อาหารหมักดอง อาหารเค็ม อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง ผลไม้ดอง เป็นต้น
๓. เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ เช่น เกลือ (ทั้งเกลือเม็ดและเกลือป่น) น้ำปลา (ซึ่งจะมีปริมาณของเกลือ แตกต่างกันคือ ร้อยละ ๒๓-๓๕) ซอสปรุงรสที่มีรสเค็ม (เช่น ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้ำบูดู กะปิ ปลาร้า ปลาเจ่า เต้าหู้ยี้ รวมทั้งซอสหอยนางรม) ซอสปรุงรสที่ไม่มีรสเค็มหรือเค็มน้อย (เช่น ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำจิ้มต่างๆ ที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ซอส เหล่านี้แม้จะมีโซเดียมปริมาณไม่มากเท่าน้ำปลา แต่คนที่ต้องจำกัดโซเดียมก็ต้องระวังไม่กินมากเกินไป)
๔. ผงชูรส แม้เป็นสารปรุงรสที่ไม่มีรสเค็ม แต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยประมาณร้อยละ ๑๕ และที่เรารู้ๆ กันอยู่ก็คือ อาหารสำเร็จรูปต่างๆ ที่ขายในท้องตลาด มักมีการเติมผงชูรสลงไป แทบทุกชนิด เพื่อให้อาหารมีรสอร่อยขึ้น หรือแม้การปรุงอาหารในบ้าน หลายครัวขาดผงชูรสไม่ได้เลย (ความอร่อยนี้เป็นสิ่งเสพติดที่มีโทษต่อสุขภาพ)
๕. อาหารกระป๋องต่างๆ เช่น ผลไม้กระป๋อง ปลากระป๋อง และอาหารสำเร็จรูปต่างๆ ขนมกรุบกรอบ เป็นถุง เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีการเติมเกลือหรือสารกันบูด ซึ่งมีโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก
๖. อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่างๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง
๗. ขนมต่างๆ ที่มีการเติมผงฟู (Baking Powder หรือ baking Soda) เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง ซึ่งผงฟูที่ใช้ในการทำขนมเหล่านี้มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบคาร์บอเนต) รวมถึงแป้งสำเร็จรูป ที่ใช้ทำขนมเองก็มี โซเดียมอยู่ด้วย เพราะได้ผสมผงฟูไว้แล้ว
๘. น้ำและเครื่องดื่ม น้ำฝนเป็นน้ำที่ปราศจากโซเดียม แต่น้ำบาดาลและน้ำประปามีโซเดียมปนอยู่บ้าง ในจำนวนไม่ 
มากนัก ส่วนเครื่องดื่มเกลือแร่ยี่ห้อต่างๆ มีการเติมสารประกอบของโซเดียมลงไปด้วย เพราะมี จุดประสงค์ ให้เป็นเครื่องดื่ม สำหรับนักกีฬาหรือผู้ที่สูญเสียเหงื่อมาก ส่วนน้ำผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักมีการเติมสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) ลงไปด้วย ทำให้น้ำผลไม้เหล่านี้ มีโซเดียมสูง วิธีหลีกเลี่ยงคือดื่ม น้ำผลไม้สดจะดีกว่า
โดยภาพรวมจะเห็นว่าอาหารปรุงแต่ง มาก อาหารแปรรูปที่ผ่านกระบวนการต่างๆ จะมีโซเดียมสูง ดังนั้น ถ้ากินอาหารแปรรูป หรืออาหารสำเร็จรูปมากหรือบ่อยเท่าไหร่ เราก็จะได้รับโซเดียมส่วนเกิน วันละเยอะแยะ มากมาย ทั้งที่ความจริงแล้ว ร่างกายต้องการเกลือ ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะร่างกายไม่สามารถทนรับเกลือ ในปริมาณมากๆ ได้ โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็ก ที่ไม่สามารถ ขับถ่ายโซเดียมได้ดี เท่ากับผู้ใหญ่ ดังนั้นพ่อแม่จึงไม่ควรเติมเกลือในอาหารของลูกเล็กๆ หรือซื้ออาหาร สำเร็จมาให้ลูกกิน (ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ) ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขเอง ก็มีประกาศในเรื่องนี้ อย่างเคร่งครัด ที่ห้ามผู้ผลิตเติมเกลือหรือสารประกอบโซเดียมใดๆ ในอาหารเด็ก (แต่ก็ต้องระวัง เพราะอาจจะมีหลงหู หลงตาไปบ้าง)
*** กินเกลือให้น้อยลง
อย่างที่ได้ทราบกันแล้วว่าอาหารหลายชนิดมีเกลือ “ซ่อนเร้น” อยู่ ดังนั้นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยลดการบริโภค เกลือลงคือ พยายามใช้เกลือ (น้ำปลา หรือซีอิ๊ว) ให้น้อยลงในการประกอบอาหาร หรือปรุงรสเวลากิน และอย่าลืมอ่านฉลากอาหาร ต่างๆ ทุกครั้งก่อนซื้อมากิน หรือคนที่ อ่านฉลากเสมอบางคน ก็ดูแค่เพียง ปริมาณแป้ง ไขมัน หรือน้ำตาลเท่านั้น แต่ลืมดูปริมาณของโซเดียม โดยทั่วไปฉลากอาหาร มักระบุปริมาณเกลือในรูปปริมาณโซเดียม วิธีเทียบหาปริมาณเกลือคือ ถ้าหน่วยของโซเดียม ที่ให้มา เป็นกรัม (ก.) ให้คูณด้วย ๒.๕ แต่หากหน่วยเป็นมิลลิกรัม (มก.) ให้คูณด้วย ๒.๕ แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้ มาหารด้วย ๑,๐๐๐ ปริมาณโซเดียมที่คนเราต้องการคือ วันละ ๐.๕ – ๒.๓ กรัม
อาหารเค็มจัดหรืออาหารที่มีโซเดียม สูง กำลังก่อให้เกิดโรคกับผู้คนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ โรคความดันโลหิตสูง ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ฆาตกรเงียบ” เพราะมันมาแบบเงียบๆ แบบไม่มีสัญญานเตือน และกว่าจะรู้ตัว ก็ปรากฏว่า เป็นโรคความดันโลหิต สูงไปเสียแล้ว โรคนี้เป็นแล้วไม่หายขาด ขึ้นอยู่กับ การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยรายใด มีวินัยในการกินตามที่แพทย์แนะนำ ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ อย่างปกติสุขตามอัตภาพ แต่หากละเลยการดูแลตัวเอง ในที่สุดก็ จะมีโรคอื่นแทรกซ้อนตามมาอีก มากมาย และเมื่อนั้นความสุขในชีวิตก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะมีความทุกข์ ทรมานจากโรคต่างๆ มาเบียดเบียน
ทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากเจ็บป่วย หรือเป็นโรคอยู่แล้วและอยากให้อาการดีขึ้น คือ ต้องหัดกินอาหาร รสจืดให้ได้ เป็นปกติ กินอาหารรสจัดให้น้อยลง แล้วจะรู้ว่า รสจืดก็มีความอร่อย… อร่อยแบบจืดๆ
# ข้อมูลบางส่วนจาก นิตยสาร Gourmet & Cuisine January ๒๐๐๕ หน้า ๘๓

1.ไม่ตั้งเครื่องปรุงไว้บนโต๊ะอาหาร (ลดหรืองดเหยาะเกลือ พริกน้ำปลา ซีอิ้ว ลงในอาหารต่างๆ)

2.ปรุงอาหารโดยลดปริมาณการเติมเกลือ น้ำปลา หรือซอสปรุงลดต่างๆลง

3.งดอาหารสำเร็จรูป เช่นอาหารบรรจุกระป๋อง อาหารแช่แข็งและ อาหารหมักดอง

4.บริโภคอาหารสดใหม่แทนอาหารสำเร็จรูป

5.เมื่อสั่งอาหารนอกบ้านให้บอกแม่ครัวว่าไม่เค็มและไม่ใส่ผงชูรส

6.หลีกเลี่ยงอาหารจานด่วน เช่น เฟรนไฟรน์ แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด และ พิซซ่า ซึ่งอาหารเหล่านี้มักให้ปริมาณโซเดียมสูง

7.ปรุงอาหารเน้นรสเปรี้ยว รสเผ็ด และเครื่องเทศต่างๆ เพื่อให้อาหารให้มีรสชาติดีแทนการเติมผงชูรสหรือซอสปรุงรสในปริมาณมาก

8.ลดความถี่ของการบริโภคอาหารที่ต้องมีเครื่องปรุง น้ำจิ้ม เช่น สุกี้ หมูกะทะ รวมถึงควรลดปริมาณน้ำจิ้มที่บริโภคด้วย

9.อ่านปริมาณโซเดียมบนฉลากโภชนาการทุกครั้งเพื่อเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ต่างก่อนเลือกซื้อสินค้า


เอกสารอ้างอิง
1. ธิษณา จรรยาชัยเลิศ, สุนทรินทร์ สัจจะวัชรพงศ์, และไตรภพ มีชัย. จากพื้นฐานโภชนาการสู่ฉลากหวาน มัน เค็ม. ม.ป.ท., ม.ป.ป.

5 ปัจจัยเสี่ยงทำร้ายมดลูก (ชีวจิต)

           ศาสตราจารย์นายแพทย์ สมบูรณ์ คุณาธิคม เลขาธิการราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย มาตอบคำถาม “ปัญหาสุขภาพมดลูก” อย่างกระจ่าง …ดังนี้

           “สิ่งแรก ๆ ที่ทำให้เราทราบว่าเกิดความผิดปกติกับมดลูกและระบบสืบพันธุ์ของสตรี คือ การเกิดเลือดออกผิดปกติ และประจำเดือนที่คลาดเคลื่อน หรือขาดหายไป ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากระบวนการทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติ และมีต้นเหตุจากหลายประการ…”

ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ 

           “ในกรณีที่พยาธิสภาพของรังไข่ของบางคน อาจมีการทำงานที่ผิดปกติอยู่แล้ว เช่น การทำงานของต่อมไทรอยด์อาจมีปัญหา จึงส่งผลให้การผลิตฮอร์โมน เพื่อมาควบคุมรังไข่ทำงานไม่เป็นไปตามปกติ …นี่เป็นส่วนเดียวที่เราไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติได้ นอกเหนือจากนั้นเราต้องรู้จักดูแลตัวเองครับ”

อ้วนเกิน-ผอมเกิน-เครียดเกิน 

           “บางคนอ้วนมากเกินไป บางคนผอมเกินไป หรือ บางคนก็เคร่งแครียด และวิตกกังวลมาก ๆ ทั้งสามปัจจัยนี้อาจส่งผลให้ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนไปควบคุมการทำงานของรัง ไข่ทำงานได้ไม่เป็นปกติไปจนถึงยับยั้งการตกไข่ คนกลุ่มนี้จึงมักมีปัญหาประจำเดือนคลาดเคลื่อนไปจนถึงขาดหาย หรือมีเลือดออกผิดปกติได้”

ยา และอาหารทำร้ายมดลูก

           “ทุกวันนี้มีคนที่รับยา (ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ) หรือสารอาหารบางประเภทที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนผสมอยู่เยอะ ๆ ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้เป็นอีกเรื่องที่คอยระวัง เพราะอาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งโพรงมดลูกได้”

           นอกจากนี้คุณหมอสมบูรณ์บอกว่า การป่วยเป็นโรคเบาหวานก็อาจส่งผลร้าย ทำให้เป็นโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับมดลูกได้ สอดคล้องกับที่ดร.สาทิส อินทรกำแหง กูรูของชาวชีวจิตเคยอธิบายไว้ว่า การรับประทานอาหารหวาน หรือขนมหวานต่าง ๆ มากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นซีสต์ที่มดลูกหรือรังไข่ และนำมาซึ่งการเป็นมะเร็งเกี่ยวกับมดลูกได้ต่อไป ดังนั้นหากคุณผู้หญิงคนไหนชื่นชอบการทานขนมหวาน หรือกำลังประสบปัญหาโรคเบาหวานอยู่ ต้องดูแลระมัดระวังตัวเองให้ดีนะคะ

เพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ 

           “การเกิดการอักเสบติดเชื้อภายในมดลูก จะเริ่มต้นมาจากการติดเชื้อที่ช่องคลอดก่อน แล้วเข้ามาสู่มดลูก ท่อนำไข่ (ปีกมดลูก) และรังไข่ ซึ่งเรียกโดยรวมว่าเป็นอาการ “อุ้งเชิงกรานอักเสบ” ซึ่งส่วนใหญ่อาจมีผลมาจากการมีเพศสัมพันธุ์ที่เสี่ยง คือ คู่สมรสมีคู่นอนหลายคน ทำให้โอกาสที่จะได้รับเชื้อบางอย่างที่ทำให้มีการอักเสบนั้นเกิดได้สูง ยกเว้นเพียงในบางรายเท่านั้นที่เราพบว่า มีอาการไส้ติ่งอักเสบแล้วเรื้อรังมาอักเสบต่อยังปีกมดลูกได้”

ป้องกันและแก้ไข ให้มดลูกแข็งแรง

           “สำหรับคนที่ยังไม่เจ็บป่วย สุขภาพที่ดีของมดลูกเป็นผลโดยอ้อมจากการดูแลสุขภาพร่างกาย และจิตใจให้สมบูรณ์แข็งแรงครับ เพราะเมื่อสุขภาพเราดี กินอาหารที่ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การทำงานของฮอร์โมนในร่างกายก็จะเป็นปกติ และส่งผลให้มดลูกและรังไข่ มีการเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือนได้อย่างที่ควรจะเป็นเช่นกัน”

           “แต่สำหรับใครที่เกิดปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมา เราสามารถแก้ไขตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านั้นให้กลับมาเป็นปกติได้ ยกตัวอย่างเช่น คนที่น้ำหนักมากเกินก็ควรลดน้ำหนักลงมา ซึ่งเพียงคุณลดได้สักร้อยละ 5-10 จากน้ำหนักตัวเดิม ประจำเดือนก็จะเริ่มมาเป็นปกติขึ้นแล้วครับ”

           “ส่วนเรื่องยาและอาหารเสริมที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนปริมาณมาก ก็ควรเลี่ยง และต้องดูแลสุขภาพให้ดี โดยเฉพาะหากเป็นโรคเบาหวานก็ต้องรักษาให้หายขาด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ”

ต่อไปนี้เป็น “ท่าบริหารช่องคลอดเพื่อสุขภาพมดลูก และป้องกันกระบังลมหย่อน” ที่คุณหมอแนะนำค่ะ

           “สำหรับคุณผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตร นอกจากบริหารเพื่อให้หน้าท้องและรูปร่าง กลับมาสมส่วนเหมือนเดิมแล้ว การกายบริหารบริเวณช่องคลอดก็มีความสำคัญ เพราะสตรีที่คลอดลูกหลายครั้งมักมีอาการ “กระบังลมหย่อน” หรือ “มดลูกหย่อน” แต่แก้ไขได้ไม่ยาก คือ หลังจากแผลทำคลอดหายเจ็บแล้ว ให้ใช้ “วิธีขมิบก้นแล้วคลาย” ซ้ำ ๆ ประมาณ 50-100 ครั้งต่อวัน สามารถทำได้แทบทุกเวลาแม้ทำกิจกรรมอื่นอยู่ การทำแบบนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่หย่อนอยู่บริเวณรอบ ๆ ผนังช่องคลอดแข็งแรงขึ้น”

           นอกจากนี้ เราขอแนะนำ “ท่าแถม” ซึ่งเป็นท่าสุดท้ายของการรำกระบอง ที่ชาวชีวจิตทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีค่ะ ท่านี้ช่วยกระตุ้นการทำงานของอัณฑะและรังไข่ได้เป็นอย่างดี

           เริ่มจากยืนตัวตรง กางขาเล็กน้อย หลังจากนั้นนำกระบองมาไว้ด้านหลังลำตัวบริเวณเอวโดยใช้สองแขนคล้องเอาไว้ นำฝ่ามือมาประสานกันหรือวางราบตรงหน้าท้อง หลังจากนั้นเขย่งปลายให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ และลดตัวลงนั่งโดยยังเขย่งปลายเท้าอยู่ ตามองตรง หลังตรงไม่ก้ม และขย่มตัวให้ก้นแตะส้นเท้า 3 ครั้ง และค่อย ๆ ยืนขึ้น ทำแบบนี้ประมาณ 20-30 ครั้งต่อวันค่ะ

           นอกจากการออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของมดลูกแล้ว คุณหมอสมบูรณ์ยังแนะนำว่า การอยู่แบบ “คู่สามี-ภรรยาเดียว” ก็ช่วยแก้ปัญหาเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ทุกประเภท เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ต้องปฏิบัติจริงจัง จะพูดแต่เพียงลมปากไม่ได้ค่ะ

ไขข้อคาใจ “เรื่องเล่า” เกี่ยวกับมดลูก

 ทำไมคนวัย 40 ปีขึ้นไปจึงตัดมดลูก กันเยอะขึ้น

           “เหตุผลที่คนวัย 40-45 ปีขึ้นไปผ่าตัดมดลูกกันเยอะ เป็นเพราะโรคที่เกี่ยวกับมดลูกนี้มักจะแสดงอาการเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไปแล้วเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในวัยรุ่น หรือวัยสาวมักจะไม่ค่อยเป็นกัน ส่วนเหตุผลที่ผู้ป่วยแต่ละคนจะ “ตัด” หรือ “ไม่ตัด” มดลูกนั้น ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ครับ”

           “เราพิจารณาโรคที่เกี่ยวกับมดลูกออก เป็น “โรคที่ไม่ร้ายแรง” ก็ได้แก่ เนื้องอกมดลูก และมดลูกหรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ โรคพวกนี้ถือว่าไม่ร้ายแรง ส่วนใหญ่ทำการรักษาแต่ไม่ผ่าตัด ยกเว้นในกรณีที่บางโรคก่อความรำคาญหรือก่อปัญหาต่อสุขภาพมาก ๆ เช่น ในกรณีของมดลูกหรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ หากทำให้ปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง เพราะมีพังผืดเยอะ รักษาด้วยยาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น หรือในกรณีของเนื้องอกในมดลูก หากมีขนาดใหญ่มาก หรือทำให้มีประจำเดือนมาก ๆ หรือไปกดเบียดทำให้ปัสสาวะไม่สะดวก กรณีเหล่านี้อาจจะมีการพิจารณาให้ผ่าตัดมดลูกได้เช่นกัน”

           “ต่อมา คือ “โรคที่ร้ายแรง” ได้แก่ โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โรคมะเร็งรังไข่ อันนี้ก็ต้องมีกระบวนการรักษาตามแบบของโรคมะเร็งต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีการผ่าตัดออกครับ”

 นั่งยองๆ เป็นอันตรายต่อมดลูกจริงหรือ

           “ก็เคยได้ยินเหมือนกันครับว่า หลายคนไม่กล้านั่งยองเพราะกลัวมดลูกหย่อน แต่จริง ๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้มดลูกคนสตรีเกิดอาการหย่อนได้ นอกจากการคลอดบุตรแล้วก็ยังมีอีกหลายสาเหตุ เช่น คนที่ท้องผูกเรื้อรัง ไอเรื้อรัง หรือคนที่ยกของหนักเป็นประจำ (ไม่ว่าจะอยู่ในขณะนั่งยองหรือไม่) ก็จะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มสูงขึ้นจนไปดันให้มดลูกเคลื่อนตัวลงมาได้ แต่การนั่งยอง ๆ เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการยกของหนักร่วมด้วย ไม่มีผลทำให้มดลูกหย่อนได้ครับ ” …แต่คุณหมอบอกว่า ถ้าใครประสบปัญหานี้อยู่ไม่ต้องกังวล เคล็ดลับ “การบริหารช่องคลอด” ที่แนะนำไปข้างต้นช่วยได้ค่ะ

 ผ่าตัดคลอด VS.คลอดธรรมชาติ

           ความเชื่อแรก แผลจากการคลอดธรรมชาติหายเร็วกว่าแผลจากการผ่าตัดคลอด

           “จริง ๆ แล้ว “ลักษณะแผล” ของทั้งสองวิธีนี้ต่างกันครับ คือแผลของการผ่าตัดคลอดเป็นแผลที่หน้าท้องกับผนังมดลูก  และมักมีขนาดยาวกว่าแผลจากการคลอดธรรมชาติ ซึ่งเป็นแผลจากการผ่าที่ช่องคลอดตำแหน่งเดียว จึงทำให้อาจหายช้ากว่าเท่านั้น แม้ว่าในอดีตแพทย์จะลงแผลผ่าตัดคลอดในแนวตรง ทำให้แผลหายช้ากว่าบ้าง และต้องระวังมดลูกปริแตกได้ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป แต่ในปัจจุบันนี้ แพทย์ส่วนใหญ่ลงแผลในแนวขวาง และลงในส่วนล่างของมดลูก แถมเทคนิคการผ่าตัดทุกวันนี้ก็ช่วยลดการเกิดพังผืดได้ ปัญหาเดิม ๆ จึงไม่ค่อยมีแล้วครับ”

           ความเชื่อต่อมา คลอดธรรมชาติมดลูกเข้าอู่เร็วกว่าผ่าตัดคลอด

           “จริง ๆ แล้วทั้งสองวิธีนี้ให้ผลไม่ต่างกันครับ เพราะโดยหลักการ การกลับคืนสู่ขนาดปกติของมดลูกก็ทำได้ในเวลาเท่ากัน เพียงแต่เมื่อผนังมดลูกเคยยืดตัวออกไปแล้วตอนคลอด ทำให้ไม่ว่าจะคลอดด้วยวิธีใดคุณแม่ก็จำเป็นต้องออกกำลังกาย และการบริหารอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเข้าที่อยู่ดี”

 สารพัดข้อคาใจเรื่อง “วัคซีนเอชพีวี”

           ปัจจุบันนี้มีการค้นพบแล้วว่า ไวรัสเอชพีวี (Human Papilloma Virus:HPV) หรือไวรัสหูดหงอนไก่ ที่ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีหลายสายพันธุ์นั้น บางสายพันธุ์ (สายพันธุ์ที่ 16,18, 31, 33, 45, 52 และ 58) เป็นตัวการหลักทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก จึงได้มีการคิดค้นวัคซีนป้องกันไวรัสตัวนี้ขึ้นมาเพื่อเกราะป้องกันโรคร้าย ให้กับผู้ที่ได้รับวัคซีนต่อไป ทีนี้ก็มาถึงข้อความสงสัยมากมายของคุณสุภาพสตรี เรามีคำตอบจากคุณหมอมาฝากครบค่ะ

           วัคซีนนี้ทำงานอย่างไร

           “วัคซีนชนิดนี้จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ตัวที่ 16 กับ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้บ่อยถึงประมาณร้อยละ 70 แต่จะได้ผลต้องฉีดกับคนที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อ หรือสรุปให้ง่ายว่า ต้องเป็นคนที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนเท่านั้นครับ”

           ใครฉีดได้บ้าง

           “อย่างที่อธิบายไปแล้วว่า คนที่จะฉีดได้ต้องไม่เคยรับเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อน จึงมีการกำหนดอายุของผู้ที่ควรฉีดอยู่ระหว่าง 9-26 ปี คือเป็นวัยที่คาดว่าจะยังไม่มีเพศสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริง หากคุณอายุ 34 ปี แต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์และกำลังจะแต่งงาน คุณก็ยังสามารถฉีดได้ไม่มีปัญหา ในทางกลับกัน แม้คุณอายุอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด แต่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็มีแนวโน้มที่ได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าวแล้วด้วยเช่นกัน การฉีดวัคซีนจึงอาจไม่ช่วยอะไร และทำให้สิ้นเปลืองเปล่า ๆ ครับ”

           ฉีดวัคซีนแล้ว ไม่ป่วยชัวร์! …จริงหรือ

           “แม้วัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี ป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้เพียงร้อยละ 70 เฉพาะที่เกิดจากไวรัสชนิดนี้เท่านั้น แต่ต้องอย่าลืมว่ายังเหลืออีกร้อยละ 30 ที่วัคซีนป้องกันไม่ได้ ดังนั้นสุภาพสตรีทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว หรืออายุ 35 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก หรือที่เรียกว่า “การตรวจแป๊บสเมียร์” เป็นประจำทุกปี ไม่ว่าจะเคยรับวัคซีนมาแล้วหรือไม่ก็ตาม เพื่อว่าหากมีเซลล์ผิดปกติที่มีแนวโน้มจะเป็นมะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้น จะได้รักษาแต่เนิ่น ๆ ครับ”

           มีลูกแล้ว มีเพศสัมพันธ์แล้วแต่ยังอยากฉีด จะทำได้ไหม

           “จริง ๆ แล้วหากให้ตอบตามหลักการที่ถูกต้อง หากต้องการฉีดจริง ๆ ก็ควรไปตรวจด้วยเทคนิคพีซีอาร์ (Polymerase Chain Reaction :PCR) เสียก่อนว่า คุณเคยติดเชื้อไวรัสเอชพีวีตัวที่ 16 และ 18 แล้วหรือยัง หากติดแล้ว ฉีดไปก็อาจไม่มีผลอะไรครับ”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ชีวจิต

อย่างไรเรียก “เลือดออกผิดปกติ”


หลายๆ ท่านคงเคยมีประสบการณ์ “เลือดออก” กันมาบ้างไม่มากก็น้อย การเกิดเลือดออกที่เราเคยประสบมา อาจเป็นแบบเลือดออกชัดเจน ที่เห็นเลือดไหลเป็นหยดๆ หรือในบางครั้งเลือดอาจจะไม่ได้ออกมาให้เห็นภายนอก แต่จะเป็นลักษณะเลือดที่ออกใต้ชั้นเยื่อบุและผิวหนัง

ในทางการแพทย์ เราแบ่งภาวะเลือดออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ ได้แก่
1.ภาวะเลือดออกทางศัลยกรรม เป็นภาวะเลือดออกที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล เช่น ถูกมีดบาดนิ้ว ก็จะมีเลือดออกที่แผลบริเวณนั้นอันเนื่องมาจากการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ หากแผลใหญ่มาก มีเลือดออกมาก ก็มักต้องอาศัยการรักษาโดยวิธีทางศัลยกรรมเข้าช่วย เช่น การเย็บซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

2.ภาวะเลือดออกผิดปกติ เป็นภาวะเลือดออกที่ดูไม่สมเหตุสมผล ภาวะนี้เกิดจากความผิด
ปกติของสมดุลระบบห้ามเลือดของร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้ว จะมีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้เกิดเลือดออกง่าย และช่วยห้ามเลือดเมื่อเกิดบาดแผล เมื่อระบบนี้เสียหน้าที่ไป ก็จะเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติขึ้นได้

ความรุนแรงของภาวะนี้ มีตั้งแต่ไม่มีอาการใดๆ หรือในบางคนอาจจะรุนแรงมาก ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีความเสี่ยง เช่น ใช้ยากันเลือดแข็งตัวหรือแอสไพรินอยู่ หรือบางรายไม่ทราบมาก่อนว่า ตนมีปัญหาเลือดออกผิดปกติอยู่แล้วและไปทำหัตถการ เช่น ทำฟัน ก็อาจจะมีเลือดออกได้มากกว่าปกติ
เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก เราจึงควรทราบว่า ลักษณะอย่างไรที่ถือว่าเป็นภาวะเลือดออกผิดปกติ และควรต้องมาพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษา
ลักษณะเลือดออกผิดปกติที่สำคัญ ได้แก่เลือดออกเองโดยไม่มีสาเหตุใดๆ นำมาก่อน มักพบในลักษณะเลือดออกใต้ชั้นเยื่อบุและผิวหนัง เช่น เลือดออกในเยื่อบุตาขาว จุดเลือดออก หรือพรายย้ำ จ้ำเลือดที่ผิวหนัง เลือดออกหลายตำแหน่งพร้อมๆ กัน โดยไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น มีเลือดกำเดาพร้อมกับเลือดออกตามไรฟัน หรือเลือดออกตามผิวหนัง เลือดออกปริมาณมาก ไม่สมเหตุสมผลกับสาเหตุ เช่น เดินไปชนขอบโต๊ะไม่แรง แต่กลับมีรอยช้ำขนาดใหญ่ ถูกมีดบาดเป็นแผลเล็กๆ แต่กลับมีเลือดออกมากและนาน หรือไปขูดหินปูน ปรากฏว่าเลือดออกมาก กลับมาบ้านแล้ว เลือดก็ยังไหลไม่หยุด
เลือดออกในตำแหน่งที่พบไม่บ่อย เช่น เลือดออกในข้อต่อต่างๆ เลือดออกในอวัยวะภายใน
หากสังเกตตนเองแล้วพบว่า มีลักษณะข้างต้นก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะเลือดออกที่ท่านสังเกตพบ อาจจะไม่ใช่เลือดออกผิดปกติก็ได้ อย่างไรก็ตาม ควรหาเวลามาพบแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุว่า เป็นเลือดออกผิดปกติจริงหรือไม่ และมีสาเหตุจากอะไร โดยซักถามประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากมีลักษณะที่สงสัยจริงๆ แพทย์จะให้ผู้ป่วยตรวจเพิ่มทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด เพื่อที่จะได้รักษาและป้องกันปัญหาแต่เนิ่นๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
ผศ.นพ.ชัยเจริญ ตันธเนศ ภาควิชาพยาธิวิทยาคลินิก รพ.ศิริราช

29 เม.ย.

เรอ ผายลม ก๊าซในทางเดินอาหาร สัญญาณเตือนโรคร้าย!

ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้อง “เรอ-ผายลม” แต่คงไม่พึงประสงค์นักหากผิดที่ผิดทาง สิ่งเหล่านี้เกิดจากการมีก๊าซในทางเดินอาหาร ซึ่งร่างกายต้องขับออกมาอยู่เป็นประจำ แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้องรวมทั้งอาการอื่นๆ ตามมา

ยิ่งในภาวะปัจจุบันสังคมขับเคลื่อนให้คนทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น จำต้องรับประทานอาหารจานด่วนเกือบทุกวันเพื่อย่นระยะเวลาการไปถึงที่ทำงานให้เร็วขึ้น หรือบางคนรีบร้อนจนไม่ทันเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เมื่อวงจรชีวิตเร็วขึ้นๆ ขณะที่ระบบของร่างกายยังทำงานในจังหวะจะโคนดังเดิม โรคต่างๆ ก็ตามมา

โรคก๊าซในทางเดินอาหาร หลายคนอาจไม่ให้ความสนใจนักเพราะไม่มีผลร้ายแรงต่อร่างกาย แต่อาจบ่งชี้ว่า คุณกำลังประสบกับภาวะโรคร้ายอยู่!!

นพ.สว่างพงษ์ พูลทรัพย์ แพทย์ผู้วชาญสาขาอายุร ศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ ศูนย์การแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำว่า ก๊าซในทางเดินอาหาร นับวันยิ่งเป็นปัญหาทำให้มีผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้มากขึ้น อาจเนื่องจากระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์มีความรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้บริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดก๊าซมากขึ้น ไปด้วย

ก๊าซในทางเดินอาหารเกิดจาก ปัจจัยแรกคือ กลืนอากาศเข้าไป ส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจนและก๊าซออกซิเจน คนส่วนใหญ่มักนึกไม่ถึงว่าโดยปกติเราจะกลืนก๊าซทุกๆ ครั้งที่กลืนน้ำหรืออาหารเฉลี่ยประมาณ 2.6 ลิตรต่อน้ำ 1.5 ลิตรต่อวัน และอาจมากกว่านี้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติซึ่งกลืนก๊าซโดย ไม่รู้ตัว โดยก๊าซที่กลืนมักถูกขับออกด้วยการเรอและส่วนน้อยถูกขับออกด้วยการผายลมอย่างน้อยประมาณ 0.5 ลิตรต่อวัน

ปัจจัยที่สอง เกิดจากการสร้างก๊าซขึ้นมาของร่างกายส่วนใหญ่ โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลที่ย่อยยากบางชนิด และจากปฏิกิริยาของสารในร่างกาย กลุ่มนี้จะเป็นประเภท ก๊าซไฮโดรเจน, คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน ตลอดจนก๊าซอย่างอื่นอีกเล็กน้อยอันจะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์

“คนเราผายลมเฉลี่ย 10-20 ครั้งต่อวัน ในปริมาณก๊าซที่ถูกขับออกมาถึง 0.5- 1.5 ลิตรต่อวัน โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุหรือเพศ”

คนไข้มักมีอาการแน่นท้อง ท้องอืด เรอบ่อย ผายลมบ่อยกว่าปกติหรือเห็นผิดปกติ โดยอาการเหล่านี้ผู้ป่วยเองรับรู้ว่าเกิดก๊าซในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ ขณะเดียวกัน แพทย์ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ หรือนานๆ บ่งชี้ได้ถึงคนไข้อาจเป็นโรคร้ายแรงอยู่เดิมแล้ว อันจะกระตุ้นให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งในทางเดินอาหาร ฯลฯ

รวมถึงคนไข้ที่มีอาการเตือนบางอย่าง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ โลหิตจาง ถ่ายอุจจาระท้องผูกหรือท้องเสียเป็นประจำ

การรับประทานอาหารบางประเภทเป็นอีกปัจจัยกระตุ้นให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร ดังนั้นผู้ป่วยควรเลี่ยงอาหารประเภทนม ไอศกรีม เนย โยเกิร์ต น้ำอัดลม น้ำผึ้ง หรือของขบเคี้ยว เช่น ถั่วต้ม ถั่วเหลือง ลูกอม หมากฝรั่ง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด มันฝรั่ง เมล็ดพืชอบแห้ง ตลอดจนกะหล่ำปลี บรอกโคลี เป็นต้น

ผู้มีภาวะเสี่ยงโรคนี้ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงการพูดคุยในระหว่างกินอาหาร เพื่อไม่ให้อากาศเข้าสู่ทางเดินอาหารมากเกินไป และไม่ควรนอนหรือเอนตัวหลังรับประทานอาหาร ควรออกกำลังกายอยู่เสมอเพื่อช่วยให้ลำไส้ ทำงานได้ดีขึ้น

ส่วนการรักษาด้วยยาบางชนิดจะออกฤทธิ์โดยกระตุ้น การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนบน ซึ่งต้องระวังผลข้างเคียงในกรณีที่ใช้ยาติดต่อกันนาน ดังนั้นคนไข้ไม่ควรบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวอาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ผู้ป่วยที่มีอายุมาก มีอาการมานานหรือแย่ลง รวมทั้งมีอาการเตือน เช่น โลหิตจาง น้ำหนักลดผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที

เมื่อรู้เช่นนี้แล้วการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ และการใช้ชีวิตประจำวันจึงควรเอา ใจใส่ เพื่อจะได้ห่างไกลจากโรคร้าย มีชีวิตอยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ
ดังนั้นควรให้ความสำคัญโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก ตลอดจนคนที่ป่วยมานานและทวีความรุนแรงมากขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.konmun.com

ผัก 10 ชนิด..ที่ควรต้องกิน

1. ผักกาดขาว : ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลตสูง ช่วยบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์

2. ต้นหอม : มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบรรเทาอาการหวัด และมีสารฟลาโลนอยด์ช่วยต้านมะเร็ง

3. หอมหัวใหญ่ : ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

4. คะน้า : มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง

5. ตำลึง : มีวิตามินเอสูง ซึ่งดีต่อดวงตา พร้อมเส้นใยจับไนเตรต ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร

6. มะระ : มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อนๆ ถ้านำมาคั้นน้ำดื่มจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

7. บัวบก : มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ

8. ชะอม : ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับอนุมูลอิสระ

9. ถั่วพู : มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว

10. ผักชี : ช่วยขับลม บำรุงธาตุ ย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง

Translate »