ต้องฝึกลูกกินผักตั้งแต่ในท้อง

3 พ.ย.

ต้องฝึกลูกกินผักตั้งแต่ในท้อง

มีข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นคุณแม่ที่อยากให้ลูกคุ้นเคยกับการรับประทานผักและผลไม้ และวิธีการก็ไม่ยากด้วย เพียงแค่ว่าที่คุณแม่ต้องรับประทานอาหารเหล่านี้ขณะตั้งครรภ์ เพราะมีผลการวิจัยระบุว่าทารกสามารถรับรู้รสชาติของผักและผลไม้ที่แม่ทานได้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ หรือแม้แต่ผ่านนมแม่

เป็นเรื่องธรรมชาติที่เด็กเล็กมักจะชอบรสชาติอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลและเกลือ แต่จะเมินอาหารรสขม เช่น ผักสีเขียว ทั้งที่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ วิธีการใหม่ที่จะปลูกฝังให้เด็กทานอาหารที่มีประโยชน์แต่ไม่ถูกลิ้น ก็ทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มตั้งแต่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ จนถึงการให้นมบุตรยังช่วงเด็กหย่านม ด้วยการที่คุณแม่เองต้องขยันทานผักและผลไม้เป็นประจำ เพราะลูกจะคุ้นเคยกับรสชาตินั้นไปด้วย

ผลวิจัยชี้ว่า ยิ่งคุณแม่ทานอาหารที่หลากหลายขณะตั้งครรภ์มากเท่าไหร่ ลูกที่เกิดมาก็จะเป็นเด็กที่จะจู้จี้เลือกทานอาหารน้อยลงนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นให้ผลสรุปด้วยว่า คุณแม่ที่ดื่มน้ำแครอทเป็นประจำ จะทำให้ลูกทานซีเรียลรสแครอทมากขึ้นเป็น 2 เท่าหลังการหย่านมด้วย

ดร.จูเลีย เมนเนลลา นักวิจัยจากศูนย์โมเนลล์ ฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผลการวิจัยของเธอแสดงชัดเจนว่า หากแม่ทานผักและผลไม้จำนวนมากระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร เด็กก็จะเปิดรับการทานผักผลไม้มากขึ้นหลังหย่านม” เด็กๆ ควรได้คุ้นเคยกับผักและผลไม้ หากจะให้พวกแกได้เรียนรู้ที่จะชอบรสชาติของมัน ข่าวดีคือ ผลการวิจัยของเราพบว่าเด็กๆ สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารที่มีประโยชน์ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ คุณแม่จึงควรทานอาหารที่มีประโยชน์ แล้วเมื่อเด็กโตพอที่จะหย่านมแล้วเริ่มทานอาหารอย่างอื่น พวกแกก็จะคุ้นเคยกับรสชาติเหล่านั้น”

ดร.เมนเนลลาได้ทำการศึกษากับเด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 1 ปี จำนวน 46 คน เพื่อสังเกตนิสัยความชอบแครอทของเด็ก การวิจัยพบว่าเด็กที่คุณแม่ดื่มน้ำแครอทสัปดาห์ละหลายครั้ง จะทานซีเรียลรสแครอทมากกว่า 80 กรัม ขณะที่เด็กกลุ่มอื่นทานแค่ 44 กรัม เหตุผลนั่นเป็นเพราะเด็กได้รับข้อมูลการรับรู้รสผ่านทางครรภ์และผ่านน้ำนมของแม่

งานวิจัยชิ้นนี้ยังพบด้วยว่า เด็กที่ทานนมขวดก็การรับรู้รสผ่านทางครรภ์และผ่านน้ำนมของแม่ โดยเด็กที่ทานนมขวดก็สามารถปรับตัวยอมรับผักและผลไม้ได้อย่างรวดเร็ว หากพวกแกถูกสอนให้ทานตั้งแต่เริ่มเปลี่ยนจากนมมาทานอาหารแข็ง โดยจากการทดลองให้เด็กทานถั่วลันเตาติดต่อกัน 8 วัน จะพบว่าเด็กจะทานถั่วเฉลี่ยมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เริ่มจากเฉลี่ย 50 กรัม จนเพิ่มเป็น 80 กรัม

“ไม่ว่าเด็กจะดื่มนมจากขวดหรือจากอกแม่ พวกแกก็สามารถเรียนรู้ได้ทันทีตั้งแต่เริ่มหย่านม หากเด็กได้ทานผักผลไม้บ่อยๆ พวกแกก็จะเริ่มยอมรับอาหารเหล่านี้ได้เร็วขึ้น พอเด็กอายุ 2 ขวบ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่พวกแกไม่ควรทานอาหารหลากหลายแบบเดียวกับผู้ใหญ่”

ดร.เมนเนลลาทิ้งท้ายด้วยว่า การซ่อนบร็อกโคลีไว้ในเค้กบราวนี่นั้นไม่ใช่คำตอบอีกต่อไปแล้ว เด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะชอบรสชาติของผักโดยแยกต่างหากจากรสชาติอื่นๆ

3 พ.ย.

ยา เรื่องใกล้ตัวที่ต้องรู้

การกินยาเรื่องเล็กๆ ที่หลายๆ คนมองข้าม วันนี้เราจึงนำสาระดีๆ เกี่ยวกับการรับประทานยาอย่างไรให้ถูกวิธีมาฝากกัน

1. ยาก่อนอาหาร การกินยาก่อนอาหารนั้นควรจะกิน ก่อนมื้ออาหารประมาณ 30 นาที เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีตอนท้องว่าง แต่ถ้าหากลืมกินยาก่อนอาหารก็ให้กินหลังจากมื้ออาหารไปแล้วประมาณ 2 ชม.

2. ยาหลังอาหาร โดยทั่วไปแล้วควรจะกินหลังมื้ออาหารประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ยาถูกดูดซึมเข้ากระแสโลหิตพร้อมกับอาหารในลำไส้เล็ก

3. ยาก่อนนอน ควรเว้นระยะเวลาหลังมื้ออาหารเย็น อย่างน้อย 4 ชม.

4. ปริมาณยา ควรรับประทานยาให้ตรงตามปริมาณที่แพทย์สั่ง ด้วยอุปกรณ์ตวงที่มาตรฐาน แต่ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ช้อนกาแฟหรือช้อนกินข้าว ก็ควรจะรู้การเปรียบเทียบจากหน่วยมาตรฐาน 1 ช้อนชา มีขนาดเท่ากับ 5 ซีซี หรือ 5 มลซึ่ง 1 ช้อนกาแฟ (มาตรฐาน) จะมีขนาดเท่ากับ 2-3 ซีซีเท่านั้น ดังนั้น การรับประทานยา 1 ช้อนชา จึงประมาณได้เท่ากับ 2 ช้อนกาแฟ ส่วน 1 ช้อนโต๊ะ (มาตรฐาน) จะเท่ากับ 15 มล. ซึ่งจะเทียบได้กับ 6 ช้อนกาแฟ

5. ยาต่างประเภทกินต่างกัน ยาเม็ดชนิดแคปซูลที่ห้ามเคี้ยว ต้องกลืนไปพร้อมกับน้ำ ซึ่งเป็นยาที่กินง่ายแคปซูลเคลือบกลิ่นและรสของยาเอาไว้ สำหรับยาที่ต้องเคี้ยวก่อนกลืนจำพวกยาลดกรด ยาขับลมที่ต้องเคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนพร้อมกับน้ำก็เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น

6. จำนวนการรับประทาน ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและประเภทของยา ซึ่งผู้ป่วยจะต้องกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง หากกินยาไม่ครบตามที่กำหนด อาจทำให้เชื้อโรคดื้อยา และทำให้อาการที่เป็นอยู่นั้นหายช้าเพราะเชื้อโรคถูกไม่หมด

ที่มา : สสส.

สอนลูกเคารพงาน ลิขสิทธิ์ผู้อื่น

ชี้ “เน็ต” กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตพุ่ง

       เป็นปัญหาที่ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” กับ “การละเมิดลิขสิทธิ์” เพราะสังคมไทยยุคใหม่ ถูกเบียดเสียดด้วยโลกออนไลน์จนแทบจะหาที่ว่างไม่เจอ ทำให้ “อินเทอร์เน็ต” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนมากขึ้น โดยเฉพาะเด็ก ที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูล ซึ่งบางครั้งอาจเป็นผลเสียทำให้เด็กไทยติดนิสัย “ก็อปปี้-เพสต์” หรือ “โหลด ไรท์ จ่าย แจก” โดยรู้ไม่เท่าทันว่า พฤติกรรมเหล่านี้ ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว

       เรื่องลิขสิทธิ์ ถือเป็นหัวข้อสำคัญที่พ่อแม่จะต้องสอนลูกตั้งแต่เล็ก และเพื่อลดพฤติกรรมนิยม “ลูกช่างก็อป” ข้างต้น “ปัจฉิมา ธนสันติ” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ให้ความรู้ในประเด็นอันน่าสนใจนี้ว่า “ลิขสิทธิ์” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนในตอนเช้า เปิดวิทยุฟังเพลง บทเพลงก็เป็นงานลิขสิทธิ์ เปิดโทรทัศน์ดูข่าว ภาพข่าวก็เป็นงานลิขสิทธิ์ หรือเด็กๆ บางคนชอบดูการ์ตูน ตัวการ์ตูนก็ถือเป็นงานลิขสิทธิ์เช่นกัน

       ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เด็กทุกคนอยู่ใกล้ชิดกับงานลิขสิทธิ์มาก แต่บางครั้งขาดความเข้าใจว่าคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องสอนลูก ลดพฤติกรรมละเมิดงานของคนอื่น

       สอนลูกเข้าใจ “ลิขสิทธิ์” เริ่มต้นจากตัวลูก

       สำหรับการปลูกฝังลูกตั้งแต่เด็ก ถือเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา แนะแนวทางว่า เด็กส่วนใหญ่จะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ที่ชอบเล่นตุ๊กตา พ่อแม่อาจให้เด็กวาดรูปตุ๊กตา หรือรูปอื่นๆ ตามจินตนาการของเด็ก จากนั้น อธิบายให้ลูกฟังว่า ผลงานที่ลูกสร้างสรรค์ขึ้น ลูกได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว เพราะถ้าหากใครสร้างสรรค์งานลิขสิทธิ์ จะได้รับความคุ้มครองอัตโนมัติโดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่ทั้งนี้ตัวการ์ตูนที่วาดจะต้องไม่ใช่ตัวการ์ตูนที่มีลิขสิทธิ์อยู่แล้ว

       นอกจากนี้ พ่อแม่ที่ชอบเล่านิทานให้ลูกฟังตั้งแต่เด็ก สามารถสอดแทรกเรื่องลิขสิทธิ์เล็กๆ ลงไปได้ เช่น เวลาอ่านนิทาน ไม่ควรเปิดหนังสือ แล้วเล่าให้ลูกฟังอย่างเดียว แต่ควรบอกลูกตั้งแต่ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง หรือคนเขียนนิทานเล่มนี้ด้วย เพื่อให้เด็กได้รู้ว่า หนังสือที่คุณแม่กำลังอ่านให้ฟังนั้น เป็นหนังสือที่มีเจ้าของ

       อย่างไรก็ตาม คงจะปฎิเสธไม่ได้ว่า เด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่จะมีแหล่งค้นคว้าหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ แทนการเข้าห้องสมุด ทำให้เวลาทำการบ้าน หรือทำรายงาน มักจะดึงข้อมูลจากเว็บไซต์นั้นๆ มาทั้งดุ้น ซึ่งมีจำนวนน้อยที่อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ที่ค้นหาข้อมูลร่วมกับลูก โดยเฉพาะ

ลูกเล็ก ควรสอนเรื่องนี้เป็นพิเศษเช่น สอนให้ลูกเคารพข้อมูลของคนอื่น ด้วยการระบุแหล่งที่มาให้ชัดเจน

       แต่สำหรับเด็กโต อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้แนวทางว่า คุณพ่อคุณแม่อาจยกตัวอย่างให้ลูก

เห็นว่า งานลิขสิทธิ์ที่ใช้เพื่อความบันเทิง เช่น ฟังเพลง เล่นเกม แผ่นหนัง หรือแผ่นเพลงนั้น สิ่งเหล่านี้ กว่าจะสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงาน ต้องใช้ความพยายาม และระยะเวลาในการสร้างสรรค์ผลงานมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากไม่มีคนเขียนเพลง คนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เด็กๆ ก็จะไม่มีเพลงฟัง หรือไม่มีคอมพิวเตอร์สำหรับเล่นเกม ซึ่งเป็นเรื่องไม่ยากต่อการทำความเข้าใจแก่เด็ก

       “การทำให้เด็กรู้จักงานลิขสิทธิ์ ควรเริ่มจากการส่งเสริมให้เด็กเป็นเด็กช่างคิด ช่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ลูกได้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของงานสร้างสรรค์ที่มาจากความอุตสาหะของตนเอง เช่น แต่งนิทาน หรือแต่งเพลงด้วยตัวเอง โดยทั้งนี้พ่อแม่อาจส่งเสริมให้ลูกมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากงานสร้างสรรค์ชของลูกเองก็ได้ นั่นจะช่วยให้เด็กเคารพ และระวังที่จะไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของคนอื่นในอนาคตต่อไป”

       “ดังนั้นลิขสิทธิ์ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากเด็กจะดูตัวอย่างจากคนใกล้ตัว หรือสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน เป็นเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรละเลย พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก หากพ่อแม่ยังซื้อซีดีเพลงมาเปิดให้ลูกฟัง หรือซื้อภาพยนตร์การ์ตูนมาเปิดให้ลูกดู ก็ควรซื้อของที่มีลิขสิทธิ์ รวมทั้งไม่สนับสนุนให้ลูกก๊อปปี้ซีดีเพลง ภาพยนตร์ หรือหนังสือเรียน เพื่อสร้างจิตสำนึกในการใช้งานลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ astvผู้จัดการ

18 มิ.ย.

รู้จักกับ “ไวรัสเมอร์ส” และการป้องกัน

ไวรัสเมอร์ส(MERS-CoV) ที่ระบาดหนักในเกาหลีใต้ในเวลานี้ ทำให้หลายประเทศเริ่มเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเกาหลีใต้แล้ว พร้อมทั้งต้องเร่งให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ วันนี้ไปทำความรู้จักกับไวรัสตัวนี้กันอีกครั้งเพื่อหาแนวทางป้องกันแม้ว่าจะยังไม่พบการแพร่ระบาดในไทยก็ตาม

ทำไมชื่อ เมอร์สคอฟ
มาจากชื่อเต็มภาษาอังกฤษว่า Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV) หรือเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ตะวันออกกลาง

ไวรัสเมอร์ส ก็คือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า หรืออีกชื่อหนึ่ง คือ กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันในประเทศตะวันออกกลาง โดยบางครั้งยังถูกเรียกว่า “ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2012” เนื่องจาก พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกในประเทศ ซาอุดิอาระเบีย ในปีค.ศ. 2012 หรือพ.ศ.2555

ความร้ายแรงของไวรัสเมอร์สคอฟ
ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเมอร์สจะมีอาการคล้ายเป็นโรคระบบทางเดินหายใจมีไข้สูงไอ หายใจหอบ หายใจขัด ถ่ายเหลว หากเป็นหนักจะเสียชีวิตทันทีภายใน 3 -4 สัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุเพศชาย โดยเชื้อจะอยู่ในละอองน้ำมูกน้ำลายผู้ป่วย ติดต่อได้ง่ายจากการไอจาม โดยผู้ป่วยเกือบทั้งหมดร้อยละ 96 มีโรคประจำตัว 1 โรคหรือมากกว่า ได้แก่เบาหวาน รองลงมาคือความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต

ไวรัสชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์ มีลักษณะคล้ายโรคซาร์ส แต่มีความรุนแรงมากกว่า บางสายพันธุ์เป็นไวรัสที่ติดเชื้อ อยู่บริเวณส่วนต้นของทางเดินหายใจในคน เป็นสาเหตุของโรคหวัดทั่วๆไป บางสายพันธุ์ติดเชื้อในสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า เช่น อูฐ และค้างคาว แต่ต่อมาไวรัสสายพันธ์นี้ได้มีการพัฒนาจนสามารถแพร่เข้ามาติดเชื้อในคนสู่คนได้

โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่าล่าสุดมีผู้เสียชีวิตด้วยไวรัสตัวนี้แล้ว 442 คน อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 36 โดยข้อมูลจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของยุโรป รายงานพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ 2012 ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2558 แล้วใน 25 ประเทศ คือ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ จอร์แดน โอมาน คูเวต อียิปต เยเมน เลบานอน อิหร่าน ตุรกี อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ตูนิเซีย แอลจีเรีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และ จีน

สำหรับอาการของผู้ป่วยด้วยไวรัสเมอร์ส จะมีอาการหนาวสั่นเป็นไข้ ไอ หายใจไม่สะดวก บางรายมีอาการกับระบบทางเดินอาหารทำให้อาเจียนและท้องเสีย และอาจทำให้เกิดอาการปอดอักเสบ และไตวายตามมา ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอาการป่วยอื่นๆร่วมด้วย
และปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการติดต่อระหว่างคนเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มีข้อมูลว่าการติดต่อมักเกิดขึ้นภายในครอบครัว และจากในโรงพยาบาล แต่ถือว่าการแพร่ะระบาดยังอยู่ในวงจำกัด

โดยปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสหรือวัคซีนในการรักษาเมอร์ส แพทย์ทำได้เพียงให้การรักษาตามอาการ โดยเฉพาะการดูแลระบบการหายใจ เพื่อไม่ให้ระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน

การป้องกันเบื้องต้นไวรัสเมอร์สคอฟ

1. กินร้อน- ช้อนกลาง- การหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ที่มีอาการป่วย ล้างมือบ่อยๆ
2. ใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปากเมื่อจาม
3. หลีกเลี่ยงไปสถานที่ที่ผู้คนแออัด
4. สวมหน้ากากอนามัยหากต้องไปสถานที่ที่ผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะช่วงพิธีฮัจญ์และอุมเราะห์
5. หมั่นออกกำลังกายและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
6. มาพบแพทย์พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่หากมีประวัติเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของเชื้อ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย การ์ตา จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ ฝรั่งเศส ตูนิเซีย เยอรมนี อิตาลี โอมาน คูเวต มาเลเซีย กรีซ และฟิลิปปินส์หากเดินทางไปยังประเทศในตะวันออกกลาง และหากเดินทางกลับจากต่างประเทศที่มีการระบาดของเชื้อ แล้วมีอาการไข้ภายใน 2 วันให้รีบพบแพทย์ทันที

ประเทศที่ยังพบผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์สคอฟอย่างต่อเนื่อง

หลังจากเริ่มมีรายงานผู้ป่วยตั้งแต่วันที่20กันยายน 2556 เป็นต้นมายังพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องใน 11 ประเทศ ได้แก่ จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ อังกฤษ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส ตูนีเซีย เยอรมนี อิตาลี โอมาน และคูเวต ล่าสุดพบผู้ที่เสียชีวิตหลังจากติดเชื้อไวรัสเมิร์สคอฟที่ประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซีย โดยองค์การอนามัยโลกรายงาน ณ วันที่ 16 เมษายน 2557 พบผู้ป่วยยืนยัน 238 ราย เสียชีวิต 92 ราย

หากสงสัยว่าตนเองมีอาการดังกล่าวให้รีบพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอถึง 2 วัน หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติม โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้องค์การอนามัยโลก ยังไม่มีข้อห้ามในการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรค จนกว่าจะสามารถชี้ชัดได้ว่าไวรัสชนิดนี้ติดต่อระหว่างคนได้อย่างไร แต่หลายประเทศได้เริ่มมีคำแนะนำให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่พบการติดเชื้อแล้ว

17 มิ.ย.

9 เรื่องที่ควรสอนลูกสำหรับการมีอนาคตที่ดี

การที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งวิชาการและเทคโนโลยีต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นทันสมัยและทุกคนต่างรีบเร่งทำชีวิตให้ไปถึงจุดหมายตามที่คาดหวัง มีการแข่งขัน แก่งแย่งชิงดี เพื่อการเป็นที่หนึ่ง การเอาชีวิตรอดทำให้ทุกคนไม่มีเวลาให้กันมากนัก

เมื่อทุกคนต่างอยู่กับตัวเองมากขึ้น ทำให้การพึ่งพาและดูแลกันน้อยลง ครอบครัวไทยในสมัยนี้เป็นครอบครัวที่อยู่กันแบบกระจัดกระจาย พ่อ แม่ ลูก ต่างหากินหาใช้กันเอง ลูกต้องวางอนาคตของตัวเองโดยไม่ต้องการคำชี้แนะจากครอบครัวอีกต่อไป บางครั้งเด็กๆจึงเลือกเดินทางผิดไปเพราะไม่มีใครชี้ทางให้ อย่างไรก็ตาม อยากให้พ่อแม่ได้ตระหนักว่า หน้าที่ๆสำคัญนอกจากการเลี้ยงดูลูกก็คือการสร้างพื้นฐานเพื่อนำไปสู่อนาคตที่สดใสมั่นคงให้ ผู้เขียนจึงขอแนะนำวิธีที่คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกลูกให้พร้อมสำหรับการเผชิญชีวิตในอนาคตได้อย่างดี ดังนี้

1.สอนมารยาทการเข้าสังคม การเคารพผู้ใหญ่ การกล่าวคำทักทาย คำขอโทษ คำขอบคุณ การพูดมีหางเสียง สอนลูกชายให้เป็นสุภาพบุรุษและลูกสาวให้เป็นสุภาพสตรี สิ่งนี้ต้องฝึกให้ทำจนติดเป็นนิสัย อย่าเมินเฉยหากลูกไม่ปฏิบัติ เพราะจะทำให้เขาคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริงๆแล้วมันสำคัญมากในการที่ลูกอยู่ในสังคมและจะเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของผู้อื่น และง่ายต่อการเข้าสังคมอีกด้วย

2.สอนลูกให้ทำงาน การให้ช่วยเหลืองานบ้านเป็นการสร้างนิสัยให้มีความรับผิดชอบ ให้เห็นคุณค่าของการทำงาน ให้รู้ว่าการที่จะทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้สำเร็จต้องลงมือทำ การอยู่เฉยๆอย่างไร้ประโยชน์จะทำให้ตนเองไม่มีคุณค่า และไม่มีความสามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งใดๆได้ เพราะเคยชินกับการที่ไม่ต้องทำหรือมีคนทำให้แทน จึงอาจทำให้ชีวิตจะต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่เรื่อยไป

9 เรื่องที่ควรสอนลูกสำหรับการมีอนาคตที่ดสอนลูกให้เลือกทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี การสอนให้ลูกฉลาดเลือกเป็นสิ่งจำเป็น เพราะชีวิตจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่การเลือกของเราทั้งนั้น ลองปล่อยให้ลูกได้เลือกทำในสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดี แล้วให้เวลาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เขาเลือก เมื่อผลลัพธ์นั้นแย่สำหรับตัวเขา เขาจะรู้เองว่าเขาจะต้องไม่เลือกแบบนี้อีก เขาจะได้เรียนรู้จากบทเรียนที่ผิดพลาดนั้นและไม่ทำอีก และจะได้รู้ว่าทางที่ดีที่ควรเลือกทำแล้วจะทำให้ชีวิตดีนั้นคือทางใด

4.การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ให้ลูกเห็นความสำคัญของการเรียน ยกตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนใหญ่มีเบื้องหลังจากการเรียน มีการศึกษาที่ดี และมีความใฝ่รู้ในสิ่งที่ทำ อย่าให้ลูกติดเทคโนโลยีมากเกินไป ให้รู้จักรับผิดชอบการเรียน การทำการบ้าน การขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม จัดตารางเวลาสำหรับการเรียนให้ลูกอย่างเหมาะสม ไม่มากไม่น้อยเกินไป

5.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่าอ้างความไม่มีเวลาแล้วเลี้ยงให้ลูกกินแต่อาหารขยะหรืออาหารที่ไม่มีคุณค่า เพราะร่างกายต้องการอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและสร้างร่างกายให้เจริญเติบโตแข็งแรง ควรฝึกให้ลูกรู้จักเลือกในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ5หมู่ สอนให้กินอย่างพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ตักหรือซื้อมาจนกินไม่หมดและสอนให้รับประทานทุกอย่างให้หมดอย่ากินทิ้งขว้าง สอนวิธีการถนอมอาหารและการปรุงอาหาร เพื่อให้รู้จักคุณค่าของอาหารแต่ละจาน

6.สอนให้รู้จักการใช้เงิน ควรสอนเรื่องการใช้จ่ายเงินอย่างพอเพียงกับรายได้ที่ได้รับ และการเก็บออมเพื่อสะสมทุนไว้สำหรับการใช้จ่ายในอนาคต ชี้แนะให้เห็นว่าการใช้จ่ายอย่างเหมาะสมจะไม่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สิน ซึ่งอาจทำให้เกิดความทุกข์ในชีวิต สอนให้ลูกรู้จักคำว่าพอเพียง คือใช้เท่าที่มี ถ้าไม่มีก็ต้องทำงาน ต้องขยัน เพื่อจะได้มีใช้ และอย่าใช้ในสิ่งที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นในชีวิตและไม่ต้องอยากมีอยากได้เหมือนอย่างใครๆเขา ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรกับชีวิตของเรา9 เรื่องที่ควรสอนลูกสำหรับการมีอนาคตที่ดี thaihealth

7.สอนลูกให้รักษาใจตนเอง ให้ดำเนินชีวิตด้วยใจที่ชื่นบาน ใจที่ถ่อม ใจที่เมตตา ใจที่ไม่ร้อนรน ให้รักษาใจเพราะใจคือชีวิต เมื่อเรามีใจที่ดีชีวิตก็จะดี ให้รู้จักการผ่อนคลาย สงบ ทบทวนถึงสิ่งที่ทำในแต่ละวันและเริ่มต้นใหม่ด้วยใจที่ดีในวันพรุ่งนี้ เพื่อทุกๆวันจะเป็นวันที่ดีสำหรับเรา

8.สอนลูกให้รักตัวเอง ดูแลสุขภาพตัวเอง มีความสุขกับตัวเอง ชื่นชมและให้กำลังใจตัวเอง เพื่อว่าในวันที่ลูกต้องเผชิญปัญหา หรือประสบกับความยากลำบาก ลูกจะพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และจะอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างมีความสุข

9.สอนลูกให้รักษ์โลก ธรรมชาติถูกทำลายไปอย่างมากมาย แต่ทุกชีวิตต่างต้องพึ่งพาธรรมชาติ ดังนั้น เราควรสอนลูกให้รู้จักการรักธรรมชาติ ช่วยกันลดมลพิษ ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง สอนลูกเรื่องการแยกขยะชนิดต่างๆ ช่วยกันลดภาวะโลกร้อน และเมื่อเห็นเศษขยะควรเก็บและนำไปทิ้งในที่จัดไว้ สอนให้ลูกรู้ว่าโลกนี้จะอยู่ไม่ได้หากเราไม่ช่วยกันดูแล

คำสอนที่เราสอนลูกทุกอย่างนี้ จะทำให้ลูกสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงและมีความสุข เราไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดชีวิตของเขา แต่คำสอนที่ดีและการใช้เวลาร่วมกันอย่างคุ้มค่าในทุกๆวินาที จะทำให้ลูกซึมซับถึงความรักและความอบอุ่นเอาไว้เพื่อจะช่วยให้ลูกมีกำลังใจที่จะสู้และดำเนินชีวิตของเขาต่อไปในอนาคตได้อย่างดีแน่นอน

ที่มา: เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ โดย ดร.แพง ชินพงศ์

16 มิ.ย.

กลิ่นตัว…น่าชัง-น่าชิด?

  ปัญหากลิ่นตัวแม้ไม่ทำอันตรายถึงชีวิต แต่ก็มีผลต่อบุคลิกภาพ บางคนไม่ทราบว่าตัวเองมีกลิ่นตัวเพราะความเคยชิน จนจัดเป็นปัญหาหนักใจของคนรอบข้าง เรียกว่าถ้าไม่ใช่คนที่สนิทกันจริงๆ คงจะออกปากเตือนเรื่องกลิ่นตัวลำบาก

     ปัญหากลิ่นตัวพบได้บ่อยทั้งหน้าร้อนและหน้าฝนเพราะอากาศร้อนอบอ้าว เหงื่อออกมาก ตามธรรมชาติแล้วเหงื่อเป็นสิ่งจำเป็นเพราะช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่ ถ้าอยู่ในที่ร้อนร่างกายจะหลั่งเหงื่อเพื่อระบายความร้อน

     ต่อมเหงื่อมี 2 ชนิด คือ ต่อมเหงื่อเอ็กครายน์ มีกระจายทั่วร่างกาย เป็นต่อมเหงื่อที่หลั่งเหงื่อใสๆ ปริมาณมากออกมาเวลาร้อนจัด และต่อมเหงื่ออะโพครายน์ อยู่ตามรักแร้ รอบหัวนม ทวารหนัก และรอบอวัยวะเพศ

กลิ่นตัวเกิดได้อย่างไร

     กลิ่นตัวเกิดจากต่อมเหงื่ออะโพครายน์หลั่งของเหลวสีน้ำนมออกมา แต่เนื่องจากมีปริมาณน้อยมากจึงไม่ค่อยเห็นกัน เมื่อแบคทีเรียย่อยสลายของเหลวสีน้ำนมนี้จะทำให้เกิดกลิ่นตุๆ

     ส่วนเหงื่อใสปริมาณมากจนทำให้มีรอยเปียกเสื้อที่ใต้วงแขนจะหลั่งโดยต่อมเหงื่อเอ็กครายน์ ช่วงแรกก็ไม่มีกลิ่น ต่อมาเมื่อมีการเติบโตของแบคทีเรียจึงเกิดกลิ่นตัวขึ้น

     พบว่าคนอ้วน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และหญิงตั้งครรภ์เกิดกลิ่นตัวง่ายกว่าคนทั่วไป อากาศที่ร้อนอบอ้าว และอารมณ์ที่ตึงเครียดกระวนกระวายใจก็ทำให้มีเหงื่อมากกว่าปกติ

แก้ปัญหาที่กลิ่นตัวอย่างไรดี

     1. สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งบางและหลวมเพื่อให้เหงื่อระบายออกง่าย

     2. อาบน้ำวันละ 1-2 ครั้ง ใช้สบู่ฟอกตามตัวและตามซอกพับ ถ้าบริเวณใดอับชื้นง่าย เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือซอกนิ้วเท้า

     3. ใช้แป้งฝุ่นโรยเพื่อดูแลให้ผิวหนังบริเวณนั้นแห้ง

     4. เสื้อผ้าต้องซักให้สะอาด ผึ่งแดดให้แห้งสนิทได้ก็ดี เพราะเสื้อผ้าที่ไม่สะอาดและอับชื้นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นตัว

     5. โกนขนรักแร้ช่วยลดกลิ่นตัวได้ เพราะเชื้อแบคทีเรียชอบบริเวณที่อับชื้นอย่างเช่นที่รักแร้อยู่แล้ว

     6. ลดการกินเครื่องเทศ หอม กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง เพราะอาการเหล่านี้ล้วนเสริมให้กลิ่นตัวมากขึ้นได้

     7. ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีนผสมอยู่ เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม เพราะสารกาเฟอีนกระตุ้นให้หลั่งเหงื่อได้มาก

     8. ลด ละ เลิกบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เทคนิคทางการแพทย์ที่รักษากลิ่นตัว

     กรณีที่รักษาสุขอนามัยและใช้ยาลดเหงื่อดับกลิ่นแล้วไม่ได้ผล มีเทคนิคทางการแพทย์ที่รักษากลิ่นตัว เช่น การดูดไขมันเพื่อเอาต่อมเหงื่ออะโพครายน์ออก การผ่าตัดต่อมเหงื่ออะโพครายน์ออก ยากินบางชนิด การใช้เทคนิคไอออนโต การผ่าตัดปมประสาทซิมพาเทติก การฉีดสารพิษโบทูลินัม หรือโบท็อกซ์

     อย่างไรก็ตาม เทคนิคเหล่านี้อาจมีข้อแทรกซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง จึงควรเลือกใช้กรณีที่จำเป็นเท่านั้น

     กลิ่นตัว… ถ้ามากไปจัดเป็นสิ่งน่าชังที่ทำให้ใครๆ ไม่อยากเข้าใกล้ แต่ถ้ามีเพียงนิดหน่อยอาจเป็นกลิ่นเสน่ห์ที่ทำให้คนอยากมาชิดใกล้ได้เช่นกัน

นพ.ประวิตร พิศาลบุตร
ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 402

16 มิ.ย.

ทานกาแฟอย่างไรให้เกิดประโยชน์

ทุกวันนี้จะเห็นว่าร้านกาแฟเปิดตัวขึ้นจำนวนมาก เหตุเพราะว่าทุกวันนี้กาแฟเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลก วัฒนธรรมการดื่มกาแฟนั้นมีมาอย่างยาวนานและนับวันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นด้วย ด้วยรสชาติและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมความหลากหลายของเมนู ทั้งยังหากินได้ง่ายมากๆ นอกจากนี้ก็ยังมีเครื่องทำกาแฟสดแบบโฮมเมดที่สามารถทำกาแฟดื่มได้เองที่บ้าน จึงไม่น่าแปลกใจที่กาแฟจะกลายมาเป้นเครื่องดื่มยอดฮิตในปัจจุบัน ดังนั้นจึงมารู้จักประโยชน์และโทษกันไว้สักนิด

ประโยชน์ของการดื่มกาแฟ

1. ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นเบาหวาน 60%
เนื่องจากกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระและยังมีสารประกอบที่เรียกว่าควินิน (Quinines) ที่ช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตอินซูลินได้ดีขึ้น

2. ช่วยลดอัตราการเกิดภาวะความจำเสื่อม 65%
จากการวิจัยพบว่ากาแฟมีส่วนช่วยในการชะลอภาวะความจำเสื่อมโดยไปหยุดยั้งหรือต้านการจับตัวของคอเรสเตอรอล (Cholesterol) ที่เป็นผลเสียต่อร่างกาย

3. ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ 50%
จากการศึกษาถึง 12 ปีกับผู้หญิงในญี่ปุ่นพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 3 แก้วหรือมากกว่าต่อวัน มีแนวโน้มในการลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้

4. ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์ (Alzheimer) 65%
จากการศึกษากับคนวัยกลางคนในประเทศฟินแลนด์ จำนวน 1,400 พบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 5 ถ้วยต่อวัน สามารถลดอัตราเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์ได้ถึง 65%

5. ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคตับแข็ง 80%
จากการศึกษากับผู้ดื่มกาแฟจำนวน 125,000 คน พบว่าการดื่มกาแฟ 1 แก้วต่อวัน ทำให้ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับแข็งลดลงถึง 20% ถ้าดื่ม 4 แก้วต่อวันก็จะลดอัตราเสี่ยงได้มากถึง 80%

6. ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี 50%
ผู้ชายที่ดื่มกาแฟอย่างน้อย 2 แก้วต่อวัน มีแนวโน้มในการลดอัตราเสี่ยงของการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี 40%
และ 25% สำหรับผู้หญิงที่ดื่มกาแฟในปริมาณที่เท่ากัน
และ 45% สำหรับคนที่ดื่มมากกว่า 4 แก้วต่อวัน

7. ช่วยลดอาการปวดหัว บ่อยครั้งที่คาเฟอีน (Caffeine) ถูกใช้เป็นยาแก้ปวดหัวโดยเฉพาะอาการปวดหัวจากไมเกรน โดยสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ถึง 40% นอกจากนี้ยาแก้ปวดหลายประเภทยังมีส่วนผสมคาเฟอีน (Caffeine) 65 mg เช่น Aspirin, Ibuprofen, Acetaminophen
สำหรับผู้หญิง

8. ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจในผู้หญิง 25%
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของสเปนพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 2-3 แก้วต่อวัน มีอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มและมากกว่าผู้ชาย 25%

9. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดการอุดตันในเส้นเลือดในผู้หญิง 43%
จากการศึกษากับนางพยาบาล จำนวน 83,000 คนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ และดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดการอุดตันในเส้นเลือดได้ถึง 43%
สำหรับผู้ชาย

10. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
จากการศึกษากับผู้ชาย จำนวน 50,000 คน เป็นเวลา 20 ปี พบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 6 แก้วต่อวันจะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มเลย
อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเกินปริมาณที่เหมาะสมก็ย่อมส่งผลเสียแก่ร่างกายได้ โดยเฉพาะในกาแฟที่มักนิยมดื่มในลักษณะกาแฟเย็น ซึ่งต้องใส่ทั้งนมหรือครีม และน้ำตาล ทำให้มีปริมาณแคลอรี่เพิ่มขึ้นกว่าการดื่มแต่กาแฟเพียงอย่างเดียวมาก

ข้อเสียของการดื่มกาแฟ

1. ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นจากการศึกษาวิจัยพบว่าการดื่มกาแฟจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นนานถึง 12 ชั่วโมง ดังนั้น กลุ่มคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงจึงไม่ควรดื่มกาแฟขณะรู้สึกเครียดหรือมีแรงกดดันมากจากการทำงาน

2. คาเฟอีนในกาแฟจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดเช่น แคลเซียม เหล็ก และสังกะสี ดังนั้น เด็กจึงไม่ควรดื่มกาแฟ

3. กาแฟจะทำให้ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลในกระเพาะร้ายแรงขึ้นเนื่องจากกาแฟจะทำให้กระเพาะอาหารมีน้ำย่อยออกมามากขึ้น จนทำให้เป็นแผลมากขึ้น ดังนั้น ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารที่เป็นแผลในกระเพาะไม่ควรดื่มกาแฟมาก โดยเฉพาะในช่วงท้องว่าง

4. กาแฟทำให้เกิดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
เนื่องจากคาเฟอีนมีคุณประโยชน์ทำให้ขับปัสสาวะมากขึ้น แต่ถ้าดื่มกาแฟเป็นเวลานานจะทำให้สูญเสียแคลเซียมไปกับปัสสาวะมากจนเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงวัยทองไม่ควรดื่มกาแฟมากเกินควร

5. หญิงตั้งครรภ์ถ้าดื่มกาแฟมากเกินไปจะทำให้ทารกที่อยู่ในครรภ์เจริญเติบโตไม่เป็นปกติ หรืออาจแท้งได้ เนื่องจากคาเฟอีนจะส่งผลต่ออวัยวะภายในของทารกที่ยังอ่อนแอ

6. กาแฟมีผลต่อการดูดซึมวิตามิน B1 ซึ่งเป็นวิตามินที่รักษาความสมดุลและความมั่นคงของระบบประสาท ดังนั้น ผู้ที่ขาดวิตามิน B1 จึงไม่ควรดื่มกาแฟ

7. คนเป็นโรคหัวใจไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีนมีบทบาทในการกระตุ้นหัวใจ ทำให้เลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าเป็นคนสูงอายุที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้วจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจดีเกินไป มีการทำงานของหัวใจที่หนักมากยิ่งขึ้น และทำให้หัวใจเสื่อมเร็วยิ่งขึ้นด้วย

8. คาเฟอีนในกาแฟจะแทรกแซงการหลับด้วยคลื่นรบกวนช้าๆ แต่ว่าลึกๆ ซึ่งทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่

9. ทำให้เกิดน้ำหนักเกินเนื่องจากน้ำตาล นม และครีมที่เติมเข้าไป นอกจากนี้การดื่มกาแฟยังมักนิยมรับประทานควบคู่กับขนม เช่น เค้ก หรือคุกกี้ต่างๆ จึงส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักได้ง่าย

10. การดื่มในปริมาณมากทำให้เกิดอาการมือสั่น กระวนกระวาย โกรธง่ายและปวดศีรษะ มีผลต่อหัวใจและเส้นเลือด ทำให้กล้ามเนื้อของหลอดเลือดคลายตัวหรือบีบรัดมากขึ้น เกิดความเครียดได้ง่าย

 ดื่มกาแฟให้ได้ประโยชน์มากกว่าโทษ

– ดื่มกาแฟเพียงวันละ 1-2 ถ้วย
– ดื่มกาแฟดำ ไม่ใส่น้ำตาล
– ใช้สารให้ความหวานแทนการใส่น้ำตาล
– ใช้นมสดจืดแทนครีมเทียม
– ดื่มกาแฟร้อนแทนกาแฟเย็น
– ลดขนาดแก้วให้เล็กลง
– ไม่เพิ่มวิปปิ้งครีม
– งดกาแฟปั่น

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

ให้บริการตรวจรักษาคู่สมรสที่มีบุตรยากด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกายและเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยห้องตรวจผู้ป่วย ห้องเก็บไข่และใส่ตัวอ่อน ห้องปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ที่ทันสมัย ให้บริการโดยอาจารย์แพทย์และนักวิทยาศาสตร์สาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรที่เกี่ยวข้องตลอดจนการทำวิจัยในสาขานี้

ชั้น3 ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์

แค่ `ขยับ` เท่ากับ ‘ป้องกันโรค’

 

หนุ่มสาวสมัยนี้ใครๆ ก็กลัวจะเสี่ยงเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมถามหา เอะอะก็ปวดหลัง ปวดหัว นิ้วล็อกไปตามๆ กัน

ดร.แพทริเซีย วาลเดส ศาสตราจารย์ด้านการบำบัดโรคจากเบย์เลอร์ คอลเลจ ออฟ เมดิซีน เลยแนะนำเคล็ดลับขยับกายเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่ต้องลุกออกจากโต๊ะทำงานไว้ 5 ข้อด้วยกัน…
– อย่านั่งตลอดเวลาลองเปลี่ยนพฤติกรรม ลองยืนหรือเดินขณะโทรศัพท์เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ หรือหากงานส่วนใหญ่ต้องคอยอ่านหน้าจอตลอดเวลาก็ลองแบ่งเวลาอ่านให้อยู่ช่วงเวลาเดียวไปซะ

– ฝึกหัดสูตร 20-20-20  หรือลองมองวิวไกลออกไป 20 นิ้วจากหน้าจอสัก 20 วินาที ในทุกๆ 20 นาที จะช่วยหลีกเลี่ยงโรคตาที่มาจากคอมพิวเตอร์ได้มากขึ้น

– ถึงแม้ว่าจะนั่งติดโต๊ะทั้งวัน แต่ก็ต้องนั่งอย่างมีบุคลิกภาพที่ดี หลังต้องตรงและถูกสุขลักษณะ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับร่างกายได้

– อย่าให้ขนมขบเคี้ยวล่อลวงเรา หลายคนคงหิวหลังจากมื้ออาหารกลางวันผ่านพ้นไป ลองกินน้ำเปล่า 2 แก้ว และกินธัญพืชเล็กๆ น้อยๆ เช่น วอลนัท อัลมอนด์ และถั่วลิสง ก็จะช่วยทำให้อาการอยากอาหารลดน้อยลงได้

– ปรับเปลี่ยนบริเวณโต๊ะทำงานเพื่อสุขภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะหรือเก้าอี้ที่ดี ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ ลองวางสิ่งของสีฟ้าไว้ใกล้ๆ กับโต๊ะ หรือกินอาหารด้วยจานสีฟ้า หรือตั้งเตือนให้ดื่มน้ำเปล่าทุกๆ 1 ชั่วโมงดูบ้าง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกายเพียงเท่านี้ก็ลดอาการออฟฟิศซินโดรมได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

อาการปวดฟันสิ่งที่ใครหลายคนไม่ปรารถนา สาเหตุมาจากสิ่งใดบ้างนั้นมาดูกันเลยค่ะ

1. โรคฟันผุ ในระยะแรกของฟันผุนั้น ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆแต่ถ้าส่วนทีผุนั้นลึกมากขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเสียวฟันเวลาดื่มน้ำร้อน, น้ำเย็น บางครั้งผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดฟันขึ้นมาได้ขณะเคี้ยวอาหาร เนื่องจากมีเศษอาหารเข้าไปติดอยู่ในรูที่ผุนั้น การรักษาโดยการอุดฟันจะช่วยลดอาการปวดลงได้

2. การอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน ส่วนใหญ่มักเป็นผลจากฟันที่ผุลึกมาก จนกระทั่งทะลุโพรงประสาทฟัน ซึ่งจะอยู่ในส่วนของรากฟันและอาจพบได้ในฟันสึก,ฟันร้าวหรือแตกลึกถึงโพรงประสาทฟัน ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดอาการปวดฟันขึ้นมาได้ โดยผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดฟันขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีสิ่งกระตุ้น โดยเฉพาะเวลากลางคืน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดฟันมากและปวดอยู่นาน บางครั้งต้องกินยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดแต่ถ้ายาแก้ปวดหมดฤทธิ์ผู้ป่วยก็มักจะมีอาการปวดกลับมาใหม่อีกครั้งถ้าคุณมีอาการปวดคล้ายๆแบบนี้แล้วแสดงว่าฟันของคุณอาจมีการอักเสบและติดเชื้อของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันการรักษาคงจะต้องรักษาคลองรากฟันหรือถอนฟัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพเนื้อฟันที่เหลืออยู่โดยต้องให้ทันตแพทย์ประเมินการรักษาอีกครั้ง

3. ปลายรากอักเสบเป็นหนอง ถ้าการอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันเป็นอยู่นาน โรคอาจจะลุกลามไปที่ปลายรากฟัน ทำให้เกิดการติดเชื้อและเป็นหนองบริเวณปลายรากฟัน ผู้ป่วยก็จะมีอาการปวดฟันได้เช่นกัน ร่วมกับการบวมของเหงือกบริเวณฟันที่ติดเชื้อและเป็นโรคได้ ถ้าเชื้อลุกลาม ออกนอกปลายรากไปที่ใต้คางหรือแก้ม จะสังเกตุได้ว่าหน้าจะบวมได้ การรักษาจะเหมือนกับกรณีที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน

4. ฟันคุด เกิดจากฟันที่จะขึ้นในช่วงวัยรุ่นตอนปลายเป็นต้น โดยขึ้นมาได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากกระดูกขากรรไกรมีเนื้อที่ไม่เพียงพอหรือมีฟันซี่ข้างเคียงขวางไว้ มักเป็นที่ฟันกรามซี่ในสุด ทั้งข้างบนและข้างล่าง จะทำให้รู้สึกปวดฟันเวลาที่ฟันกำลังจะขึ้นได้ ถ้าพบว่ามีเหงือกบวมรอบๆเป็นหนองฟันคุย ฟันคุดควรได้รับการผ่าฟันคุยจะทำให้อาการปวดลดลง

5. โรคเหงือกอักเสบและปริทันต์อักเสบ มักมีสาเหตุมาจากคราบหินน้ำลายหรือหินปูน จะทำให้เหงือกอักเสบ บวมและปวดที่ฟันได้ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหนึบๆหรือปวดรำคาญ ร่วมกับแปรงฟันมีเลือดออก ถ้าเป็นมากๆฟันจะโยก

จะเห็นได้ว่า อาการปวดฟันนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุมาก ซึ่งยังมีอีกหลายๆโรคที่ทำให้ปวดได้ แต่ที่ยกตัวอย่างไปนั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่ทำให้เกิดอาการปวดฟัน
ดังนั้นหากรู้สึกว่ามีอาการปวดฟัน ออกไปพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อค้นหาสาเหตุและได้รับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป เราไม่ควรจะปล่อยทิ้งไว้เพราะอาการอาจ วินิจฉัยจะเป็นมากขึ้นจากการอักเสบติดเชื้อ ซึ่งจะทำให้การรักษายุ่งยากมากขึ้นด้วย

ที่มา: เว็บไซต์มติชนออนไลน์ โดย อ.ทพ.เดชศักดิ์ นาคะปักษิราช ภาควิชาเวชศาสตร์ช่องปากและปริทันตวิทยา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

Translate »