ทำอย่างไรให้สมองเราสามารถใช้งานได้ดีอยู่เสมอ

ทำอย่างไรให้สมองเราสามารถใช้งานได้ดีอยู่เสมอ

1. จิบน้ำบ่อยๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการ เห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5.หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath) สมองใช้ออกซิเจน 20 .25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่ เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : beauty.vwander.com

ต่อมไทรอยด์นั้นสำคัญกว่าที่คุณคิด

หลายคนเข้าใจว่าไทรอยด์เป็นชื่อโรค ที่จริงแล้วไทรอยด์เป็นชื่อของอวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกายคนเรา เป็นรูปคล้ายปีกผีเสื้ออยู่ด้านหน้าของคอเรา ต่อมนี้มีขนาดไม่ใหญ่ซึ่งโดยปกติจะมองไม่ค่อยเห็น ยกเว้นคนที่ผอมมากๆ หน้าที่ของต่อมนี้มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับการสร้างและหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ได้แก่ T4 และ T3 ในการสร้างฮอร์โมนนั้นต้องใช้สารไอโอดีนในการสร้าง ฮอร์โมนนี้มีบทบาทตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์มารดา เพราะในขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์จนถึงระยะแรกของวัยเด็ก ฮอร์โมน T4 และ T3 มีหน้าที่ทำให้เกิดการพัฒนาการของสมองและระบบประสาท และเมื่อโตขึ้นฮอร์โมนไทรอยด์มีผลต่อการเผาผลาญอาหารและพลังงานตลอดจนการทำงานของหัวใจ ระบบประสาทอัตโนมัติ และการสร้างโปรตีนต่างๆ ในร่างกายเรา ดังนั้นเมื่อมีความผิดปกติของการสร้างและหลั่งฮอร์โมนของ
ต่อมไทรอยด์ ย่อมนำไปสู่การทำงานผิดปกติในหลายระบบ ในทางการแพทย์ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์แบ่งง่ายๆ
เป็น 2 กลุ่มโรค ได้แก่
ความผิดปกติในการทำงานของการสร้างฮอร์โมน T4 และ T3 ได้แก่ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ และ ภาวะไทรอยด์ลดน้อยกว่าปกติ
ความผิดปกติของขนาด และรูปร่างของต่อมไทรอยด์ เช่นโรคไทรอยด์โตชนิดหลายก้อน โรคไทรอยด์โตทั่วๆ ไปทั้ง 2 ข้าง และต่อมไทรอยด์โตเป็นก้อนเดียว
มารู้จักภาวะไทรอยด์เป็นพิษกันเถอะ
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินโรคนี้มาบ้างแล้ว และสงสัยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมอาการแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนตาโปน บางคนคอโตบางคนหายเองได้ ขณะที่บางคนต้องรักษาด้วยการรับประทานยาหรือได้รับแร่ไอโอดีนรังสี ขณะที่บางคนต้องผ่าตัดรักษา
ที่จริงคำว่าไทรอยด์เป็นพิษนั้น ไม่ใช่ชื่อโรค แต่เป็นสภาวะความผิดปกติของร่างกายที่เกิดจากการที่มีระดับฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมไทรอยด์ได้แก่ฮอร์โมน T3, T4 มากเกินไป โดยปกติต่อมไทรอยด์จะเป็นอวัยวะที่สร้างและหลั่งฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้ และจะถูกควบคุมให้อยู่ในระดับปกติด้วยฮอร์โมน TSH ที่สร้างจากต่อมใต้สมองอีกทีหนึ่ง ในคนที่เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ ระบบควบคุมนี้เสียไป ระดับฮอร์โมน T 3 และ T4 สูงมากขึ้นในกระแสเลือด ดังนั้นต่อมไทรอยด์ก็จะไม่อยู่ในการควบคุมของต่อมใต้สมองอีกต่อไปเมื่อตรวจเลือดก็จะพบว่ามีระดับ T3, T4 สูง ขณะที่ TSH ที่มาจากต่อมใต้สมองลดต่ำ
อาการของภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
ระดับฮอร์โมน T 3 และ T4 ในเลือดที่สูงจะกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกาย ทำงานอย่างรวดเร็ว เกิดการเผาผลาญอาหารออกมาเป็นความร้อนมากขึ้นอาการที่พบกันมากคือ เหนื่อยง่าย ใจสั่น ขี้ร้อน เหงื่อออกมาก ขี้หงุดหงิด น้ำหนักลดทั้งๆ ที่กินอาหารจุ ถ่ายบ่อย ผู้หญิงมีประจำเดือนน้อยลง กระดูกบางลง สำหรับผู้สูงอายุ อาจจะมีอาการเบื่ออาหารน้ำหนักลด ซึม และถ้าเป็นมากๆ อาจจะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ตับอักเสบ และดีซ่านได้
สาเหตุของภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
สาเหตุของภาวะไทรอยด์เป็นพิษนั้นมีหลากหลาย เป็นได้ทั้งจากการที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมน T3, T4 ออกมามากเอง หรือจากการได้รับยาฮอร์โมนไทรอยด์เช่นยา Eltroxin, Levothyroxine,Thyroxin หรือ Euthyrox มากเกินไป หรือเกิดจากการอักเสบของต่อมไทรอยด์ ทำให้มีการสลายเอาฮอร์โมนออกสู่ร่างกายมากกว่าปกติ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงที่พบได้บ่อยๆ 2 ชนิด คือไทรอยด์เป็นพิษที่เรียกว่าโรคเกรปซ์ ( Graves ‘ disease ) และโรคไทรอยด์อักเสบ

สัญญาณอันตรายของมะเร็ง 7 ประการ

1.ระบบขับถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะผิดปกติ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือปัสสาวะเป็นเลือด
2.กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียดแน่นท้องเป็นเวลานาน
3.มีอาการเสียงแหบและไอเรื้อรัง

4.มีเลือดหรือตกขาวที่ผิดปกติเช่น มีกลิ่นเหม็น
5.เป็นแผลรักษาไม่หาย
6.ก้อนหูดหรือไฝตามร่างกายโตขึ้น
7.มีก้อนที่เต้านมหรือส่วนต่างๆของร่างกาย ขอให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโดยละเอียดต่อไป

ผลเสียของการกินอาหารตอนกลางคืน และวิธีแก้ไข

การกินอาหารกลางคืน (Night Eating Syndrome) คงเป็นพฤติกรรมที่หลายคนกำลังเป็นอยู่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า มันจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมเร็ว คนที่ชอบกินอาหารกลางคืนจนติดเป็นนิสัยหรือจะเรียกอีกอย่างว่า “นักบริโภคยามรัตติกาล” หากมีพฤติกรรมเช่นนี้ต่อเนื่องไปเป็นเวลานานจนเกิดเป็นความเคยชินที่ไม่ดีจะทำให้นาฬิกาชีวิต (Biological Clock) ในร่างกายเกิดอาการเรรวนไปทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ท้องอืด ตื่นสาย กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาและเป็นโรคกระเพาะอาหาร ฯลฯ

การกินอาหารมื้อดึกหรือกินกลางคืนจะทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นกว่าปกติ เหมือนกับการทำงานล่วงเวลา (Overtime) แทนที่ร่างกายจะได้พักผ่อนกลับต้องมาย่อยอาหารมื้อดึกที่มักจะเป็นมื้อใหญ่เสียด้วย โรคต่างๆที่จะเกิดตามมาสู่คุณจะเริ่มจากโรคอ้วน (Obesity) ตามมาติดๆด้วยโรคความดัน เบาหวาน (Diabetes Mellitus) ฯลฯ สุขภาพของคนที่ติดกินดึกจะทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง

การสังเกตว่าคุณเป็นคนที่ชอบกินอาหารมื้อดึก (Night Eating) หรือไม่ให้สังเกตจากมื้อเช้าจะไม่ค่อยอยากกินอะไร เพราะอิ่มจากการกินตุนเอาไว้จากเมื่อคืน กว่าจะกินอาหารมื้อแรกของวันก็ปาเข้าไปเที่ยงวันหรือรวบยอดเป็นมื้อบ่ายไปเลย ส่วนมื้อต่อไปก็จะเป็นมื้อหลังจากเลิกงานไปเลยอาจจะเป็นเวลาตั้งแต่ 2 ทุ่มขึ้นไปนั่นคือจะกินอย่างเอาจริงเอาจังเลยในมื้อนี้ คนที่ติดกินดึกมักจะนอนไม่ค่อยหลับในตอนกลางคืนเลยมาหลับนกในเวลากลางวันและรูปร่างของคนที่ติดกินดึกจะเป็นคนเจ้าเนื้อและขาดความมั่นใจในรูปร่างทรวดทรงของตนเอง

วิธีแก้นิสัย…ของคนชอบหาอะไรกิน (กลางคืน)

1.กินให้ครบทั้งสามมื้อ เช้า กลางวัน และเย็น คนที่หิวตอนกลางคืนมักชอบงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง หรือไม่กินอาหารอย่างสมดุลในระหว่างวัน

2.ติดป้ายไว้ที่ประตูตู้เย็น หรือตู้กับข้าวว่า “งดบริการหลังอาหารค่ำ”

3.แปรงฟันทันทีหลังอาหารค่ำ เพื่อเตือนตัวเองว่า ห้ามกินอาหารอีกแล้ว

4.ไม่กินอาหารพร้อมกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ ไปด้วย เช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ดูทีวี หรือนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะได้ไม่กินมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

5.การกินมื้อดึกอย่างเดียว ไม่ได้เป็นสาเหตุของน้ำหนักขึ้น แต่เกี่ยวกับจำนวนแคลอรีที่คุณกินมากกว่าเวลากิน ฉะนั้นเลือกกินอาหารแคลอรีต่ำไว้ก่อน ถ้าไม่อาจเลี่ยงการกินตอนกลางคืนได้จริง ๆ

6.ถ้าคุณกินตอนกลางคืน เนื่องจากปัญหาทางจิตใจ คุณต้องหันมาใส่ใจปัญหาที่เกิดขึ้น และดูแลตัวเองในวิธีการที่ได้ผลจริง ๆ หาวิธีการที่ไม่ใช่การกินในการรับมือกับความเครียดของคุณแทน

ขอบคุณข้อมูล : Lisa

ตกขาว

ตกขาว คือของเหลวที่ไหลออกมาจากช่องคลอดเป็นของเหลวที่ถูกขับออกจากโพรงมดลูก ปากมดลูก ปากช่องคลอด และเซลล์ของเยื่อบุผนังช่องคลอดที่ตายและหลุดออกมา

ปริมาณตกขาวจะขึ้นกับแต่ละคน ตกขาวจะมีมากในช่วงไข่ตกในระยะกลางของรอบเดือน นอกจากนั้น ขณะตั้งครรภ์จะพบว่ามีตกขาวมากจนบางครั้งอาจเหนียวหนืด การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ก็จะมีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมาก หลังจากมีกิจกรรมทางเพศอาจมีตกขาวปริมาณมาก การใช้ยาคุมกำเนิดทำให้มีตกขาวเพิ่มได้

ลักษณะตกขาวปกติ

เป็นมูกใส พบได้ในระยะกลางของรอบเดือนเมื่อไข่สุก
สีขาวขุ่นข้นเหมือนแป้งเปียก มักพบก่อนมีประจำเดือน
ลักษณะตกขาวผิดปกติ

ตกขาวจะมีสีเหลืองปนเขียว น้ำตาล หรือปนเลือด
มีปัสสาวะแสบขัด
คันช่องคลอด
เจ็บท้องน้อย
หากมีอาการดังกล่าวควรจะต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาไม่ให้เชื้อโรคลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ

สาเหตุของอาการตกขาวผิดปกติ
เกิดจาการอักเสบภายในหรือมีการติดเชื้อ
มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างในช่องคลอด
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
มีเนื้องอกซึ่งหากเกิดจาเนื้องอกแล้วมักมีเลือดปนด้วย
สตรีวัยทอง มีภาวะขาดฮอร์โมน ทำให้ช่องคลอดแห้ง อักเสบง่าย

การรักษา ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ แพทย์จะตรวจภายในและนำตกขาวมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อแต่ละชนิดหรือย้อมสีเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาเชื้อ จากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อโรค เพื่อบำบัดรักษาการอักเสบติดเชื้อซึ่งยาที่ใช้มีหลายชนิด ทั้งชนิดสอดช่องคลอด ชนิดรับประทาน หรืออาจให้ยาทาภายนอกร่วมด้วยตามความเหมาะสม

ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด ไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาที่โฆษณามากมาย เพราะอาจระคายเคืองและอาจทำลายเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดตามปกติด้วย
ในการทำความสะอาดให้เช็คอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ช่องคลอด
หลีกเลี่ยงสเปรย์ดับกลิ้นหรือสบู่กลิ่นแรงที่ทำให้ระคายเคือง
ควรใส่กางเกงใน ที่ทำจากผ้าฝ้าย เพราะระบายอากาศได้ดีไม่อับชื้น
กางเกงใน ผ้าเช็ดตัว ผ้าถุงควรชักแล้วตากแดด ไม่ควรตากในร่มหรือในห้องน้ำ
หลีกลี่ยงกางเกงรัดรูป
หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด ถ้าใช้ควรเปลี่ยนบ่อยๆ
แนะนำคู่นอนทำความสะอาดมือและอวัยวะเพศก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์
รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ

สรุป ความสัมพันธ์ระหว่าง “วัย” กับ “ตกขาว”

วัยเด็ก มักเกิดจากความสกปรก สุขอนามัยไม่ดี ทำความสะอาดไม่เป็น
วัยเจริญพันธุ์ มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
วัยหมดประจำเดือน มักเกิดจากการขาดฮอร์โมน ทำให้ช่องคลอดแห้ง ระคายเคืองง่าย

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย จำเป็นหรือไม่?

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย เป็นการผ่าตัดเล็กที่ทำกันบ่อยมาก จนเกือบถือว่าเป็นเรื่องปกติวิสัย ทั้งนี้การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายในบางกลุ่มชนเป็นสิ่งปกติวิสัย เช่นชาวยิว ที่จะขลิบหนังหุ้มปลายตั้งแต่แรกคลอด และชาวมุสลิมที่ขลิบในวัยเด็ก แต่ในประชาชนทั่วไปมีความเชื่อกันว่าการขลิบหนังหุ้มปลายจะทำให้สามารถดูแลทำความสะอาดได้ดีขึ้น ป้องกันการติดโรคบางชนิด และป้องกันมะเร็ง เป็นต้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องตามวิชาการแพทย์ที่ได้มีการศึกษาวิจัยในปัจจุบัน

พัฒนาการของหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย

หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย เป็นอวัยวะที่มีอยู่ตามปกติ ปกคลุมส่วนปลายของอวัยวะเพศอยู่ เชื่อกันว่าทำหน้าที่ในการปกป้องส่วนปลายของอวัยวะเพศ และมีหน้าที่ในการรับรู้ความรู้สึกโดยเฉพาะเมื่อมีการกระตุ้นทางเพศ เพราะมีใยประสาทที่มีความไวเป็นจำนวนมากในบริเวณนี้ หลังคลอดหนังหุ้มปลายจะปิดปกคลุมปลายของอวัยวะเพศจนมิด และจะค่อยๆเผยออกจนสามารถมองเห็นรูเปิดของท่อปัสสาวะได้ แต่อย่างไรก็ดีเด็กอายุ 3 ปีจะมีอยู่ประมาณร้อยละ 10 ที่หนังหุ้มปลายไม่เปิด แต่ยังสามารถถ่ายปัสสาวะได้ เมื่อติดตามมาจนกระทั่งอายุ 6ปี จะมีประมาณร้อยละ 8 ที่หนังหุ้มปลายไม่เปิด และเหลือเพียงร้อยละ 1 ที่หนังหุ้มปลายไม่เปิดจนถึงอายุ 16 ปี

ถึงอย่างไรก็ดีเมื่อหนังหุ้มปลายเปิดใหม่ๆจะยังไม่สามารถเปิดได้หมดเพราะยังมีเยื่อบางๆติดยึดอยู่กับปลายอวัยวะเพศ สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยๆว่าเมื่อเด็กชายถ่ายปัสสาวะจะเห็นหนังหุ้มปลายโป่งพองออกเหมือนลูกโป่ง สิ่งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ปกติ บางครั้งอาจจะเห็นก้อนขาวๆ อยู่ใต้หนังหุ้มปลายก็เกิดจากการลอกตัวของเยื่อบุผิวกับไขมันมาจับตัวเป็นก้อนก็ถือได้ว่าไม่ใช่สิ่งผิดปกติที่น่าตกใจแต่ประการใด

หนังหุ้มปลายไม่เปิดคืออะไร?

ตามที่กล่าวข้างต้นว่าหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายเมื่อถึงเวลาที่เหมาสมก็สามารถเปิดเองได้ มีเพียงจำนวนไม่มากนักที่จะไม่เปิดเมื่อถึงวัยรุ่น ดังนั้นคำจำกัดความของหนังหุ้มปลายไม่เปิดจะครอบคลุมเฉพาะหนังหุ้มปลายที่มีลักษณะเป็นพังผืดตรงปลายไม่สามารถยืดออกได้และไม่มีแนวโน้มจะเปิดได้เอง การวินิจฉัยอาศัยการตรวจร่างกายเป็นหลัก ไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมืใดๆในการตรวจวินิจฉัย

รูปแสดงหนังหุ้มปลายไม่เปิด

ปัญหาที่เกิดขึ้นหากหนังหุ้มปลายไม่เปิด ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อหนังหุ้มปลายไม่เปิดได้แก่

  1. มีของเสียขังอยู่ใต้หนังหุ้มปลาย มีลักษณะเป็นก้อนขาวๆ เกิดจากากรลอกตัวของเยื่อบุผิวและไขมันที่ลอกตัวออกมา อาจจะมีตะกอนจากน้ำปัสสาวะปนอยู่บ้าง ไมได้เป็นความผิดปกติที่อันตรายแต่อย่างใด เมื่อหนังหุ้มปลายเปิดออกก็จะลอกหลุดเอง หรือสามารถชะออกได้ในขณะทำความสะอาด
  2. หนังหุ้มปลายร่นรัด จะมีลักษณะที่มีรอยคอดรัดหนังหุ้มปลายจนทำให้ส่วนปลายบวม ไม่สามารถรูดหนังหุ้มปลายได้อีก มักเกิดจากการที่รูดหนังหุ้มปลายถอยไปแล้วไม่ได้รูดกลับ เกิดขณะปัสสาวะ หรืออาบน้ำทำความสะอาด หรือสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง
  3. ปัสสาวะลำเล็ก มีการโป่งพองออกของหนังหุ้มปลาย หากหนังหุ้มปลายมีช่องเล็กมากเมื่อเด็กถ่ายปัสสาวะจะต้องออกแรงเบ่งมาก หนังหุ้มปลายจะโป่งออกเหมือนลูกโป่ง สร้างความวิตกกังวลแก่พ่อ แม่ แต่สามารถหายเป็นปกติได้เมื่อเด็กโตขึ้น
  4. มีการอักเสบบริเวณปลายอวัยวะเพศ มีการบวม แดง เจ็บ หรือมีน้ำปัสสาวะขุ่นๆออกมาตรงปลาย ซึ่งการรักษาจะต้องทำความสะอาด ให้ยาปฏิชีวนะ และเมื่อหายแล้วอาจจะเป็นข้อบ่งชี้ในการขลิบหนังหุ้มปลาย แต่บางท่านก็ยังแนะนะให้รอดูอาการก่อน เพราะหากสามารถดูแลความสะอาดได้ดีก็จะไม่มีการอักเสบอีก
  5. หากทิ้งไว้จนถึงวัยผู้ใหญ่ มีโอกาสจะเกิดมะเร็งอวัยวะเพศได้สูงกว่าคนอื่นที่หนังหุ้มปลายเปิด

รูปแสดง หนังหุ้มปลายร่นรัด

การขลิบหนังหุ้มปลายช่วยป้องกันโรคได้หรือไม่?

เคยมีความเชื่อว่าการขลิบหนังหุ้มปลายช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริงการขลิบหนังหุ้มปลายสามารถป้องกันและลดการแพร่โรคได้เฉพาะบางโรคเท่านั้น เช่น หูด หงอนไก่ เป็นต้น เพราะหนังหุ้มปลายที่ยาวอาจจะซ่อนรอยโรคเหล่านี้ไว้ แต่โรคอื่นๆไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการขลิบหนังหุ้มปลายจะช่วยป้องกันได้ รวมถึง HIV ด้วย นอกจากนั้นในด้านการป้องกันมะเร็งอวัยวะเพศนั้นการขลิบหนังหุ้มปลายเมื่อหนังหุ้มปลายไม่เปิดจริงๆ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็สามารถป้องกันโรคนี้ได้ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าชาวมุสลิมมีอัตราการเกิดมะเร็งอวัยวะเพศต่ำมาก

หนังหุ้มปลายอาจจะมีประโยชน์ในอนาคต

หนังหุ้มปลายมีลักษณะพิเศษที่มีความบาง มีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมากและไม่มีขน ด้วยลักษณะพิเศษนี้ทำให้แพทย์สามารถใช้หนังหุ้มปลายเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดตบแต่งท่อปัสสาวะ โดยการนำเอาหนังหุ้มปลายม้วนเป็นท่อ หรือนำไปเสริมท่อปัสสาวะกรณีที่ท่อปัสสาวะผิดปกติ หรือมีท่อปัสสาวะตีบตัน ดังนั้นหากมีการขลิบหนังหุ้มปลายโดยไม่ได้ตรวจให้แน่นอนว่ามีท่อปัสสาวะผิดปกติหรือไม่ หากท่อปัสสาวะผิดปกติแต่กำเนิดแล้วก็จะพลาดโอกาสในการนำหนังหุ้มปลายมาใช้ในการแก้ไขท่อปัสสาวะได้

รูปแสดงท่อปัสสาวะผิดปกติที่อาจจะต้องใช้หนังหุ้มปลายมาผ่าตัดตบแต่งให้ปกติ

การรักษาหนังหุ้มปลายไม่เปิด

  1. การรักษาโดยวิธีประคับประคอง การรักษาในขั้นตอนแรก พ่อแม่ สามารถช่วยดึงหนังหุ้มปลายให้ค่อยๆเปิดได้ โดยอาจจะใช้ครีม หรือโลชั่นทาบางๆให้หนังหุ้มปลายมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ค่อยๆทำทีละน้อย ขณะอาบน้ำ หรือขณะนอนหลับ แต่ได้มีการศึกษายืนยันว่าการใช้ครีม steroid ที่มีความเข้มข้นไม่มากเกินไป ทาบริเวณหนังหุ้มปลายจะช่วยให้หนังหุ้มปลายเปิดได้ ยาที่ใช้ได้แก่ betamethasone 0.05% ทาวันละ 2-3 ครั้งบริเวณปลายสุดของหนังหุ้มปลาย เด็กกว่าร้อยละ 90 หนังหุ้มปลายจะเปิดได้ แต่หากใช้เวลากว่า 3 เดือนไม่เห็นผลก็ควรเปลี่ยนวิธีการรักษา
  2. การขลิบหนังหุ้มปลาย การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ ถือเป็นวิธีการักษาหลังสุดหลังจากไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นแล้ว ในวัยรุ่น สามารถทำโยการใช้ยาชาเฉพาะที่แต่ในวัยเด็กจะต้องดมยาสลบ เพราะเด็กจะต่อต้าน ข้อบ่งชี้ในการขลิบหนังหุ้มปลายได้แก่

  1. หนังหุ้มปลายไม่เปิดที่มีลักษณะของพังผืดบริเวณปลายชัดเจน ซึ่งมีแนวโน้มจะไม่เปิดได้เอง ดังที่กล่าวมาในตอนต้น
  2. หนังหุ้มปลายไม่เปิด จนมีอาการปวดเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัว
  3. มีการอักเสบบริเวณปลายอวัยวะเพศ เป็นๆหายๆ
  4. มีทางเดินปัสสาวะอักเสบ เป็นๆหายๆ ที่ไม่สามารถหาสาเหตุอื่นได้
  5. ท่อไตมีลักษณะผิดปกติ โดยมีปัสสาวะไหลย้อนกลับสู่ไตเมื่อถ่ายปัสสาวะทั้งนี้เกิดจากรอยต่อของท่อไตส่วนปลายที่ต่อลงกระเพาะปัสสาวะมีลักษณะของหูรูดที่ไม่แข็งแรงพอ ซึ่งโดยปกติหูรูดส่วนนี้จะแข็งแรง ไม่มีปัสสาวะไหลย้อนกลับในขณะเบ่งปัสสาวะ หากหนังหุ้มปลายไม่เปิดและต้องออกแรงเบ่งปัสสาวะมากก็จะยิ่งทำให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับมากขึ้น

รูปแสดงการขลิบหนังหุ้มปลาย

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศถือเป็นหัตถการที่ไม่ยุ่งยากนัก หากทำอย่างถูกต้อง แต่อย่างไรก็ดีมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนได้ถึงร้อยละ 2 อาการแทรกซ้อนที่พบได้แก่ การมีเลือดออกบริเวณผ่าตัด มีการอักเสบติดเชื้อเป็นต้น และยังมีรายงานการเกิดภยันตรายต่ออวัยวะเพศ จนเกิดท่อปัสสาวะตีบตัน และที่ร้ายที่สุดคือปลายอวัยวะเพศได้รับภยันตรายจนขาด

สรุป

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย มีข้อพึงพิจารณามากมาย นอกจากกรณีที่เป็นการขลิบตามหลักศาสนาแล้ว สมควรที่จะให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความเหมาะสมว่าสมควรจะต้องขลิบหนังหุ้มปลายหรือไม่ ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำบุตรหลานไปรับคำปรึกษาได้ในโรงพยาบาลทั่วไปที่มี ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ศัลยแพทย์ทั่วไปหรือกุมารศัลยแพทย์

ศาสตราจารย์นายแพทย์วชิร คชการ
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ
ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

เอกสารอ้างอิง

McGregor T, Pike J, Leonard M. Pathologic and Physiologic Phimosis. Can Fam Physician 2007;53:445-8.
Hill G. The case against circumcision. JMHG 2007;4:318-23.
Hinchley G. Is infant male circumcision an abuse of the rights of child? BMI 2007;335:1180-1.

นั่งทำงานหน้าคอมให้ถูก หลังดี ไม่มีปวด

ทุกวันนี้สิ่งที่เราต้องเผชิญอยู่เสมอ คือ การนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นเพราะทำงาน เล่นเกมส์ เล่นเฟสบุค หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลให้เรามีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลังทั้งนั้น เพราะต้องก้มศีรษะลงขณะใช้งานใช้คีย์บอร์ดและเมาส์ ทั้งยังต้องยกแขนไปมา  แถมยังทำให้ต้องใช้กล้ามเนื้อคอมากเกินไป เกิดอาการเกร็ง หรือตึงกล้ามเนื้อ เมื่อนั่งทำงานไปนานๆ มักปวดคอ ศีรษะ หรือคอตึง คอเกร็ง ทั้งยังทำให้เสียบุคลิกอีกด้วย …แล้วแบบนี้เราจะมีวิธีรับมืออย่างไร ไปหาคำตอบกันเลยดีกว่า

วิธีปฏิบัติแก้อาการปวดหลัง

1. การเลือกขนาดของโต๊ะ เก้าอี้ให้เหมาะสมพอดีกับสรีระ

2. ไม่ควรใช้เก้าอี้สปริงที่เอนได้ เพราะไม่มีการรองรับหลังเท่าที่ควร ควรเลือกเก้าอี้ที่เอนได้และมีความสูงของเก้าอี้และโต๊ะได้ระดับ

3. นั่งในท่าที่เหมาะสมและมีหมอนรองหลัง ไม่ควรนั่งขัดสมาธิเวลาใช้คอมนานๆ เพราะจะทำให้เมื่อยมากกว่าเดิม 2 เท่า เนื่องจากเมื่อยจากท่านั่งขัดสมาธิอยู่แล้ว ควรนั่งบนเก้าอี้ปกติ เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะในตำแหน่งมาตรฐาน ควรหาหมอนขนาดกำลังพอเหมาะมารองพนักพิงหลัง เพื่อรองรับกระดูกสันหลัง ชะลออาการเมื่อยได้ หากต้องทำงานหรือต้องนั่งหน้าคอมเวลานาน ควรเลือกเก้าอี้ที่ช่วยให้นั่งสบายเวลาทำงานโดยเฉพาะ

4. คอมพิวเตอร์ที่ใช้ต้องปรับให้จออยู่ในระดับสายตา คือกึ่งกลางของจออยู่ระดับสายตา ให้อยู่ห่างระดับสายตาประมาณ 2.5 ฟุต กำลังพอเหมาะ และอยู่ในระดับสายตา พอดีกับระดับเก้าอี้ที่นั่ง นอกจากนี้การใช้จอแบบ LED ที่แพร่หลายในปัจจุบัน เพื่อลดการสะท้อนของเงาและช่วยถนอมสายตาอีกด้วย

5. แป้นคีย์บอร์ด ควรอยู่ในระดับข้อศอก ข้อมือ จะได้ไม่ต้องยกแขนขึ้นมาพิมพ์ ตั้งจอ ปรับจอให้อยู่ในระดับสายตา ไม่ไกล ไม่ใกล้จนเกินไป

6. ใช้เมาส์ ควรเป็นแทรกกิ้งบอล หรือไร้สาย ที่นำมาใกล้ตัวได้ ใช้ถนัดไม่ต้องยื่นแขน

7. ควรนั่งเก้าอี้ให้เต็มก้น

8. ลุกขึ้น เปลี่ยนอริยาบถ เราไม่ควรนั่งท่าเดิมๆเป็นเวลานานติดต่อกัน ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ หาของกิน เข้าห้องน้ำ หรือออกไปยืดเส้นยืดสายบ้างข้างนอกบ้างก็ได้ ทุกๆ 30-45 นาที ออกไปข้างนอกตัวอาคารได้เลยยิ่งดี เพื่อที่จะให้สายตาได้เจอกับแสงในระดับที่ต่างกันบ้าง หรือไม่ก็ลุกขึ้นทำท่ายืดกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ คอ แขน หลัง และ ขา ยืดค้างไว้ข้างละประมาณ 10 วินาที

9. กระพริบตา มองออกไปในระยะไกล  การกระพริบตาถี่ๆ จะช่วยให้น้ำมาหล่อเลี้ยงดวงตามากขึ้น หรือหลับตาเอนหลังสักพัก เพื่อให้ดวงตาได้พักผ่อน เหมือนนอนหลับ หรือจะมองออกไปในระยะไกลสุดสายตา ไม่ต้องจ้องหรือโฟกัสจุดไหน เพราะตาจะได้ไม่เกร็ง เป็นการผ่อนคลายสายตาได้ดีมากวิธีหนึ่ง นอกจากนี้การดื่มน้ำเป็นระยะๆและ นำฝ่ามืออุ่นๆมาประคบดวงตา ยังช่วยผ่อนคลายอาการเมื่อยของดวงตาได้

10. ควรบริหารร่างกายอยู่สม่ำเสมอ ท่าง่ายๆ นอกจากเดินไปมาคือการบีบคอ ยืดกล้ามเนื้อคอ เอียงไปซ้ายและขวา ก้มหน้าเงยหน้า โดยแต่ละท่าค้างไว้ 10 วินาที ต่อมาเป็นการยืดกล้ามเนื้อหลังโดยการก้มตัว หน้าอกประชิดหัวเข่า การยืดและคลายกล้ามเนื้อควรทำช้าๆ และค้างไว้ 10 วินาทีเช่นกัน เพื่อให้กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นยืดตัว ถ้าก้มแรงๆ หรือกระแทกแรงๆ จะทำกล้ามเนื้อฉีกขาดหรือบาดเจ็บได้

            แม้ว่าวิธีที่กล่าวมาทั้งหมด จะไม่ได้ช่วยป้องกัน 100% ดังนั้น แต่อย่างน้อยก็สามารถช่วยลดอาการปวดลงได้  ดังนั้นแล้วกันไว้ดีกว่าแก้ทีหลังนะคะ อะไรที่เราพอทำได้ ก็ไม่ควรละเลย

ที่มา Interscholarship.com

โรคไวรัสตับอักเสบ

โรคไวรัสตับอักเสบ
มีสาเหตุมาจากไวรัสหลายชนิดคือ เอ บี ซี ดี อี ไวรัสกลุ่มนี้ชอบอาศัยอยู่ในเซลล์ตับ ทำให้เกิดตับอักเสบ เซลล์ตับถูกทำลาย เมื่อตับถูกทำลายมากจะกลายเป็นเนื้อเยื่อพังผืดและอาจกลายเป็นตับแข็งหรือกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

หน้าที่ของตับ

ตับเป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุด อยู่บริเวณชายโครงขวา มีหน้าที่สำคัญคือ เปลี่ยนสารพิษหรือยาต่างๆ ที่กินเข้าไปให้ไม่มีพิษ สร้างน้ำดีช่วยย่อยไขมัน สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด สร้างเม็ดเลือดแดงในเด็กและเก็บพลังงาน

โรคไวรัสตับอักเสบเกิดได้อย่างไร

โดยทั่วไปเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันของเราจะสามารถกำจัดเชื้อได้และจะหายเอง (อาจใช้ระยะเวลานานประมาณ 6 เดือน) มีบางรายร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้หมด เชื้อจึงอยู่ในเลือดอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีอาการ ซึ่งเรียกว่า พาหะ บางรายมีการอักเสบและมีการทำลายของเซลล์ตับไปเรื่อยๆ เรียกว่า “ ตับอักเสบเรื้อรัง”

โรคไวรัสตับอักเสบมีอาการและอาการแสดงอย่างไร

ไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดจะมีอาการคล้ายคลึงกัน คือ

ไม่มีอาการหรืออาการแสดงอะไรเลยหลังจากได้รับเชื้อ
มีอาการคล้ายเป็นไข้หวัด มีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปวดข้ออยู่ 2-3 วัน เป็นแล้วหายได้เอง อาจมีอาการกดเจ็บที่ตับ บางรายมีอาการตัวตาเหลือง ร่วมด้วย ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าเป็นตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเมื่อเป็นแล้วโดยส่วนใหญ่จะหายไปในเวลา 6-8 สัปดาห์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้พบโดยบังเอิญจากการสุขภาพทั่วไป กรณีไวรัสตับอักเสบชนิดบีนั้น บางรายอาจมีอาการถ่ายปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งเป็นอาการเด่นที่ทำให้มาพบแพทย์และจะตรวจพบเอนไซม์ตับสูง
ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง บางรายอาการรุนแรงมาก ตัวตาเหลืองไม่หายแต่กลับเป็นมากขึ้น อุจจาระมีสีซีด คันตามตัว อ่อนเพลีย ปวดท้อง ถ้าได้รับเชื้อมากอาจมีอาการรุนแรงคือ ท้องและขาบวม พูดเลอะเลือน เพ้อ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ต้องใช้เวลาเป็นเดือนในการรักษาให้ดีขึ้น
คนที่สบายดีตรวจพบว่าเป็นพาหะอย่าเพิ่งตกใจ ควรปรึกษาแพทย์/พยาบาล เพื่อเจาะเลือดประเมินค่าเอนไซม์ อาจบอกภาวะได้ชัดเจนว่า มีตับอักเสบเฉียบพลัน เรื้อรังหรือเป็นพาหะนำเชื้อ ซึ่งควรได้รับคำแนะนำในการดูแลตนเองหรือจัดการแก้ไข

โรคไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิด

ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ
เชื้อจะอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วย จึงอาจปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ไม่สะอาด อาหารสุกๆ ดิบๆ ผักสดที่ล้างไม่สะอาด และติดต่อทางอาหารและน้ำดื่มได้

ดังนั้นกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอสูงคือ กลุ่มที่มีสุขอนามัยหรือการสุขาภิบาลไม่ดี ผู้ที่อยู่ในสถานที่แออัด เช่น สถานเลี้ยงเด็ก กองทหาร เป็นต้น ผู้ได้รับเชื้อมีโอกาสหายขาดเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงส่วนน้อยที่กลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ในปัจจุบันมีวัคซีนฉีดป้องกันแต่ยังมีราคาสูง

ไวรัสตับอักเสบชนิดบี
เป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 9 ของโลก ในประเทศไทยเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดตับอักเสบเรื้อรัง เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีมีผนังหุ้มตัวเอง ตายยาก สามารถหลบอยู่ในเซลล์ของตับ ดื้อยา ในอากาศภายนอกมีชีวิตอยู่ได้เป็นเดือน อยู่ในตู้เย็นได้เป็นปี ผู้ได้รับเชื้อเพียงเล็กน้อยก็มีโอกาสเป็นโรค (มีโอกาสกลายเป็น ตับอักเสบเรื้อรังร้อยละ 10)

ไวรัสตับอักเสบชนิดซี
ระบาดมากในอเมริกา แต่ในระยะ 10 ปีนี้พบในประเทศไทยมากขึ้น ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีมักไม่ค่อยมีอาการ ส่วนใหญ่พบจากการตรวจสุขภาพทั่วไป จึงนับเป็นภัยเงียบ ผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบซีสามารถกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังถึงร้อยละ 85 การติดต่อเหมือนไวรัสตับอักเสบชนิดบี แต่ทางเพศสัมพันธ์พบน้อย มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ติดเชื้อโดยไม่ทราบสาเหตุ ไวรัสตับอักเสบซียังไม่มีวัคซีนป้องกัน จึงต้องป้องกันโดยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง

ไวรัสตับอักเสบชนิดดี
จะไม่เกิดเองตัวเดียวโดดๆ จะเกิดร่วมกับไวรัสตับอักเสบชนิดบี ผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบชนิดบีอยู่แล้ว เมื่อเกิดไวรัสตับอักเสบดีร่วมอาการจะรุนแรงขึ้น การติดต่อเหมือนไวรัสตับอักเสบชนิดบี

ไวรัสตับอักเสบชนิดอี
มีลักษณะคล้ายไวรัสตับอักเสบชนิดเอ แต่รุนแรงน้อยกว่าและหายเร็วกว่า แต่ถ้าพบในหญิงตั้งครรภ์อาการจะรุนแรงและอันตรายโดยเฉพาะในระยะ 3 เดือนท้ายก่อนคลอด

 การติดต่อ

ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ติดจากมารดาสู่บุตรขณะคลอด ทางการสัมผัสน้ำคัดหลั่งเช่น เลือด น้ำลาย ดังนั้นคนที่เสี่ยงในการสัมผัสเลือดหรือน้ำคัดหลั่งที่มีเชื้อ เช่น ผู้ที่ใช้แปรงสีฟัน มีดโกน ร่วมกัน ผู้ได้รับเลือดมีโอกาสเป็นโรคสูง บางรายติดโดยไม่ทราบสาเหตุ

 การป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดบี

ในหญิงตั้งครรภ์ที่เจาะเลือดพบไวรัสตับอักเสบชนิดบี ต้องมาพบแพทย์ตามนัด หลังคลอดแพทย์จะฉีดภูมิคุ้มกันโรคให้ทารกและจะฉีดเป็นระยะๆ การฉีดมี 2 แบบ คือ ฉีดเมื่อแรกเกิด 1 เดือน และ 6 เดือน หรือฉีดเมื่อแรกเกิด 1 เดือน 2 เดือน และ 12 เดือน แล้วแต่ชนิดของวัคซีน ต้องฉีดให้ครบ ทารกจึงจะมีภูมิคุ้มกันเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้ดี หลังคลอดมารดาสามารถให้นมบุตรได้

สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 15 ปี และต้องการรับภูมิคุ้มกัน ให้เจาะเลือดดูภูมิคุ้มกันก่อน ถ้ามีภูมิคุ้มกันแล้วก็ไม่ต้องฉีดวัคซีน แต่ถ้ายังไม่มีภูมิคุ้มกันจะฉีดครั้งแรก อีก 1 เดือน และอีก 6 เดือนต่อมา (0, 1, 6)

ความรุนแรงของไวรัสตับอักเสบแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้

– เพศ เพศชายจะมีโอกาสเป็นมะเร็งในตับมากกว่าเพศหญิง

– อายุ ผู้ที่เป็นตับอักเสบตั้งแต่วัยเด็ก การพยากรณ์โรคจะไม่ดี

– ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น ใช้เข็มยาเสพติด รับประทานยาหลายชนิดที่มีผลต่อตับ อาการจะเลวลง ในทางตรงข้ามผู้ที่แข็งแรง มีภูมิต้านทานดีเมื่อได้รับเชื้อ ร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อได้

การรักษา

การรักษาในปัจจุบันคือการรักษาในไวรัสตับอักเสบบีและซีภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยารักษาเป็นยาฉีดชื่ออินเตอร์เฟอร์รอน ( Interferon) ยานี้จะช่วยลดจำนวนไวรัส ช่วยลดการอักเสบของตับ และทำให้สภาพเนื้อตับดีขึ้น และต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ยาก็มีผลข้างเคียงที่ต้องพึงระวังมาก แพทย์จะเลือกใช้เฉพาะกับผู้ป่วยที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังแล้วเท่านั้น

โรคไวรัสตับอักเสบส่วนมากจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างคนปกติ มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง ข้อปฏิบัติตัวของผู้ป่วยมีความสำคัญในการป้องกันการดำเนินของโรค บางรายอาจไม่มีอาการกำเริบเลยตลอดชีวิต

ข้อปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยในขณะตับอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง

เพื่อให้ตับทำงานน้อยลง ต้องพักผ่อนอย่างจริงจังในระยะที่มีอาการและไม่ควรออกกำลังกาย
รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย ดูดซึมง่าย เช่น อาหารประเภทข้าว ของหวาน เป็นต้น แม้จะเบื่ออาหารควรฝืนใจเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น รับประทานเนื้อสัตว์ได้แต่ไม่ควรเป็นเนื้อติดมัน หลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมัน เพราะทำให้ท้องอืด
งดดื่มสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
หลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเองเพราะจะเป็นอันตรายต่อตับ
คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นพาหะ

ทำงานได้ตามปกติ
ตรวจเลือดซ้ำหลังการตรวจครั้งแรก 3-6 เดือน
งดสูบบุหรี่และดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยไม่มีความจำเป็น
ดูแลรักษาสุขภาพตามปกติคือ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ควรหลีกเลี่ยงอาหารมันๆ ออกกำลังกายได้แต่ไม่ควรหักโหมหรือออกแรงมาก ไม่ควรเล่นกีฬาที่ต้องแข่งขัน
รักษาสุขลักษณะส่วนบุคคล โดยใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกัน งดใช้เครื่องใช้ส่วนตัวหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น
ฉีดวัคซีนให้คู่สมรสและบุตรของผู้เป็นพาหะ (กรณีที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน)
งดบริจาคเลือดและอวัยวะต่างๆ ตลอดจนน้ำอสุจิที่ใช้ผสมเทียม
ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ กรณีที่ไปรับการตรวจรักษาหรือทำฟัน
ควรพบแพทย์ ตรวจสุขภาพเป็นระยะ
การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ

รับประทานอาหารที่สุกสะอาด ล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร และหลังออกจากห้องน้ำ
ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น เช่น กรรไกรตัดเล็บ มีดโกน ฯลฯ
ให้แยกซักเสื้อผ้าของผู้ป่วย อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด อาเจียนเทลงส้วม ในกรณีทีมีผู้ป่วยที่อยู่ในระยะตับอักเสบอยู่ในบ้าน
ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้สงสัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบชนิดบี
ตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสตับอักเสบก่อนที่จะสมรส
กรณีตั้งครรภ์ ฝากครรภ์เสียแต่เนิ่นๆ
ฉีดวัคซีนป้องกันกรณีที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน

ที่มารามาคลินิก
งานการพยาบาลป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ 
ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 
เรียบเรียง จริยา วิรุฬราช 
ที่ปรึกษา รศ. ประคอง อินทรสมบัติ


เอกสารอ้างอิง

ชมรมตับอักเสบแห่งประเทศไทย (ม.ป.ป.). ไวรัสตับอักเสบมฤตยูเงียบ.เชอริง-พราว จำกัด.

ทวีศักดิ์ แทนวันดี.(ม.ป.ป.). โรคตับอักเสบจากไวรัสซี. เชอริง-พราว จำกัด.

ยง ภู่วรรณ.(2539). ไวรัสตับอักเสบและการป้องกัน. กรุงเทพฯ : ชัยเจริญ.

สมพนธ์ บุณยคุปต์.(2538). ตับอักเสบ. งานการพยาบาลป้องกันโรคและส่งเสริม

สุขภาพ ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. แผ่นพับ.

โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก อัมพฤกษ์ที่หน้า (Bell’s palsy) หญิงตั้งครรภ์ก็เป็นได้

โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก อัมพฤกษ์ที่หน้า (Bell’s palsy) หมายถึง อาการที่เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีก ทำให้หลับตาได้ไม่สนิท มุมปากตก และขยับใบหน้าซีกนั้นไม่ได้ โดยเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง แต่จะก่อให้เกิดความกังวล และ สูญเสียความมั่นใจในการเข้าสังคมของผู้ป่วย

นายแพทย์ Charles Bell

สาเหตุที่เรียกว่า Bell’s palsy ก็เพราะนายแพทย์ Charles Bell ศัลยแพทย์ชาวสก็อตเป็นผู้บรรยายอาการของโรคนี้ไว้เป็นท่านแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

หน้าเบี้ยวหลับตาไม่สนิท จะทำให้เกิดอัมพาตหรือไม่
อาการของโรคหน้าเบี้ยว ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเร็วใน 1-2 วัน ตื่นมารู้สึกหน้าหนักๆ หลับตาไม่สนิท ตาแห้ง ดื่มน้ำจะมีน้ำไหลจากมุมปาก บางรายมีลิ้นรับรสผิดปกติหรือหูอื้อๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เร็วเพราะมีคนทัก และกลัวเป็นอัมพาต ซึ่งอาการของสมองขาดเลือด (อัมพฤกษ์ อัมพาต) จะแยกได้โดย มักจะมีอาการทางระบบประสาทอื่นร่วมด้วย ได้แก่ แขนขาอ่อนแรงข้างเดียวกับที่มีปากเบี้ยว ตาเห็นภาพซ้อน เดินเซหรือมีอาการบ้านหมุน เป็นต้น

อาการหน้าเบี้ยวนั้นเกิดได้จากรอยโรคหลายแห่ง
อาจเป็นจากโรคในเนื้อสมอง(ชนิดUMN) เช่น จากเส้นเลือดในสมองตีบ หรือ จากเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7(ชนิดLMN) แต่อาการทางคลินิกจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน สามารถสังเกตง่ายๆได้โดย ถ้าเป็นจากโรคในเนื้อสมอง(UMN) ผู้ป่วยมักจะหลับตาได้สนิท แต่มุมปากจะขยับได้น้อยลง แต่ถ้าเป็นจากเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7(LMN)เอง จะขยับไม่ได้ทั้งซีกหน้า หลับตาไม่สนิท มุมปากตก ดื่มน้ำก็จะหกจากข้างนั้นๆ

modified from N Engl J Med 2004;351:1323-1331.
ภาพ A หน้าเบี้ยวครึ่งซีกขวาชนิด UMN 
ภาพ B หน้าเบี้ยวครึ่งซีกขวาชนิด LMN

ความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7นั้น อาจเกิดจากส่วนของเส้นประสาทส่วนที่ยังอยู่ในก้านสมอง(brainstem ส่วน pons) หรือ ส่วนที่ออกมาจากเนื้อสมองแล้วแต่ยังอยู่ในช่องน้ำไขสันหลัง(subarachnoid space) หรือฐานกระโหลก ก็ได้ อย่างไรก็ตามมีส่วนน้อยที่ความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 เกิดจากสาเหตุในตัวก้านสมอง ซึ่งก็มักจะมีอาการทางระบบประสาทอื่นๆให้ตรวจพบด้วย และจะเรียกชื่อตามแต่สาเหตุของโรค ไม่เรียกว่าโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก อัมพฤกษ์ที่หน้า (Bell’s palsy)

Modified from N Engl J Med 2004;351:1323-1331

ภาพกายวิภาคของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 เส้นประสาทจะออกจากก้านสมองส่วน pons แล้วออกไปทางด้านข้าง เดินทางคู่ไปกับเส้นประสาทสมองเส้นที่ 8 ผ่านกระโหลกศีรษะไปออกที่หน้าต่อใบหู เส้นประสาทสมองเส้นที่ 7นี้นอกจากควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าแล้ว ยังมีอีกหน้าที่อื่นเช่นการรับรสที่ลิ้น ควบคุมกล้ามเนื้อเล็กๆในหูชั้นกลาง และยังไปเลื้ยงต่อมน้ำลาย ต่อมน้ำตาด้วย

ดังนั้นโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก อัมพฤกษ์ที่หน้า (Bell’s palsy) ในทางการแพทย์จะหมายถึง อาการหน้าเบี้ยวหลับตาไม่สนิท มุมปากตก จากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 เพียงอย่างเดียวโดยที่มักจะไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ก็ เชื่อว่าสาเหตุน่าจะเป็นจากการติดเชื้อไวรัสเริม (HSV1) ที่ตัวเส้นประสาทเอง

โรคนี้พบในคนกลุ่มใด
พบได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีมีครรภ์ช่วงสามเดือนสุดท้าย

การวินิจฉัยแยกโรค
นอกจากนั้นสาเหตุอื่นๆของการหน้าเบี้ยวที่ให้อาการคล้ายโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก อัมพฤกษ์ที่หน้า (Bell’s palsy) ได้แก่ การติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง(meningitis) การติดเชื้องูสวัด(HZV) เอชไอวี (HIV) ไลม์(Lyme) ซิฟิลิสเรื้อรัง(syphilitic gumma) ซาคอยโดสิส(sarcoidosis) โรคเรื้อน(leprosy) การกดทับจากเนื้องอกหรือการอักเสบติดเชื้อของต่อมน้ำลายพาโรติดที่อยู่หน้าหู หรือ จากต่อมน้ำเหลือง อุบัติเหตุที่ใบหน้า โรคGuillain Barre syndrome(GBS) และที่สำคัญคือเส้นประสาทที่ 7 ขาดเลือดที่พบในเบาหวาน

การวินิจฉัย
โดยการตรวจอาการทางคลินิกส่วนมากมักจะเพียงพอ ยกเว้นในรายที่ต้องการวินิจฉัยแยกโรคจากภาวะอื่นๆดังกล่าวข้างต้น จึงจะทำการตรวจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนสูงอายุ หรือสงสัยโรคเบาหวาน

อาการจะหายหรือไม่
การผ่าตัดในสมัยก่อนเรียก microvascular decompression ประมาณ 80-90% จะหายเป็นปกติ อาการมักดีขึ้นในสองสัปดาห์ และส่วนมากจะกลับเป็นปกติใน 3-6 เดือน ส่วนน้อยเท่านั้นที่มีความผิดปกติหลงเหลืออยู่บ้าง หรือเกิดเส้นประสาทต่อกันผิด (synkinesis) จะทำให้มีอาการ เช่น ทานอาหารแล้วน้ำตาไหล หรือ หลับตาแล้วมุมปากขยับ

การรักษา โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก อัมพฤกษ์ที่หน้า (Bell’s palsy)
มีการพูดถึงการใช้สเตียรอยด์และยาต้านไวรัสว่าอาจให้ผลการรักษาดี มีการศึกษาขนาดเล็กจากญี่ปุ่นพบว่าการใช้ valacyclovir ร่วมกับสเตียรอยด์ ให้ผลดีกว่าไม่ได้ยา แต่ล่าสุดมีการศึกษาในผู้ป่วยเกือบ 500 คนจากสกอตแลนด์(N Engl J Med 2007;357:1598-607.) ถึงการใช้สเตียรอยด์ภายในสามวันแรกพบว่าให้ผลการรักษาที่ดีกว่ายาหลอก และพบว่ายา acyclovir ไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา การศึกษานี้ไม่ได้ทำในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมไม่ได้และหญิงตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดในเรื่องยา

การรักษาตามอาการและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนนั้นมีความสำคัญมาก เนื่องจากผู้ป่วยหลับตาไม่สนิทจึงมักมีตาแดง และอาจนำไปสู่กระจกตาอักเสบได้ ดังนั้นจึงแนะนำผู้ป่วยให้

– ใช้น้ำตาเทียมเพื่อป้องกันตาแห้ง
– ใช้ยาขี้ผึ้งป้ายตาก่อนนอน หรือที่ครอบตาป้องกันฝุ่นเข้าตาเวลานอนหลับ
– สวมแว่นกันลมเวลาออกนอกบ้าน
– อย่าขยี้ตาข้างที่ปิดไม่สนิท
– การทำกายภาพบำบัดเพื่อเป็นการฝึกกล้ามเนื้อใบหน้าที่อ่อนแรงให้ได้ทำงาน เพื่อรอการฟื้นตัว

สรุป โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก อัมพฤกษ์ที่หน้า (Bell’s palsy)
โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก อัมพฤกษ์ที่หน้า (Bell’s palsy) มีอาการหลับตาไม่สนิท และมุมปากขยับไม่ได้ เป็นโรคที่พบได้บ่อย พบได้ในทุกเพศ อายุ และสตรีมีครรภ์ช่วงสามเดือนสุดท้ายจะพบได้บ่อย เชื่อว่าส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสจึงมักจะหายเองได้ อาการมักดีขึ้นในสองสัปดาห์ และส่วนมากจะกลับเป็นปกติใน 3-6 เดือน การจะตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมหรือไม่นั้นขึ้นกับอาการแสดงของผู้ป่วย ถ้าอายุมากอาจจะตรวจเบาหวานด้วย การรักษาทางยายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่การรักษาตามอาการและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนนั้นสำคัญยิ่งกว่า ผู้ป่วยจึงควรระวังและป้องกันตนเองไม่ให้เกิดกระจกตาอักเสบตามมาได้

ที่มา phyathai.com

สุขภาพดี 24ชั่วโมงกับ Rama Channel

โรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นทั้งสถาบันการศึกษาและโรงพยาบาลที่มีบุคลากรทางการแพทย์ในระดับชั้นนำของประเทศ จึงเป็นแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือ มีศักยภาพในการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย ทั้งในด้านของการป้องกันและการรักษาในรูปแบบต่างๆ

ดังนั้นเพื่อสร้างบทบาทในเชิงรุกแทนที่การรอรับผู้ป่วยที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างที่ผ่านมา และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารของโลกปัจจุบัน สื่อโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและเคเบิลจึงเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพทั้งในด้านของการป้องกันและการรักษาสู่สาธารณชน

สถานี “รามาแชนแนล” จึงเป็นอีกภารกิจหนึ่งของโรงพยาบาลรามาธิบดีในการเผยแพร่ความรู้เพื่อการป้องกันและเสริมสร้างสุขภาพที่ดีผ่านทางสื่อโทรทัศน์ 24 ชั่วโมง โดยความร่วมมือจาก ทรู วิชั่นส์ , เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น และ ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์

เรียนสมาชิกแฟนเพจ Rama Channel รามาแชนแนล ที่กรุณาเข้ามาแวะชมแฟนเพจของเราทุกท่านครับ

เนื่องจาก แฟนเพจ ของเรา จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ชื่อแฟนเพจใหม่ให้เหมาะสมกับการค้นหาระยะยาวในอนาคต (ถ้าเปลี่ยนชื่อจะต้องลบสมาชิกให้ต่ำกว่า 200 เราเลยเลือกเปิดใหม่แล้วแจ้งให้สมาชิกทราบและทยอยๆย้ายตามๆกันไป น่าจะทำให้ทุกคนติดตามได้ง่ายกว่า 

ซึ่งต้องขออภัย และขอขอบคุณ สมาชิกเพจทุกท่าน และอย่าลืม คลิกไลค์ที่ เพจใหม่ของ รามาแชนแนลที่นี่ ครับ https://www.facebook.com/Ramachannel

Ramachannel’s Facebook Wall


Subscribe to RSS headline updates from:
Powered by FeedBurner

Translate »