สร้างแรงจูงใจ ฝึกลูกทำงานบ้าน

15 พ.ค.

สร้างแรงจูงใจ ฝึกลูกทำงานบ้าน

การทำงานบ้านถือเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญอย่างหนึ่ง การทำงานบ้านเล็กน้อยเป็นการช่วยสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับเด็กๆ และยังเป็นการแสดงความมีน้ำใจ เต็มใจแบ่งเบาภาระ ช่วยเหลือ อีกทั้งยังสร้างให้ลูกเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตอีกด้วย


บางครอบครัวต้องการให้ลูกช่วยงานบ้านแต่เริ่มต้นผิดวิธี ดังนั้นวันนี้ผู้เขียนขอเขียนเรื่องการสร้างแรงจูงใจให้ลูกทำงานบ้านอย่างมีความสุขดังนี้

1. อย่าคาดหวังกับความสมบูรณ์แบบ เพราะไม่มีใครสมบูรณ์แบบ การสร้างให้ลูกมีความรู้สึกที่ดี มีความคิดเชิงบวกกับงานที่ทำจะเป็นการสร้างทัศนคติที่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะหากผิดพลาด ลูกอาจจะไม่อยากทำงานบ้านอีกเลย อย่ากระโดดเข้าไปทำงานเหล่านั้นแทนเพราะเห็นความสกปรกหรือไม่เรียบร้อยเล็กๆ น้อยๆ จงสร้างให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองดีกว่า

2. อย่ารอและพูดว่าลูกยังเล็ก ลูกมีความสามารถมากกว่าที่เราคิด เด็กๆ สามารถทำงานบ้านเมื่ออายุยังน้อย เช่นช่วยเก็บผ้า ช่วยเช็ดโต๊ะอาหารเป็นต้น อย่าใช้ข้ออ้างว่าลูกยังเล็กเมื่อโตขึ้นคงพร้อม แต่การให้ลูกเริ่มตั้งแต่ยังเล็กเป็นการเตรียมตัวที่ดีกว่าเพราะลูกจะค่อยๆเรียนรู้โดยการฝึกปฏิบัติ

3. อย่าหวงคำชม กล่าวชมเชยลูกทันทีเมื่อลูกทำงาน ไม่เฉพาะแต่ตอนที่ลูกทำงานเสร็จแต่ในขณะที่ลูกกำลังอยู่ในขั้นตอนการงานนั้นๆด้วย เพราะจะทำให้ลูกมีกำลังใจ และเสริมกำลังใจให้ลูกทำงานบ้านต่อในครั้งต่อไปอีกด้วย

4. ต้องมีความสม่ำเสมอ หากทำบ้างไม่ทำบ้าง ลูกจะไม่รู้ว่าการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญ และอาจหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบในการทำงาน เพราะไม่เห็นความสำคัญและไม่มีใครตรวจสอบ และคิดว่าหากไม่ทำ เดี๋ยวคงมีคนอื่นทำให้ เป็นต้น

5. ทำกระดานสำหรับการทำงาน ให้เราจดรายละเอียดทุกอย่างของงานที่ต้องทำของทุกคนในบ้าน รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ด้วย และให้ลูกเลือกว่าจะทำงานชิ้นไหนที่ชอบ และหลังจากนั้นให้ทำเป็นตาราง โดยสิ่งแรกคือให้คุณพ่อคุณแม่ตรวจสอบดูว่า งานต่างๆ ที่ลูกเลือกนั้นเหมาะสมกับวัยหรือไม่ หลังจากนั้น ทำเป็นตาราง 3 ช่อง ช่องที่ 1 คือ ใครเป็นผู้รับผิดชอบงานนั้น ช่องที่ 2 คือ วันที่ต้องทำงานให้เสร็จ ช่องสุดท้ายคือเครื่องหมายว่าทำงานนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ติดกระดานการทำงานไว้ในที่ๆสามารถสังเกตเห็น และสามารถตรวจสอบได้

เคล็ดลับการทำตารางการทำงาน
5.1 เขียนรายละเอียดของงานที่เฉพาะเจาะจง เช่น แขวนเสื้อผ้าในตู้ เก็บหนังสือเข้าชั้น พับผ้าห่ม ล้างจานชามในอ่าง หรือเก็บของเล่นเข้ากล่องเป็นต้น ดีกว่าการเขียนแบบกว้างๆ เช่น ทำความสะอาดห้อง หรือ การทำความสะอาดห้องนั่งเล่น เป็นต้น
5.2 ทำให้ดู แรกสุดคุณพ่อคุณแม่ต้องสาธิตให้ดูว่าการทำงานบ้านนั้นทำอย่างไร เป็นขั้นเป็นตอน หลังจากนั้นให้ลูกทำตามที่ละขั้น โดยคุณพ่อคุณแม่คอยช่วยดูอยู่ห่างๆ และเมื่อลูกปฏิบัติได้แล้วให้ลูกทำเอง
5.3 อย่าจ้ำจี้จ้ำไชมากไป มีความยืดหยุ่น ให้ลูกรู้สึกสนุกและได้รับความภาคภูมิใจ เราต้องการให้ลูกมีความรับผิดชอบและทำโดยไม่ต้องให้ควบคุมตลอด ดังนั้นการใช้เทคนิคการเตือนโดยคำพูดว่า เมื่อเสร็จแล้วให้ทำอย่างอื่นต่อไป ……. เช่นเมื่อลูกให้อาหารแมวแล้ว มาทานอาหารเย็นกันเป็นต้น

6. ควรให้ค่าตอบแทนในการทำงานบ้านหรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วผู้ปกครองที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูลูกจะตอบว่าไม่ เนื่องจากการทำงานบ้านเป็นความรับผิดชอบที่ต้องทำ เป็นการแสดงความมีน้ำใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งเรียนรู้เรื่องการทำงานบ้านในเวลาเดียวกัน ดังนั้น เด็กๆ จึงไม่ควรมีจุดสนใจอยู่ที่การมีรายได้หรือได้เงิน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องรายได้อยู่แล้ว แต่ก็มีข้อยกเว้น เช่นเดียวกัน ในเด็กโตอาจมีแรงจูงใจในเรื่องของเงินเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง เช่น หากลูกทำงานนอกเหนือจากงานประจำจะได้เงินพิเศษ เป็นต้น

การให้ลูกมีความรับผิดชอบในการทำงานบ้านจะช่วยสร้างลูกให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ จำไว้ว่าลูกสามารถทำได้มากกว่าที่คุณพ่อคุณแม่คิด หากลูกสามารถเล่นเกมแข่งขันในอินเตอร์เน็ตได้ นั่นหมายความว่า ลูกสามารถเป็นผู้ช่วยและรับผิดชอบงานบ้านได้ดี

ช่วยกันฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบตั้งแต่ยังเล็ก จะได้ผลที่คุ้มค่าเกินกว่าที่เราคิดเลยทีเดียว เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ
                                                               

ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการ โดย ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

อาการยอดฮิต คนออฟฟิศ

เชื่อว่าคนทำงานส่วนใหญ่ต่างก็ประสบกับภาระงานที่หนักอึ้ง ทำให้ไม่สามารถกระดิกตัวไปไหน บ้างก็ต้องนำงานกลับไปทำที่บ้าน ทำให้ไม่มีเวลาส่วนตัว ไม่มีเวลาในการพักผ่อนหาความสุขให้กับตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้นานๆ ก็ส่งผลต่อสุขภาพได้เช่นกัน มาดูกันว่าอาการยอดฮิตอะไรบ้างที่เกิดจากการทำงานหนัก


ปวดเมื่อยหลังไหล่ คอ
อาการปวดยอดฮิตของคนวัยทำงาน เกิดจากการนั่งทำงานนานๆ ไม่ได้ลุกออกไปไหนหรือแม้แต่การนั่งผิดท่าก็ทำให้เมื่อยได้ ดังนั้นเมื่อรู้สึกว่าเริ่มเมื่อยแล้วก็ให้ลุกจากเก้าอี้ เดินบริหารขา หากเมื่อยไหล่ หลัง คอ ก็นวดเบาๆ เพื่อผ่อนคลาย หรือแม้แต่การปรับท่าทางในการนั่งก็ช่วยให้อาการเมื่อยลดได้ เช่น แทนที่จะนั่งหลังค่อม หรือเอนตัวจนหน้าจะติดกับจอ คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมเคยชินก่อให้เกิดอาการปวดเมื่อย ก็ให้เปลี่ยนเอาหมอนมารองแผ่นหลังให้หลังตรง หรือการปรับระดับของจอคอมพิวเตอร์ให้พอดีกับสายตาของเราก็ส่งผลให้อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นลดน้อยลง และใครที่เกิดอาการเช่นนี้บ่อยๆนานๆ ไม่ควรนิ่งเฉยปล่อยไว้ เพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาวได้ ส่วนใครที่ชอบนวด หรืออยากลองนวด ควรหาหมอหรือสถานที่นวดที่มีคุณภาพเชื่อถือได้

ปวดตา
อาการนี้เป็นอีกหนึ่งอาการของคนที่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือคนที่ต้องอ่านเอกสาร ใช้สายตามากๆ และเมื่อปวดตามากๆ ก็อาจลามถึงปวดศีรษะด้วย ถ้าใครเป็นเช่นนี้แนะนำให้หยุดพักสายตา หยุดทำงานชั่วครู่ ลองหลับตาสักพัก หายใจลึกๆ แต่ถ้าใครยังดื้อทนทำงานใช้สายตาอยู่ อาการปวดตา ปวดหัว อาจรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลเสียต่อรางกายได้

รู้สึกเพลียพักผ่อนไม่เพียงพอ
มักเกิดกับผู้ที่ตื่นเช้า นอนดึก ทำงานจนไม่มีเวลาพัก ถ้าเป็นเช่นนี้บ่อยๆ รับรองว่าส่งผลต่อสุขภาพร่างกายแน่นอน ทั้งอาการสมองตื้อ เบลอ คิดอะไรไม่ออก ไม่มีเรี่ยวแรงอ่อนเพลีย อาการหงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่ายดังนั้น เมื่อรู้ว่าเป็นเวลานอนพักผ่อนก็ควรหยุดทำงานทุกสิ่งอย่าง เพื่อให้ร่างกายและสมองได้พักบ้าง หรือใครที่ในสมองมักคิดแต่เรื่องงานจนทำให้นอนไม่หลับ กังวลกลัวงานไม่เสร็จ ลองปลดปล่อยเสียบ้าง ฟังเพลงช้าๆ เบาๆ ให้ผ่อนคลาย ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ต่างจังหวัดบ้างช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ใครที่มีครอบครัว มีลูกแล้ว ก็ให้เวลากับครอบครัวให้มากกว่าเดิม เพราะครอบครัวคือยาขนานเอกที่ช่วยให้เราสุขกายสบายใจ

เกิดความเครียด
ไม่ว่าจะทำงานอะไร ตำแหน่งไหนก็เกิดความเครียดด้วยกันทั้งนั้นเพราะในงานแต่ละอย่างต้องอาศัยความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีมมีหัวหน้างาน มีลูกน้อง มีเพื่อนร่วมงาน ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด ทั้งการกระทบกระทั่งกัน ความเห็นไม่ตรงกัน ทำงานผิดพลาด เพื่อนในทีมไม่ให้ความร่วมมือทำงานไม่ทันกับเวลา หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมภายนอก การจราจรที่ส่งผลให้มาทำงานสาย ดังนั้น เพื่อลดความเครียดเหล่านี้ก็ปล่อยวางเสียบ้าง ใครจะดุ จะด่า หรือตำหนิ ก็รับฟังแล้วนำมาสำรวจตัวเอง ถ้าผิดจริงก็ปรับปรุงตัว หรือถ้ามีปัญหากับเพื่อนร่วมงานก็นิ่งๆ เข้าไว้ เอาความดีความจริงใจเข้าสู้ ถ้าเครียดหนักก็ลาพักร้อน ไปเที่ยวในสถานที่ที่อยากไปเพื่อให้ผ่อนคลายหายเครียด

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

กลิ่นปากฉัน มาจากไหนกัน! แล้วจะแก้ยังไงดี?

กลิ่นปาก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและทำให้มีความกังวลใจ รวมถึงขาดความมั่นใจในการสนทนา

กลิ่นปาก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและทำให้มีความกังวลใจ รวมถึงขาดความมั่นใจในการสนทนากับบุคคลอื่นรอบข้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ แต่ก็มีหลายคนที่มักจะเก็บความกังวลใจกับปัญหากลิ่นปากเอาไว้จนทำให้เสียบุคลิกภาพ กลายเป็นคนขาดความมั่นใจไปเลยก็มีนะคะ


ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาของกลิ่นปากนั้นเกิดได้จากหลายหลายสาเหตุ เราจะมาดูกันว่าสาเหตุนั้นคืออะไร ซึ่งเมื่อทราบแล้วก็จะสามารถรักษาให้ถูกวิธีจากปัญหาที่เกิดขึ้นได้นะคะ

สาเหตุของการเกิดกลิ่นปาก
– การไม่รักษาความสะอาดในช่องปากอย่างถูกวิธี เช่น ตามซอกฟันที่แปรงสีฟัน แปรงไม่ถึง รวมถึงการแปรงฟันไม่สะอาด ทำให้มีเศษอาหารตกค้างอยู่ ตามซอกของฟัน
– หินปูนที่เกิดขึ้นที่ฟัน เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน
– ฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ แผลร้อนใน หรือแผลที่เกิดจากการติดเชื้อต่าง ๆ ในช่องปาก รวมถึงการเป็นโพรงไซนัสอักเสบ หรือโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารก็มีผลต่อการเกิดกลิ่นปากเช่นกัน
– ฝ้าขาวบนลิ้น เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียบนพื้นผิวของลิ้น ก่อให้เกิดกลิ่นปากได้อย่างมากเลยทีเดียวนะคะ
– การใส่ฟันปลอม ที่ไม่ทำความสะอาด หรือดูแลรักษาอย่างถูกต้อง อาจจะมีคราบอาหารติดอยู่ เนื่องจากครอบฟันไม่แนบกับตัวฟัน
– การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นรุนแรง เช่น กระเทียม หัวหอม หรือผลไม้อย่างทุเรียน เป็นต้น
ที่สำคัญนั้น กลิ่นปากมักจะมีมากขึ้นในตอนเช้า เนื่องจากขณะที่ร่างกายหลับนั้น จะมีการขับน้ำลายออกมาเป็นจำนวนน้อย ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคในช่องปากตอนเช้า จึงมีกลิ่นปากที่ค่อนข้างแรงกว่าช่วงเวลาอื่น

วิธีการแก้ไขกลิ่นปาก
เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่มักเป็นจากโรคของในช่องปากเอง  ดังนั้นการพบทันตแพทย์  ตรวจเช็คสุขภาพฟัน เป็นเรื่องที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ และที่สำคัญ การดูแลรักษาสุขอนามัยในช่องปากด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี  ด้วยการแปรงฟันให้สะอาดหรือใช้ไหมขัดฟันช่วยขจัดเศษอาหารตามซอกฟันที่ขนแปรงสีฟันอาจจะเข้าไม่ถึง  รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง  ซึ่งการแปรงฟันอาจจะช่วยลดแบคทีเรียในช่องปากได้เพียงแค่ บางส่วนเท่านั้น ซึ่งทำให้ไม่ทั่วถึง จึงควรใช้น้ำยาบ้วนปากซึ่งจะช่วยลดแบคทีเรียในที่ ๆ แปรงเข้าไม่ถึง ด้วยน้ำยาบ้วนปากคอลเกต พลักซ์ จะช่วยขจัดกลิ่นปากได้ และยังช่วยปกป้องยาวนาน 12 ชั่วโมง รวมถึงช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียได้อีกด้วย

หรือในกรณีที่มีการแก้ไขปัญหากลิ่นปากแบบผิด ๆ เช่น การอมลูกอมหรือเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีกลิ่นช่วยลดกลิ่นปาก อาจจะสามารถช่วยลดกลิ่นปากได้  แต่ลูกอม และหมากฝรั่งบางชนิดจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลมาก อาจสร้างปัญหาทำให้เกิดฟันผุตามมาและเกิดเป็นกลิ่นปากขึ้นมาใหม่ได้

ทางที่ดี เราควรที่จะดูแลสุขภาพช่องปากให้อย่างถูกต้องและถูกวิธี แต่ถ้าหากรักษาสุขภาพในช่องปากดีแล้วกลิ่นปากยังไม่หายไป  ควรที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดมีกลิ่นปากต่อไปนะคะ

ที่มา colgateplax.co.th

7 สัญญาณเตือนโรคสมาธิสั้น

อาการของคนที่เป็นโรคสมาธิสั้น มีตั้งแต่การไม่สามารถจดจ่อในการงานที่ทำ ขาดแรงจูงใจ มีปัญหาเรื่องการปรับตัว จนไปถึงอาจมีปัญหาทางด้านจิตด้วย เช่น กระสับกระส่าย เหม่อลอย มีความเครียด วิตกกังวล

7 สัญญาณเตือนโรคสมาธิสั้น
แล้วเราจะรู้ตัวหรือไม่ว่าเราเป็นคนที่มีสมาธิสั้น นี่คือสัญญาณเตือน 7 อย่าง ที่บอกว่าคุณเป็นคนสมาธิสั้น คือ
1.สมาธิแตกได้ง่าย คนเป็นสมาธิสั้นมักมีปัญหาเรื่องการใช้สมาธิจดจ่อ จึงยากที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จ และหากต้องทำงานในสถานที่อึกทึกและมีสิ่งรบกวนด้วยแล้วเช่น มีเสียงโทรศัพท์ดังตลอด มีเสียงเครื่องจักรทำงานหรือต้องตอบข้อความทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆตลอดเวลา ก็อาจถึงขั้นทิ้งงานกลางคันเลยก็เป็นได้

2.มีทักษะในการฟังมีไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อมีการประชุมที่ต้องใช้เวลานานจะไม่สามารถมีสมาธิฟังได้จนจบและเนื่องจากไม่มีทักษะในการฟังที่ดีจึงมักจะเกิดความผิดพลาดในการสื่อสารการประสานงานและการรับมอบหมายงานจากผู้บังคับบัญชา จึงทำให้มีปัญหาในการทำงานที่ผิดพลาดค่อนข้างมาก

3.ไม่ค่อยพักผ่อนและไม่รู้จักการผ่อนคลาย ในขณะที่เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นหลายคนมีปัญหาเรื่องการอยู่ไม่สุข ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะไม่กระโดดไปมาเหมือนเด็กๆ แต่มักจะมีอาการไม่สงบ กระสับกระส่าย ฟุ้งซ่าน ขาดความรู้สึกผ่อนคลาย จึงทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย

4.มีปัญหาเรื่องความล่าช้า สำหรับเด็กสมาธิสั้นมักทำการบ้านไม่เสร็จ ผลัดวันประกันพรุ่ง ผู้ใหญ่ก็เช่นเดียวกัน มักมีปัญหาเรื่องการทำงานล่าช้าไม่ทันตามกำหนด นอกจากนี้ยังมักจะมาสาย ทำอะไรไม่ตรงตามเวลานัดหมาย เนื่องจากผู้ที่เป็นสมาธิสั้นมักจะมีอาการหลงๆลืมๆ ป้ำๆเป๋อๆ จับจด ไม่สามารถกะเวลาได้อย่างถูกต้อง และไม่มีความอดทนมากพอที่จะทำอะไรได้นานๆจึงทำให้พลาดภารกิจสำคัญ การงานหลายอย่างไม่สำเร็จลุล่วงตามเวลา

5.โกรธง่าย คนที่เป็นคนสมาธิสั้นมักจะไม่มีการควบคุมอารมณ์ที่ดี ระเบิดอารมณ์ได้ง่ายเพราะมีความรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมสถานการณ์นั้นได้ มักจะฉุนเฉียวและโกรธง่ายกว่าคนปกติ

6.มีปัญหาเรื่องการขับรถและประสบอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าคนปกติ เพราะเป็นการยากที่คนสมาธิสั้นจะมีใจจดจ่อกับกิจกรรมที่ทำได้นานๆ ไม่เว้นแม้แต่การขับรถที่ต้องอยู่หลังพวงมาลัยตลอดเวลาโดยไม่วอกแวก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายนัก คนสมาธิสั้นจึงมักจะมีปัญหาเรื่องขับรถเร็วเกินพิกัดและฝ่าฝืนกฎจราจร

7.มีปัญหาเรื่องการแต่งงานหรือการใช้ชีวิตคู่ บ่อยครั้งที่คนเป็นสมาธิสั้นมักจะไม่ค่อยรับฟังและลืมง่ายบางครั้งไม่สามารถรักษาคำมั่นสัญญาได้ จึงเหมือนไม่ใส่ใจคนรักหรือคนในครอบครัว อาจทำให้คู่ครองรู้สึกว่าเราไม่สนใจไม่ใส่ใจ ดังนั้น คนสมาธิสั้นจึงมักโดนคนในครอบครัวค่อนขอด ตัดพ้อต่อว่าและตำหนิบ่อยๆ จนอาจถึงขั้นเบื่อหน่ายและทะเลาะเบาะแว้งกันได้

เมื่อพิจารณาดูแล้วว่าเรามีลักษณะอาการตามที่กล่าวมานี้หรือรู้จักผู้ที่มีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการบำบัดรักษาเพื่อหาวิธีการช่วยเหลือและการบำบัดที่ถูกต้อง เพื่อจะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ดังเดิม

ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

11 พ.ค.

ความสุขของพนักงาน คือกำไรขององค์กร

ลูกจ้างที่เชื่อว่า ผู้บริหารให้ความสนใจพวกเขาในฐานะคนคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ลูกจ้าง จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขมากกว่า เมื่อลูกจ้างพึงพอใจในงานและชีวิต
ความสุขของพนักงาน คือกำไรขององค์กร

ก็หมายความว่า ลูกค้าของบริษัทนั้นๆ จะได้รับความพึงพอใจไปด้วย ทำให้บริษัทได้ผลกำไรเพิ่ม การสร้างบรรยากาศที่ทำงานให้ทุกคนสนุกสนานเพลิดเพลินจะทำให้องค์กรสร้างผลงานดีๆ ออกมาได้ และนี่คือเคล็ดไม่ลับสำหรับผู้บริหารหรือนายจ้างที่อยากประสบความสำเร็จด้วยทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน

สร้างตัวอย่าง : ยิ้มและทำให้ตัวเองมีความสุข ถ้าคุณต้องการให้ที่ทำงานมีบรรยากาศแห่งความสุขและงานเดินหน้าก็ต้องทำให้เป็นตัวอย่าง ยิ่งถ้าคุณสามารถควบคุมความเครียดและความกังวลของตัวเองไว้ได้ดี ก็จะมีอิทธิพลต่อคนอื่นๆ ด้วย

เชื่อมสัมพันธ์กับผู้คน : พนักงานจะมีความจงรักภักดีและเต็มอกเต็มใจทำงานมากขึ้น หากว่าผู้บริหารมีกาพูดคุยกับพวกเขาในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับงาน รวมทั้งความสนใจและเป้าหมายส่วนตัว ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่า คุณสนใจและอยู่ตรงนั้นเพื่อพวกเขาเสมอ

รู้จักพนักงาน : ยิ่งคุณรู้จักจุดอ่อนและจุดแข็งของลูกจ้างมากเท่าไหร่มันก็เป็นเรื่องง่ายที่จะนำทางพวกเขา การสั่งงานอย่างมีความสุขทำให้ได้งานมากขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น ทั้งยังทำให้พนักงานมีความนับถือคุณมากขึ้นด้วย

ปล่อยให้พวกเขาปกครองตัวเอง : พนักงานหลายคนรู้สึกเหมือนถูกล่ามโซ่ ถ้าคุณต้องการจะรักษาพนักงานที่ดีไว้ จงให้เสรีภาพและความยืดหยุ่น สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาแล้วก็ถอยห่าง เปิดโอกาสให้พวกเขาเติบโต

ฟังให้มากขึ้น : คนส่วนมากมักจะบ่นๆๆ เพื่อให้คนอื่นได้ยิน ไม่ได้ต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหา พวกเขาอยากได้การใส่ใจ ปล่อยให้พนักงานได้ระบาย แล้วฟังและให้ความสนใจกับคนของคุณโดยไม่แบ่งแยก
ส่งเสริมมิตรภาพ : คนที่มีเพื่อนอยู่ในออฟฟิศมีแนวโน้มที่จะทำงานอย่างมีความสุขและมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า จึงควรส่งเสริมให้พนักงานรวมกลุ่มไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมด้วยกัน พวกเขาจะมีความสุขและเป็นทีมที่แข็งแกร่งมากขึ้น

รู้ว่าทำงานหนัก : ถ้าคุณแสดงความรู้สึกขอบคุณสำหรับการทำงานหนักของพนักงาน พวกเขามีแนวโน้มที่จะเพลิดเพลินไปกับการทำงาน ทำให้พวกเขาเห็นว่า คุณสนใจรับรู้ในความพยายามของพวกเขา ไม่ได้สนใจแต่ผลลัพธ์

จัดการกับแอปเปิ้ลลูกที่เสีย : แอปเปิ้ลเสียลูกเดียวสามารถทำให้เกิดความเสียหายไปทั้งองค์กร เพราะคนแบบนั้นต้องการให้คนอื่นๆ รู้สึกแย่เหมือนกับตัวเอง จัดการกับแอปเปิ้ลลูกนั้นซะ ทำให้เขารับรู้ปัญหาและทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา หรือไม่อย่างนั้นก็ปล่อยเขาไป

เพราะว่าสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อหรือเคร่งเครียด ดูอย่างบริษัทใหญ่ๆ เช่น เซาท์เวสต์ กูเกิล แซปโปส ฯลฯ ที่ได้พิสูจน์ว่า ความสุขของพนักงานหมายถึงกำไรหรือขาดทุนของบริษัท เริ่มต้นจากการนำความคิดเหล่านี้ไปใช้ และรอยยิ้มคือการเริ่มต้นที่ดีเสมอ

ที่มา : เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

สมุนไพรบรรเทาปวด…ฟัน

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้
มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรคและสลายพิษ (neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้น ๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ล้างยางออกให้หมด เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวดหรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว

น้ำมันละหุ่ง

น้ำมันละหุ่ง
ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่น ๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้น นอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อหรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่นไซโทไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน

น้ำมันกานพลู

น้ำมันกานพลู
มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไปอาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วชุบสำลีอุดฟันซี่ที่ปวด

น้ำมันกระเทียม (Garlic Oil)

น้ำมันกระเทียม (Garlic Oil)
ใช้สำลีชุบน้ำมันกระเทียมทาบริเวณที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน

ดาวเรือง

ดาวเรือง
ใช้ดอกแห้งประมาณ 7-8 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรทั้งวันเพื่อแก้อาการปวดฟัน

ผักบุ้งนา

ผักบุ้งนา
นำรากสดของผักบุ้งนาประมาณ 10 กรัม ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู อมไว้ประมาณ 5 นาที แล้วบ้วนออกด้วยน้ำสะอาด

มะระ

มะระ
นำรากสดของมะระมาตำพอแหลก แล้วพอกฟันซี่ที่ปวด โดยใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่ ๆ

กุยช่าย

กุยช่าย
ในกรณีที่ปวดฟันเพราะแมงกินฟัน ให้นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ จากนั้นนำมาบดให้ละเอียดละลายน้ำมันยางแล้วชุบสำลี ยัดในฟันที่เป็นรูโพรง ทิ้งไว้หนึ่งคืน จะสามารถฆ่าตัวแมงที่กินฟันได้
ถ้าไม่อยากไปหาหมอ คุณก็ต้องชิงเป็นหมอของตัวเอง ก่อนที่อาการปวดจะลุกลามเกินเยียวยาจนถึงขั้นต้องถอนฟันทิ้งนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจากชีวจิต

‘บริจาคโลหิต ต่อชีวิต ด้วยการให้’ และรู้ไหมมีประโยชน์อีกมากมาย

วันที่ 14 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันบริจาคโลหิต วันนี้ มีขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงความจำเป็นในการต้องการโลหิตที่ปลอดภัย และผลิตผลประเภทอื่น ๆ จากโลหิตและเพื่อขอบคุณอาสาสมัครผู้บริจาคโลหิต

“แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลแค่ไหน แต่มนุษย์เราก็ไม่สามารถผลิตเลือดใช้เองได้ นอกจากการบริจาคเลือดเท่านั้น จะช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการเลือดได้”


คุณสมบัติ คือ 

  • อายุ 17-60 ปี หากอายุต่ำกว่า 16 ปี ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง – น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัม 
  • ควรรับประทานอาหารก่อนบริจาคเลือด และต้องนอนหลับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง 
  • ไม่อยู่ระหว่างกินยาปฏิชีวนะ และไม่อยู่ภายใน 72 ชั่วโมงหลังการถอนฟัน รวมถึงไม่มีแผลสด แผลติดเชื้อตามร่างกาย 
  • ไม่มีโรคที่อาจถ่ายทอดไปยังผู้ป่วย 
  • สำหรับผู้หญิงไม่ควรเป็นช่วงที่มีประจำเดือน เพราะจะทำให้เสียเลือดซ้ำซ้อน 
  • ไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เพราะน้ำนมผลิตมาจากเลือก หากบริจาคเลือดอาจทำให้น้ำหมดลดน้อยลง

จากคุณสมบัติที่กำหนดไว้ก็เพื่อให้ได้เลือดที่มีคุณภาพและปลอดภัยมาใช้กับผู้ป่วยและเป็นการห่วงใยสุขภาพผู้บริจาคเลือดด้วย เพราะถ้าผู้บริจาคเลือดร่างกายไม่พร้อมแล้วยังจะมาบริจาคเลือดอีก คนที่แย่อาจเป็นตัวเองก็ได้

การบริจาคเลือดทำได้ทุก 3 เดือน แต่ก่อนบริจาคเลือดแต่ละครั้ง ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อน ตามเกณฑ์สภากาชาดไทยและผู้บริจาคต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว อย่างเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น

ต่อมาคือ ควรนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ หากตื่นนอนและรู้สึกเพลีย เนื่องจากนอนหลับไม่สนิท ก็ไม่เหมาะกับการบริจาคเลือด เพราะร่างกายจะไม่พร้อม อาจทำให้เป็นลมได้ ส่วนการรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อย่างเช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ผัดซีอิ๊ว ผัดกะเพรา เป็นต้น เพราะจะทำให้เลือดข้นมาก พลาสมาขุ่น ทำให้ปั่นเกล็ดเลือดไม่ได้ และคัดแยกเลือดลำบาก นอกจากนี้ หากผู้บริจาครับประทานยามาก่อนบริจาค อย่างยาปฏิชีวนะ ที่ป้องกันเลือดแข็ง หรือยากดสิว ซึ่งเป็นยาที่มีผลกระทบต่อผู้รับ และทารกในครรภ์ ผู้บริจาคควรแจ้งให้ผู้คัดกรองประวัติรู้ทุกครั้ง

หากผู้บริจาคมีอาการไข้ ไม่สบาย ไม่ควรบริจาค และผู้ที่ผ่าตัดหรือทำฟัน ควรเว้นระยะเวลา 3 วัน ก่อนบริจาคด้วย อีกทั้งผู้บริจาคต้องไม่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ซี โรคเอดส์ โรคซิฟิลิส เพราะโรคเหล่านี้ถ่ายทอดผ่านการให้เลือดได้ หากเป็นผู้หญิงไม่ควรอยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เพราะช่วงเวลาระหว่างนั้นต้องใช้พลังงานสำรองของร่างกายทำงานหนักอย่างอื่น และทีสำคัญ ผู้บริจาคควรมีสติสัมปชัญญะ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและหลังบริจาคเลือด

หลังบริจาคเลือดต้องทำอย่างไร
เมื่อบริจาคเลือดเสร็จ ควรนั่งพักก่อน เพื่อจะได้สังเกตอาการ เพราะคนที่มีอาการแทรกซ้อนอย่าง หน้ามืด เป็นลม จะเกิดขึ้นหลังบริจาคเลือดในเวลาอันสั้น และควรงดใช้แขนข้างให้เลือดยกของหนัก ออกกำลังกาย อย่างเล่นเทนนิส  ตีกอล์ฟ  เพราะอาจจะเกิดอาการช้ำ หรือบวมที่แขนได้ นอกจากนี้ควรดื่มน้ำเยอะกว่าปกติ เพราะร่างกายจะได้ไม่แห้งจากการเสียเลือด นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทำงาน หรืออยู่บนที่สูง ควรงดการอบซาวน่า เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเป็นลมได้ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

การบริจาคพิเศษ
นอกจากการบริจาคเลือดแล้ว การบริจาคพิเศษอื่นๆ อย่างเช่น การบริจาคพลาสมา เกล็ดเลือด เม็ดเลือดแดง ฯลฯ เป็นการบริจาคเสริมที่ทำขึ้น เพื่อหาเลือดให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วย โดยผู้บริจาคจะเป็นผู้ที่เคยบริจาคเลือด และได้รับการคัดกรองประวัติการติดเชื้อ เนื่องจากธนาคารเลือดจะได้รู้หมู่เลือด สภาพหลอดเลือด ขั้นตอนการบริจาคต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพราะการบริจาคพลาสมาจะผ่านเครื่องรับแยกทันที ซึ่งมีการรับแยก พลาสมา เม็ดเลือด เกล็ดเลือด ผู้บริจาคจึงต้องมีเวลาและสุขภาพดีพอสมควร

ข้อดีของการบริจาคเลือด คือ ?
ข้อดีที่สุดคือ ทุกคนที่บริจาคจะรู้สึกดี และปลาบปลื้มที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ นอกจากนี้ การบริจาคเลือดจะทำให้เราเข้าใจ และได้ความรู้เกี่ยวกับการประพฤติตัวให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ  และผู้บริจาคเองก็จะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ ช่วยให้ผู้บริจาครู้จักดูแลตัวเอง และอีกหนึ่งข้อดีคือ ผู้บริจาคเลือดเป็นประจำจะมีสุขภาพที่ดีมากด้วย

การบริจาคโลหิต คือ การเก็บโลหิตจากผู้มีความประสงค์จะบริจาค แล้วนำโลหิตดังกล่าว ผ่านกระบวนการคัดกรอง หากมีคุณสมบัติที่ดีจะถูกนำไปเก็บใน ธนาคารโลหิต หรือส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อนำออกมาใช้ในยามฉุกเฉิน

การบริจาคโลหิต สามารถทำได้ทุกๆ 3 – 4 เดือน ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายของบุคคลที่จะบริจาค ซึ่งผู้บริจาคจะต้องมีคุณสมบัติ ประกอบกับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งมีหน่วยเคลื่อนที่บริการในการรับบริจาคโลหิต หรือสามารถบริจาคได้ที่ศูนย์รับบริจาคประจำจังหวัด ของสภากาชาดไทย
การบริจาคโลหิตเป็นสิ่งที่ดีนะคะ หลายๆคนคงเคยบริจาคกันมาบ้างเลย คงจะได้อิ่มบุญกันมากเลยกับการที่ได้เป็นผู้ให้กับคนอื่น วันนี้จะมาพูดถึงข้อดีของการบริจาคโลหิตค่ะว่ามีผลดีอย่างไรต่อเราผู้บริจาคกัน

เบื้องต้น จะขออธิบายเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้บริจาคซักเล็กน้อย เผื่อหลายคนกำลังสงสัยอยู่ว่าตัวเองบริจาคได้รึเปล่า

ข้อดีข้อที่ 1 ทำให้สุขภาพแข็งแรง
หลายๆคนคงสงสัยว่า ว่าการบริจาคเลือด เป็นการเอาเลือดออกจากตัวแล้วร่างกายจะแข็งแรงขึ้นได้อย่างไร จริงๆแล้ว เลือดที่บริจาคออกไปเป็นเลือดส่วนเกินของร่างกาย หรือประมาณ 7% ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย โดยก่อนจะบริจาคจะมีการพิจารณาจากน้ำหนักตัวของผู้ให้บริจาคก่อน ดังนั้นเลือดที่เสียไปจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ตรงกันข้ามกลับกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเม็ดโลหิตใหม่ขึ้นมาแทน ระบบไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรมตามมา แต่อย่าลืมว่าบริจาคเสร็จไม่ได้แข็งแรงทันทีถึงขนาดออกไปเตะบอลได้ของเหล่านี้ต้องใช้เวลาซักเล็กน้อย ที่สำคัญเมื่อบริจาคเสร็จแล้ว น้องๆ ควรนั่งพักและทานของว่างที่ทางเจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้ ให้ร่างกายปรับสภาพน้ำในร่างกายได้ก่อน แล้วค่อยเดินทางกลับ

ข้อดีข้อที่ 2 หุ่นดี เพรียวลม ผิวเปล่งปลั่ง
มีความเชื่อผิดๆ กันอยู่อย่างนึงว่าการบริจาคเลือดจะทำให้อ้วนขึ้น ทำให้สาวๆ ไม่ค่อยกล้าบริจาค แต่จากข้อมูลของ สสวท.ได้ออกมาเปิดเผยว่าเป็นความเชื่อที่ผิด การบริจาคเลือดไม่ได้ทำให้อ้วน แต่กลับทำให้ผู้บริจาคมีรูปร่างที่ดีขึ้นด้วยซ้ำไป นอกจากนี้เลือดใหม่ที่ถูกผลิตขึ้นรวมทั้งการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น จะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และยังช่วยให้หน้าใสขึ้นด้วย ไม่ต้องกินวิตามินเสริม น้องๆ ก็สามารถมีผิวพรรณสดใสได้เหมือนกัน

ข้อดีข้อที่ 3 ลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้ด้วย
สถาบันคาโรลินสกา สตอคโฮล์ม สวีเดน ได้ศึกษาข้อมูลจากผู้บริจาคเลือดสวีเดนและเดนมาร์ค พบว่า การบริจาคเลือดช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งได้หลายชนิดเลยค่ะ เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าในรายที่มีธาตุเหล็กในร่างกายมากเกินไป มีผลต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันหรือมะเร็งบางชนิด การบริจาคเลือดจะช่วยลดปริมาณธาตุเหล็กส่วนเกินเหล่านั้นออกไปได้ และที่เซอร์ไพร์สสุดๆ เลย ก็คือ ยิ่งเราบริจาคเลือดบ่อยเท่าไหร่ ความเสี่ยงโรคมะเร็งจะลดลงมากเท่านั้น โดยเฉพาะในเพศชายค่ะ แต่ความถี่ของการบริจาคเลือดระบุไว้ว่า เพศชายสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน และเพศหญิงทุก 6 เดือน ดังนั้นอย่ากลัวมะเร็งจนวิ่งบริจาคทุกเดือนนะคะ ร่างกายจะรับไม่ไหวเอา

ข้อดีข้อที่ 4 มีสิทธิพิเศษสำหรับผู้บริจาคเลือด
ผู้บริจาคเลือดยังได้สิทธิพิเศษในเรื่องการรักษาพยาบาล ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่หลายคนยังไม่รู้ โดย

  1. ผู้บริจาคโลหิต 7 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษได้ไม่เกินร้อยละ50 
  2. ผู้บริจาคโลหิต 9 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ตรวจวิเคราะห์สารเคมีในโลหิตได้ เชน ตรวจหาน้ำตาล ไขมัน การทำงานของตับ การทำงานของไต เป็นต้น 
  3. ผู้บริจาคโลหติ 16 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล+ ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50 
  4. ผู้บริจาคโลหิต 24 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล100% + ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50 
  5. ผู้บริจาคโลหิต 100 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ “ขอพระราชทานเพลิงศพ” ได้เป็นกรณีพิเศษ

ข้อดีทางกาย ได้มีการตรวจเช็คสุขภาพอย่างง่ายทุกครั้งที่บริจาคเลือด เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิตและตรวจความเข้มข้นของเลือด อีกทั้งการต้องตอบคำถามที่ขั้นตอนที่ 1 เกี่ยวกับความเสี่ยงต่างๆ ก็ช่วยกระตุ้นเตือนให้ผู้บริจาคเลือดไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส ตับอักเสบชนิดบี, ไวรัสตับอักเสบชนิดซี, ซิฟิลิสและโรคเอดส์ หรือถึงพบว่าเป็น ก็จะได้รับจดหมายแจ้งจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยให้ไปตรวจวินิจฉัยยืนยันและทำการรักษา ช่วยให้ได้รับการรักษา แต่เนิ่นๆ การได้รับการวินิจฉัยเร็วเป็นผลดีทำให้ลดการแพร่กระจายของโรค ลดภาวะแทรกซ้อนและลดความพิการได้ ข้อดีทางจิตใจ ความรู้สึกว่าเป็นผู้ให้ ได้ทำทาน ได้ช่วยชีวิตคน ย่อมทำให้รู้สึกสุขใจ
ข้อดีทางสังคม ผู้บริจาคเลือดจะได้รับเข็มที่ระลึกในการบริจาคเลือดครั้งแรกและได้รับเข็ม ที่ระลึกเมื่อบริจาคเลือดครบจำนวนครั้งตามที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติกำหนด เช่น 36 ครั้ง, 48 ครั้ง, 60 ครั้ง, 72 ครั้ง เป็นต้น รวมทั้งได้เหรียญกาชาดสมนาคุณตามที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติกำหนด และหากบริจาคเลือดครบ 100 ครั้ง ก็จะได้รับการชักชวนให้เข้าเป็นสมาชิกชมรมผู้บริจาคเลือด 100 ครั้ง และร่วมทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

ข้อดีทางจิตวิญญาณ การบริจาคโลหิตนอกจากให้ความรู้สึกดีเหมือนการให้ทานประเภทอื่นแล้ว ยังให้ความรู้สึกดีที่ได้ช่วยชีวิตผู้อื่นด้วย

มีสถิติที่น่าสนใจ คือ

ทุก ๆ ปี มีการบริจาคโลหิตถึง 107 ล้านครั้งต่อปี
ร้อยละ 65 ของการถ่ายโลหิตในประเทศรายได้ต่ำ ถูกใช้ไปกับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ
เป้าหมายขององค์การอนามัยโลก คือ ในปี ค.ศ. 2020 จะเป็นปีเป้าหมายสำหรับทุก ๆ ประเทศ เพื่อให้ได้รับโลหิตเต็มร้อยละ 100 จากอาสาสมัครบริจาคโลหิต

รามาธิบดี เปิดให้บริการคลินิกเพศหลากหลายในวัยรุ่น (Gender Variation Clinic / Gen V Clinic)

คลินิกเพศหลากหลายในวัยรุ่น
(Gender Variation Clinic / Gen V Clinic) 
โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทีมสหสาขาวิชาชีพ

เปิดให้บริการทุกวันศุกร์ที่2 ของเดือน
เวลา 13.00 – 15.00 น. ณ หน่วยตรวจโรคเด็ก ชั้น9 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ (สำนักงานชั่วคราว)

ฝรั่งมากด้วยสรรพคุณและประโยชน์กว่าที่คุณคิด

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด โดยจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด ในฝรั่งน้ำหนัก 165 กรัม จะให้วิตามินสูงถึง 377 มิลลิกรัม ! มีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 5 เท่า !

ฝรั่ง เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ลดน้ำหนัก หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้องอาการหิวที่คอยมากวนใจ เพราะกากใยจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ช่วยปรับระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม และกากใยยังช่วยล้างพิษโดยรวบได้อีกด้วย จึงส่งผลทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสดใส
33 ประโยชน์ของฝรั่ง

  1. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมากซึ่งช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอยต่างๆได้ดี
  2. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
  3. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ปกป้องผิวหนังจากอนุมูลอิสระต่างๆ
  4. เป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก
  5. ช่วยลดไขมันในเลือด
  6. สรรพคุณของฝรั่งช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง
  7. ใช้รักษาโรคอหิวาตกโรค
  8. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  9. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน
  10. ช่วยป้องกันอาการผิดปกติของหัวใจได้
  11. ใบฝรั่งใช้ในการดับกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาเคี้ยวแล้วคายกากทิ้ง
  12. ผลอ่อนช่วยบำรุงเหงือกและฝัน
  13. ใบฝรั่งช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน เหงือกบวม
  14. ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟันได้
  15. รากใช้แก้อาการเลือดกำเดาไหล
  16. น้ำต้มผลฝรั่งตากแห้ง ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบ
  17. น้ำต้มใบฝรั่งสดช่วยรักษาอาการท้องเสีย ป้องกันโรคลำไส้อักเสบ
  18. ใบช่วยรักษาอาการท้องเดิน ท้องร่วง
  19. ชาที่ทำจากใบอ่อนใช้สำหรับรักษาโรคบิด
  20. ผลสุกใช้ทานเป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก
  21. ช่วยล้างพิษโดยรวมในร่างกาย
  22. ใบช่วยแก้อาการปวดเนื่องจากเล็บขบ
  23. ใช้ทาแก้ผื่นคัน แผลพุพองได้
  24. ใบใช้แก้แพ้ยุง
  25. ใบฝรั่งใช้รักษาบาดแผล
  26. ใบใช้เป็นยาล้างแผล ดูดหนอง ถอนพิษบาดแผล แก้พิษเรื้อรัง น้ำกัดเท้า
  27. รากใช้แก้น้ำเหลืองสี เป็นฝี แผลพุพอง
  28. ใช้ในการห้ามเลือด ด้วยการใช้ใบมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณที่มีเลือดออก (ควรล้างใบให้สะอาดก่อน)
  29. ช่วยในการดับกลิ่นสาบจากแมลงและซากหนูที่ตาย ด้วยการใช้ฝรั่งสุก 2-3 ลูกวางทิ้งไว้ในรัศมีของกลิ่น กลิ่นดังกล่าวก็จะค่อยๆหายไป
  30. การรับประทานฝรั่งจะช่วยขจัดคราบอาหารบนตัวฟันได้
  31. เปลือกของต้นฝรั่งนำมาใช้ทำสีย้อมผ้า
  32. นิยมนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง และขนมอีกหลากหลายชนิด
  33. นำมาใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องเสียจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งบรรจุแคปซูลละ 250 มิลลิกรัม
ท้องเสียครั้งต่อไปคิดถึง ฝรั่ง
ใครที่มีอาการท้องเสียบ่อย ๆ วันนี้มีวิธีรักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่งมาบอก
นำใบฝรั่งมาล้างน้ำให้สะอาด ประมาณ 10-15 ใบ แล้วโขลกพอแหลก ใส่น้ำ 1 แก้วใหญ่ นำไปต้มใส่เกลือ พอเดือดยกลงนำมาดื่มแทนชา ได้ผลดี
นำผลฝรั่งอ่อน ๆ มาฝานเอาแต่เปลือกกับเนื้อ ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วกินรวมกัน หรือจะใช้ต้มดื่มเป็นน้ำฝรั่งก็ได้
นำใบฝรั่งสดที่ไม่อ่อน และไม่แก่เกินไป มาตัดหัวตัดท้าย แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งไว้สักครู่ ตักน้ำที่ได้จากการแช่ใบฝรั่ง มาจิบทีละนิด ก็ช่วยรักษาได้เช่นกัน แต่อย่าจิบมากจนเกินไป อาจทำให้ท้องผูกได้ ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันได้
คำแนะนำ : การรับประทานฝรั่งไม่ควรจะปอกเปลือกทั้งนี้เพื่อคงคุณค่าของสารอาหาร และไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป ถ้าเป็นไปได้ไม่ควนรับประทานร่วมกับพริกเกลือน้ำตาลหรืออื่นๆ เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังทำให้เราอ้วนขึ้นอีกด้วย
ฝรั่ง ชื่อสามัญ Guava ฝรั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Psidium guajava Linn. จัดเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลางและในหมู่เกาะอินดีสต์ตะวันตก และคาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยสายพันธุ์ในบ้านเราที่นิยมนำมารับประทานสดๆ ก็ได้แก่ฝรั่งกิมจู ฝรั่งเวียดนาม ฝรั่งแป้นสีทอง ฝรั่งไร้เมล็ด ฝรั่งกลมสาลี่ เป็นต้น

ล้างมือให้ถูกวิธี 7 ขั้นตอนและทำให้เป็นวัฒนธรรม

การล้างมือ 
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผลการศึกษาของคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ระบุว่า บนธนบัตร 1 ใบ จะมีเชื้อแบคทีเรียสะสมโดยเฉลี่ยถึง 26,000 ตัว ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ธนบัตรผ่านมือไปหลายต่อ
 แบคทีเรียเหล่านี้มีจำนวนมากพอที่จะทำให้คนทั่วไปเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ ระบุว่า ในแต่ละปีมีเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ต้องเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงถึง 3.5 ล้านคน และโรคปอดบวมอีกประมาณ 2 ล้านคน ทั้งๆที่วิธีการที่จะลดอัตราการเสียชีวิตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยาก มีการศึกษาวิจัยพบว่า เพียงแค่ล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธีจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงได้ถึง ร้อยละ 50 และจากโรคปอดบวมได้ถึงร้อยละ 25

สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้วันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันล้างมือโลก” หรือ Global Hand Washing Day เพื่อเป็นการรณรงค์และกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน และประชากรทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญของการล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกวิธีเป็นประจำ

คนไทยยังไม่ให้ความสำคัญในการล้างมือด้วยน้ำและสบู่เท่าที่ควร จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้มีการล้างมือด้วยน้ำและสบู่กันมากขึ้น เพื่อป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคอันเกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วง เฉพาะปีที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงสูงถึง 1,013,225 ราย

กรมอนามัย ได้มีการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ซึ่งถ้าพิจารณาถึงความคุ้มค่าจากวิธีการป้องกันดังกล่าวแล้ว พบว่าไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่า “การล้างมือด้วยสบู่”  ซึ่งทางกรมอนามัย ได้ให้ความสำคัญด้วยการรณรงค์เรื่องการล้างมืออย่างต่อเนื่อง โดยแนะนำให้ประชาชนล้างมือทุกครั้งภายหลังทำกิจกรรมต่างๆ เช่น หลังการจามหรือไอ หลังสัมผัสสิ่งสกปรกหรือสิ่งของที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น หลังออกจากห้องส้วม และก่อนรับประทานอาหาร ฯลฯ

“ผลการสำรวจในแหล่งชุมชนที่มีผู้สัญจรในกรุงเทพมหานคร ปี 2552 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ร้อยละ 61 แต่มีการล้างมือด้วยน้ำและสบู่หลังเข้าส้วมเพียง ร้อยละ 8 ทำให้ยังพบการปนเปื้อนของเชื้อโรคในมือประมาณร้อยละ 12”  แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญของการล้างมือมากขึ้นถึง ร้อยละ 90 แต่ก็ยังมีวิธีการล้างมือที่ไม่ถูกต้อง คือ ล้างด้วยน้ำเปล่าถึง ร้อยละ 41 มีผลทำให้ยังมีการติดเชื้อแบคทีเรียจากมือที่ไปหยิบจับอาหาร วัสดุต่างๆที่มีเชื้อแบคทีเรียอยู่

เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ทางปาก ทางจมูก และทางผิวหนัง หากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ก็จะก่อให้เกิดโรคติดต่อ และโรคติดเชื้อหลายโรค โรคติดต่อที่เป็นกันมากโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ได้แก่ โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคท้องร่วง และโรคมือเท้าปาก เป็นต้น ซึ่ง “มือ” ถือเป็นอวัยวะสำคัญที่นำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

ทุกคนสัมผัสกับเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา เพราะเชื้อโรคมีอยู่ทุกหน ทุกแห่ง แม้แต่กระทั่งในอากาศที่เราหายใจ ดังนั้นเราจึงควรสร้างสุขอนามัยที่ดีด้วยการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ และต้องล้างมือทันทีเมื่อทำกิจกรรม

 หากเราสามารถล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกสุขลักษณะสม่ำเสมอ และช่วยกันปลูกฝังทุกคนให้เห็นความสำคัญของการล้างมือตั้งแต่ยังเด็กก็จะช่วยลดการเจ็บป่วยลงได้

ในการรณรงค์เรื่องการล้างมือนั้น นอกจากภาครัฐแล้วในส่วนของภาคเอกชนก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในการรณรงค์เรื่องการล้างมือเพื่อเป็นการสกัดต้นตอของการติดเชื้อโรค

“จากงานวิจัย พบว่า การล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะด้วยสบู่จะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย จะช่วยลดโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆที่มีมือเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ระบบต่างๆ ในร่างกายได้ โดยพบว่า โรคไข้หวัด โรคท้องร่วง โรคผิวหนังอักเสบ โรคตาแดง ลดลงถึง 50% หลังล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะด้วยสบู่ นอกจากนี้ยังพบว่า การรณรงค์ยังต่อเนื่องส่งผลให้พฤติกรรมการล้างมือของเด็กนักเรียนเปลี่ยนไป โดยนักเรียนขยันล้างมือบ่อยขึ้นโดยที่ไม่ต้องบอกให้ล้างถึงร้อยละ 84”

การล้างมือ 7 ขั้นตอน 
ฟอกบริเวณฝ่ามือ

ฟอกฝ่ามือและง่ามนิ้วมือด้านหน้า

ฟอกหลังมือและง่ามนิ้วมือด้านหลัง

ฟอกนิ้วมือและข้อนิ้วมือด้านหลัง

ฟอกปลายนิ้วมือและเล็บ

ฟอกโคนนิ้วและนิ้วหัวแม่มือ

ฟอกรอบข้อมือ

การล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะเป็นประจำและสม่ำเสมอ ถือเป็นวิธีการป้องกันโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และการสัมผัสผ่านทางผิวหนังได้ แม้จะไม่ 100% แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสกัดต้นตอของการติดเชื้อโดยเฉพาะแบคทีเรียลงได้มากทีเดียว

และมือเอง ก็เป็นสิ่งที่เราใช้ตลอดเวลาและโรคหลายโรคก็ติดต่อทางมือโดยมือเป็นตัวนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย การล้างมือเป็นวิธีการป้องกันโรคติดเชื้อทั้งทางเดินหายใจและการสัมผัส

 โรคติดเชื้อที่ติดต่อผ่านทางมือที่พบบ่อยๆคือ

  • โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคหัด หัดเยอรมัน
  • โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย โรคตับอักเสบชนิดเอ โรคบิด อหิวาตกโรค
  • โรคพยาธิชนิดต่างๆซึ่งติดต่อได้จากการที่มือปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้แล้วหยิบจับอาหารเข้าไป
  • โรคติดต่อทางการสัมผัสโดยตรง เช่น โรคตาแดง โรคเชื้อรา แผลอักเสบที่ผิวหนัง หิด เหา โรคเริม
  • โรคที่ติดต่อได้หลายทาง เช่น โรคอีสุกอีใสอาจติดต่อได้จากการสัมผัสและจากการหายใจ

 ควรล้างมือเมื่อไหร่
1.หลังการไอหรือจาม หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งมือเมื่อไหร่ของผู้ป่วย
2.ก่อนและหลังรับประทานอาหาร
3.ก่อนและหลังการเตรียมอาหาร
4.ก่อนและหลังการเข้าห้องนํ้า
5.ก่อนและหลังการสูบบุหรี่
6.ก่อนและหลังการทำงาน
7.เมื่อกลับจากทำงาน

Translate »