ง่วงกลางวัน แสดงว่า….

ง่วงกลางวัน แสดงว่า….

1. นอนไม่พอ
การนอนของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน บางคน 6 ชั่วโมง บางคน 8 ชั่วโมง ถึงจะพอ ยิ่งไปกว่านั้นในคน ๆ เดียวกัน แต่ต่างเวลา ความต้องการเวลานอนอาจไม่เท่ากันก็ได้ รวมถึงคนที่อดนอนมาหลายวันจะขาดการนอนสะสม ต้องนอนชดเชยย้อนหลังให้มากกว่าเวลาที่อดนอนไป

2. โรคนอนไม่หลับ (insomnia)
ใครที่มีอาการนอนตาค้าง คิดนั่นคิดนี่ ฟุ้งซ่าน สติแตก พลิกไปพลิกมา ข่มตาหลับอย่างไรก็ไม่สำเร็จ แสดงว่าคุณเป็นโรคนอนไม่หลับ โรคนี้ค่อนข้างทรมานเพราะจะมีผลทำให้ร่างกายอ่อนล้า เนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอ ทางแก้ที่ควรทำ คือ ควรเข้านอนเป็นเวลาทุกวัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้ชิน งดเว้นสารกระตุ้นต่าง ๆ หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แต่ควรเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรอุ่น ๆ เช่น ชาคาร์โมมายด์ ลาเวนเดอร์ จะช่วยให้ผ่อนคลาย และหลับง่ายยิ่งขึ้น

3. หม่ำคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
นักวิจัยเล่าว่าการกินอาหารมื้อใหญ่ ๆ ที่หนักแป้ง หนักน้ำตาล มีผลทำให้เลือดไหลที่กระเพาะอาหาร เพราะต้องทำการย่อยอาหารปริมาณมากให้เสร็จสิ้น ทำให้เลือดไหลเวียนช้าโดยเฉพาะส่วนสมองจึงทำให้รู้สึกง่วงซึม เฉื่อยชา และอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง เป็นตัวบ่งชี้ว่าทำให้มีการหลั่งสารเคมีในสมองที่มีความสัมพันธ์กับความง่วงนอน เช่น เซโรโทนิน

4. คุณอาจเป็นโรคเหล่านี้
โลหิตจาง เบาหวาน ซึมเศร้า และโรคหยุดหายใจระหว่างหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) โรคนี้ คือภาวะที่ทางเดินลมหายใจส่วนบนยุบตัวลงระหว่างนอนหลับ ทำให้หยุดหายใจไปเลย (apnea) นานครั้งละ 10 วินาทีขึ้นไปแล้วสะดุ้งตื่นไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 5 ครั้ง คนเป็นโรคนี้จะมีผลทำให้ง่วงกลางวันมึนงงแต่เช้า ความจำเสื่อม โรคนี้มักเป็นกับคนที่มีภาวะอ้วนลงพุง

แนวทางแก้ไข

1. เพิ่มเวลาการนอน ในช่วงเวลากลางคืน หากต้องการรู้ว่าเวลานอนของเราพอหรือไม่ คือจัดเวลานอนให้มากขึ้น อย่างน้อยคือ 8 ชั่วโมง ลองดูเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หากอาการง่วงนอนกลางวันยังไม่ดีขึ้น แสดงว่าอาจเกิดจากสาเหตุอื่น

2. บริหารลมหายใจ กระตุ้นร่างกาย ปลุกตัวเองให้กระฉับกระเฉงเพียงแค่หายใจเข้าออกถี่ ๆ ทางจมูก หุบปากตามสบาย จนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่ฐานต้นคอเหนือกระดูกไหปลาร้า และที่กระบังลมเกิดการเคลื่อนไหวตาม วิธีนี้ทำบ่อย ๆ จะทำให้ร่างกายแข็งแรง จะรู้สึกมีพลัง ตื่นตัว แก้ง่วงได้ดีนัก

3. จิบน้ำระหว่างวัน ควรเป็นน้ำอุ่นอุณหภูมิห้อง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ในระบบไหลเวียนมาเลี้ยงเลือดได้ทันที ช่วยเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ดี

4. ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ โดยการลุกเดิน หากิจกรรมทำ ก็เป็นกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวได้

5. งีบหลับสัก 10-15 นาที มีงานวิจัยชี้ว่า การงีบหลับสัก 10-15 นาที เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมรับกับสถานการณ์ช่วงบ่ายได้เป็นอย่างดี แต่วิธีนี้ควรทำเมื่อถึงจุดวิกฤติจริง ๆ แนะนำว่าควรหามุมส่วนตัวก็จะดี ยิ่งเป็นที่ทำงานด้วยแล้ว อาจถูกตำหนิได้

6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นอีกทางที่ช่วยเติมพลังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ลองหาเวลาออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง รับรองสมองปลอดโปร่ง สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีไฟในทุกสถานการณ์

ที่มา : npzmoon.com/bloggang.com

ลับคมให้สมองอยู่เสมอ


คนที่ไม่ปล่อยให้สมองว่าง หมั่นอ่านและเขียนหนังสือ สมองจะเสื่อมช้าลงเมื่อตอนแก่ตัว อายุ 80 ปี ยังทดสอบความจำได้ดีอยู่เลย ทำให้เชื่อได้ว่า การระวังรักษาการปฏิบัติตัว ช่วยให้ความจำเสื่อมช้าได้



คณะนักวิจัยสหรัฐฯ ได้รายงานในวารสาร “ประสาทวิทยา” ว่า ได้ศึกษากับผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไปจำนวน 294 คน โดยการทดสอบความจำและความคิดประจำทุกปี ติดต่อกันจนกระทั่งตาย อยู่นานประมาณ 6 ปี พบว่าคนเหล่านี้ผู้ที่เขียนและอ่านอยู่ประจำ ความจำจะเสื่อมช้ากว่าปกติร้อยละ 32 ขณะคนที่อ่านและเขียนน้อยกว่าเฉลี่ย สมองจะเสื่อมเร็วกว่ากันร้อยละ 42

ดร.โรเบิร์ต วิลสัน ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยรัช ที่นครชิคาโก หัวหน้านักวิจัย ชี้แจงว่า ถึงแม้จะไม่ได้หมายความถึงขนาดว่าการใช้สมองจะป้องกันสมองไม่ให้เสื่อมได้ แต่ก็ใกล้เข้าไปแล้ว และบอกแนะนำว่า คนเราควรจะเลือกทำสิ่งที่เป็นการกระตุ้นและท้าทายที่ชอบ ควรจะทำไปจนแก่จนเฒ่า”

ที่มา : สสส.

มาบิดขี้เกียจกันดีกว่า

ปกติเราจะบิดขี้เกียจประจำกันอยู่แล้ว เมื่อเรานั่งนานๆ ยืนนานๆ หรือนอนนานๆ เราจะรู้สึกเมื่อยล้าร่างกาย เราจะตอบสนองโดยอัตโนมัติ โดยออกอาการท่าทางยืดเส้นยืดสาย เพื่อให้เกิดการผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้รู้สึกสบายขึ้น

ที่จริงไม่เฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่จะทำท่าบิดขี้เกียจ แม้แต่ในสัตว์ สุนัขหรือแมว ที่เราเลี้ยงไว้ที่บ้านก็จะทำท่าบิดขี้เกียจให้เราเห็นอยู่บ่อยๆ แต่การบิดขี้เกียจของมนุษย์เราหากได้ฝึกฝน ทำท่าบิดขี้เกียจให้เราเห็นอยู่บ่อยๆ แต่การบิดขี้เกียจอย่างมีหลักการ มีท่าทางที่ถูกต้องและในระหว่างการทำท่าบิดขี้เกียจเราก็กำหนดลดหายใจให้สอดคล้อง ซึ่งเรียกว่าเป็นการบิดขี้เกียจอย่างมีหลักการและมีสติก็จะทำให้การบิดขี้เกียจที่เราทำนั้นเกิดประโยชน์มากขึ้น ช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้ดีขึ้น

การบิดขี้เกียจอย่างมีสตินี้สามารถทำได้ทุกเมื่อที่เราต้องการ หรือรู้สึกเมื่อยล้าสามารถทำได้เหมือนกับที่เราเคยทำในที่ทำงาน ที่บ้าน หรือแม้แต่ในขณะขับรถในบทความเรื่อง ดุลยภาพบำบัด เขียนโดย พญ.ลดาวัลย์ สุวรรณกิตติ ได้แนะนำวิธีการบิดขี้เกียจอย่างมีสติ หรือที่ท่านเรียกว่าวิธีบริหารเพื่อปรับสมดุลของร่างกายไว้อย่างน่าสนใจและสามารถทำได้ง่าย จึงขออนุญาตนำมาถ่ายทอดต่อเพื่อให้ผู้อุ่นได้นำไปปฏิบัติจนเป็นกิจวัตรประจำวัน อันจะเป็นส่วนเสริมความสมบูรณ์แข็งแรงให้แก่สุขภาพร่างกาย

วิธีบริหารเพื่อปรับสมดุลของร่างกายหรือการบิดขี้เกียจอย่างมีสติ
เป็นการบริหารร่างกายด้วยท่ามือเปล่าพร้อมกับการหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ให้ผสมผสานกับการยืดและคลายของกล้ามเนื้อทุกอิริยาบถ ด้วยจิตใจที่สงบเมื่อปฏิบัติอย่างถูกต้องประจำ จะทำให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อที่คดงดหรือบิดเกร็งจากการทำงาน หรือการพลัดตกหกล้มกระทบกระแทกต่างๆ ปรับตัวเข้าสู่สภาวะสมดุล สมองและอวัยวะทั่วร่างกายได้รับออกซิเจนและโลหิตหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ การขับถ่ายของเสียจากเนื้อเยื่อทั่วร่างเป็นไปอย่างสมบูรณ์ จะรู้สึกปลอดโปร่ง เบาสบาย สุขภาพสมบูรณ์ ผิวพรรณเปล่งปลั่งจิตใจผ่องใส และช่วยป้องกันความเจ็บป่วยนานาชนิด

ที่มา : healthnet.com

30 วิธีแสนง่ายในการเลี้ยงลูกให้ฉลาด

 30 วิธีง่ายๆ ต่อไปนี้อาจช่วยขยายไอเดียของคุณ ๆ ได้ หากลูกคุณยังไม่ได้ดั่งใจ แต่อย่างใดก็ตามเด็กก็คือเด็ก เป็นผ้าขาวของสังคม เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา ก่อนที่จะไปเปลี่ยนแปลงให้เขาเป็นในสิ่งที่เราอยากให้เป็น วิธีต่างๆ เหล่านี้ผ่านการวิเคราะห์ ทดสอบ ทดลอง และสรุปผลมาแล้วจากนักวิชาการว่าใช้ได้ผลดีมาแล้วทั่วโลก

1.ตามองตา

เมื่อลูกลืมตาตื่นขึ้น ให้เรามองหน้าสบสายตาหนูน้อยสักครู่ หนูน้อยแรกเกิดจดจำใบหน้าของคนได้เป็นสิ่งแรกเสมอ และใบหน้าของพ่อแม่คือใบหน้าแรกที่ลูกอยากจะจดจำ ซึ่งแต่ละครั้งที่หนูน้อยจ้องมองใบหน้าของเรา สมองก็จะบันทึกความทรงจำไว้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

 2.พูดต่อสิลูก

เวลาพูดกับลูก เว้นช่องว่างในช่วงคำง่าย ๆ ที่ลูกจะสามารถพูดต่อได้ เช่น พยางค์สุดท้ายของคำ หรือคำสุดท้ายของประโยค ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะเงียบและทำหน้างง แต่ในที่สุดถ้าทำอย่างนี้บ่อย ๆ ในประโยคซ้ำ ๆ ลูกจะค่อย ๆ จับจังหวะ จับคำพูดบางคำได้ และเริ่มพูดต่อในช่วงว่างที่พ่อแม่หยุดไว้ให้

 3.ฉลาดเพราะนมแม่

ให้นมแม่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลการศึกษาในเด็กวัยเรียนพบว่า เด็กที่กินนมแม่ตอนที่เป็นทารกมักจะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ นอกจากนี้การให้นมลูกยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกน้อย

 4. ทำตลกใส่ลูก

แม้กระทั่งเด็กน้อยอายุเพียงแค่ 2 วัน ก็มีความสามารถเลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้าอย่างง่าย ๆ ของพ่อแม่ได้ ไม่เชื่อลองแลบลิ้นหรือทำหน้าตาตลก ๆ ใส่ ลูกคุณจะทำตามแน่ ๆ

 5.กระจกเงาวิเศษ

ทารกน้อยเกือบทุกคนชอบส่องกระจก เขาจะสนุกที่ได้เห็นเงาของตัวเองในกระจกโบกมือหรือยิ้มแย้มหัวเราะตอบออกมาทุกครั้ง

 6.จั๊กจี้ จั๊กจี้

การหัวเราะเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการด้านอารมณ์ขัน การเล่นปูไต่ทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการคาดเดาเหตุการณ์ด้วยว่า ถ้าพ่อแม่เล่นอย่างนี้แสดงว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ปูจะไต่จากไหนไปถึงไหนเป็นต้น

 7.สองภาพที่แตกต่าง

ถือรูปภาพ 2 รูป ที่คล้ายกันให้ลูกมอง โดยวางให้ห่างจากใบหน้าของลูกประมาณ 8-12 นิ้ว เช่น ภาพรูปบ้านที่เหมือนกันทั้งสองรูป แต่อีกรูปหนึ่งมีต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ข้างบ้าน แม้ยังเป็นเด็กทารกแต่เขาสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้ เป็นการสร้างความจำที่จะเป็นพื้นฐานในการจดจำตัวอักษรและการอ่านสำหรับลูกต่อไป

 8.ชมวิวด้วยกัน

พาลูกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน และบรรยายสิ่งที่เห็นให้ลูกฟัง เช่น โอ้โหต้นไม้ต้นนี้มีนกเกาะอยู่เต็มเลย ดูสิลูกบนนั้นมีนกด้วย การบรรยายสิ่งแวดล้อมให้ลูกฟังสร้างโอกาสการเรียนรู้คำศัพท์ให้กับลูก

 9.เสียงประหลาด

ทำเสียงเป็นสัตว์ประหลาด คุ๊กคู ๆ หรือทำเสียงสูง ๆ เลียนแบบเสียงเวลาที่เด็ก ๆ พูด ทารกน้อยจะพยายามปรับการรับฟังเสียงให้เข้ากับเสียงต่าง ๆ จากพ่อแม่

 10.ร้องเพลงแสนหรรษา

สร้างเสียงและจังหวะส่วนตัวระหว่างเราและลูกน้อยขึ้นมา เช่น เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ก็ร้องเพลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก อาจจะเป็นกลอนสั้น ๆ แล้วใส่เสียงสูงต่ำแบบการร้องเพลงเข้าไป หรืออีกทางคือเปิดเพลงชนิดต่าง ๆ ให้ลูกฟังบ้าง เช่น บางวันอาจจะเป็นลูกทุ่ง บางวันเป็นเพลงบรรเลง หรือเพลงป๊อปยอดฮิตทั่วไป มีนักวิจัยค้นพบว่า จังหวะดนตรีเกี่ยวพันกับการเรียนรู้คณิศาสตร์ของลูก

11.มีค่ามากกว่าแค่อาบน้ำ

เวลาในการอาบน้ำสอวนให้ลูกรู้จักส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการอาบน้ำ การบรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่ากำลังทำอะไรและจะทำอะไรต่อไปเท่ากับเป็นการสอนคำศัพท์ และช่วยให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันไปในตัว

 12.อุทิศตัวเป็นของเล่น

ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องเล่นราคาแพงไว้ให้ลูกบริหารร่างกาย เพียงแค่คุณพ่อหรือคุณแม่นอนราบลงไปบนพื้น และปล่อยให้หนูพยายามคลานข้ามตัวไป แค่นี้ร่างกายของคุณพ่อคุณแม่ก็จะกลายเป็นสนามเด็กเล่นที่ราคาถูกที่สุด และสนุกที่สุดสำหรับหนูน้อยได้พัฒนากล้ามเนื้อให้ทำงานสัมพันธ์ และเรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาไปพร้อมกัน

 13.พาลูกไปช็อปปิ้ง

นาน ๆ ครั้งพาลูกน้อยไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตด้วยก็ไม่เสียหาย ใบหน้าผู้คนอันหลากหลาย รวมถึงแสง สี เสียง ในห้างสรรพสินค้า คือ สิ่งบันเทิงใจสำหรับหนูน้อยเชียวล่ะ

 14.ให้ลูกมีส่วนร่วม

พยายามให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจวัตรต่าง ๆ เช่น ถ้ากำลังจะปิดไฟก็อาจจะบอกลูกว่า แม่กำลังจะปิดแล้วนะ เสร็จแล้วจึงกดปิดสวิชต์ไฟ นี่จะเป็นการสอนให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุและผล ลูกน้อยจะเรียนรู้ว่าเมื่อคุณแม่กดสวิชต์ หลอดไฟจะปิดเป็นต้น

 15.เสียงและสัมผัสจากลมหายใจ

ช่วยให้ลูกน้อยกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยการเป่าลมเบา ๆ ไปตาม ใบหน้า มือ แขน หรือท้องของลูก หาจังหวะในการเป่าของตัวเอง เช่น เป่าเร็ว ๆ สลับกับช้า หรือเป่าแล้วตามด้วยเสียงต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการของคุณพ่อคุณแม่ แล้วรอดูปฏิกริยาตอบสนองจากลูก

 16.ทิชชู่หรรษา

ถ้าลูกชอบดึงกระดาษทิชชู่ออกจากม้วน ปล่อยเขาค่ะ อย่าห้าม แต่อาจใช้กระดาษทิชชู่ม้วนที่เราใช้ไปพอสมควรแล้ว จนเหลือกระดาษอยู่เพียงเล็กน้อย เพราะการที่เด็กน้อยได้ขยำหรือขยี้กระดาษให้ยับย่น หรือพับให้เรียบนั้นเป็นการฝึกประสาทสัมผัสและการใช้มือของลูกเป็นอย่างดี

 17.อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

การอ่านหนังสือช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องภาษาได้จริง ๆ มีผลการวิจัยออกมาว่า แม้กระทั่งเด็กอายุ 8 เดือน สามารถเรียนรู้จดจำการเรียงลำดับคำในประโยคที่ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังซ้ำ 2-3 ครั้งได้ ดังนั้น ควรจัดเวลาในแต่ละวันอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำ

 18.เล่นซ่อนหาจ๊ะเอ๋

การเล่นจ๊ะเอ๋นี้นอกจากจะทำให้ลูกหัวเราะแล้ว ยังช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าเมื่อสิ่งของหายไปแล้วสามารถกลับคืนมาได้อีก

 19.สัมผัสที่แตกต่าง

หาสิ่งของที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน เช่น ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ไม้ หรือผ้าฝ้าย ค่อย ๆ นำพื้นผิวแต่ละอย่างไปสัมผัสแก้ม เท้า หรือท้องลูกเบา ๆ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่ก็บรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่าความรู้สึกเมื่อถูกสัมผัสเป็นอย่างไร เช่น นี่จั๊กจี้นะลูก ส่วนอันนี้นุ๊ม นุ่ม ใช่ไหม เป็นต้น

 20.ให้ลูกผ่อนคลายและอยู่กับตัวเองบ้าง

ให้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในแต่ละวัน นั่งเงียบ ๆ สบาย ๆ กับลูกน้อยบนพื้นบ้าน ไม่ต้องเปิดเพลง เปิดไฟ หรือเล่นอะไรกัน ปล่อยให้ลูกได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ ตามใจชอบ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องไปยุ่งกับลูกเลยและรอดูว่าใช้เวลาสักเท่าไรหนูน้อยจึงจะคลานมาขอเล่นกับคุณพ่อคุณแม่อีกครั้ง นี่เป็นการฝึกความเป็นตัวของตัวเองให้ลูกขั้นแรก

 21.ทำอัลบั้มรูปครอบครัว

นำรูปภาพของญาติ ๆ มาใส่ไว้ในอัลบั้มเดียวกัน และนำออกมาให้ลูกดูบ่อย ๆ เพื่อให้จดจำชื่อญาติแต่ละคน แล้วเวลาที่คุณปู่ หรือคุณย่าโทรศัพท์มา ก็นำรูปท่านออกมาให้ลูกดูพร้อมกับที่ให้ลูกฟังเสียงของท่านจากโทรศัพท์ไปด้วย

 22.มื้ออาหารแสนสนุก

เมื่อถึงเวลาที่ลูกสามารถกินอาหารเสริมที่หลากหลายมากขึ้นได้แล้ว อย่าลืมจัดอาหารของลูกให้มีชนิด ขนาดและพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น มีทั้งผลไม้ชิ้นเล็ก เส้นพาสต้า มักกะโรนี หรือซีเรียล ปล่อยให้ลูกน้อยใช้มือจับอาหารถ้าลูกอยากทำ เป็นการฝึกใช้นิ้ว และฝึกใช้ประสาทสัมผัสเมื่อได้สัมผัสกับอาหารที่มีลักษณะแตกต่างกัน

 23.เด็กชอบทิ้งของ

บางครั้งดูเหมือนเด็กชอบทิ้งของลงพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พฤติกรรมนี้เกิดจากเด็กทดสอบเรื่องแรงโน้มถ่วงว่าจะตกลงสู่พื้นทุกครั้งหรือไม่

 24.กล่องมายากล

หากล่องหรือตลับที่เหมือนกันมาสักสามอัน แล้วซ่อนของเล่นชิ้นโปรดของลูกไว้ในกล่องใบหนึ่ง สลับกล่องจนลูกจำไม่ได้ แล้วให้ลูกค้นหาของเล่นชิ้นนั้นจนเจอ นี่เป็นเกมฝึกสมองอย่างง่ายสำหรับเด็ก

25.สร้างอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ

กระตุ้นทักษะการทำงานของกล้ามเนื้อให้ลูก โดยนำเบาะ โซฟา หมอน กล่อง หรือของเล่นวางขวางไว้บนพื้น แล้วพ่อแม่ก็แสดงวิธีคลานข้าม ลอด หรือคลานรอบ ๆ สิ่งกีดขวางเหล่านี้ได้อย่างไร

26.เลียนแบบลูกบ้าง

เด็กชอบให้พ่อแม่ทำอะไรตามเขาในบางครั้ง เช่น เลียนแบบท่าหาวของลูก แกล้งดูดขวดนมของลูก ทำเสียงเลียนแบบเวลาที่ลูกส่งเสียงอ้อแอ้ หรือคลานในแบบที่ลูกคลาน การทำอย่างนี้กระตุ้นให้ลูกแสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ออกมา เพราะอยากเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของพ่อแม่ นี่คือก้าวแรกของลูกสู่การมีความคิดสร้างสรรค์

27.จับใบหน้าที่แปลกไป

ลองทำหน้าตาแปลก ๆ เช่น ขมวดคิ้ว แยกเขี้ยว แลบลิ้นให้ลูกดู เวลาลูกเห็นพ่อแม่ทำหน้าตาตลก หนูน้อยจะอยากลองจับ ปล่อยให้ลูกได้ลองจับต้องใบหน้าของพ่อแม่ แล้วสร้างเงื่อนไขบางอย่างขึ้นมา เช่น ถ้าลูกจับจมูกจะทำเสียงแบบนี้ ถ้าจับแก้มจะทำเสียงอีกแบบหนึ่ง ทำแบบนี้ 3-4 รอบ แล้วจึงเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ลูกแปลกใจ

28.วางแผนคลานตามกัน

ลองคลานเล่นไปกับลูกให้ทั่วบ้าน คลานช้าบ้าง เร็วบ้างและหยุดหรือพ่อแม่อาจจะวางของเล่นที่น่าสนใจ หรือจัดบ้านในบางมุมให้แปลกไปก่อนที่จะมาคลานเล่นกับลูกเพื่อไปสำรวจตามจุดต่าง ๆ ที่จัดไว้ตามแผน

29.เส้นทางแห่งความรู้สึก

อุ้มลูกน้อยเดินไปทั่วบ้านในวันฝนตก จับมือลูกไปสัมผัสหน้าต่างที่เย็นชื้น หยดน้ำที่เกาะบนใบไม้ ต้นไม้ หรือสิ่งของอื่น ๆ ในบ้านที่จับต้องได้อย่างปลอดภัย เป็นการเปิดประสาทสัมผัสของลูกสู่ความรู้สึกต่าง ๆ เมื่อได้แตะต้องสิ่งของเย็น เปียก หรือความลื่น

30.เล่าเรื่องของลูก

เลือกนิทานเรื่องโปรดของลูก แต่แทนที่จะเล่าอย่างที่เคยเล่า ลองใส่ชื่อของลูกลงไปแทนที่ชื่อตัวละครตัวสำคัญของเรื่อง เพื่อให้หนูน้อยรู้สึกแปลกใจและสนุกสนานไปกับชื่อของตัวเองในนิทาน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร at office issue 55 August 2008 p.30-34

สังเกตุ รักแร้ ดูแลได้ทัน

อาการหนึ่งของสัญญาณเตือนโรคมะเร็งที่พบบ่อยคืออาการมีก้อนขึ้นผิดปกติตามร่างกาย ซึ่งมีทั้งก้อนที่โตขึ้นจากตัวอวัยวะปกติ และอีกประเภทที่พบได้บ่อยกว่าคือต่อมน้ำเหลืองโตเป็นก้อนขึ้นตามร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณลำคอ ข้อพับต่างๆ ขาหนีบและตำแหน่งที่พูดถึงวันนี้คือ “รักแร้”

หลายคนคงเคยมีอาการเจ็บและมีก้อนบริเวณรักแร้ ส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นซีสต์ของต่อมไขมันหรือต่อมเหงื่อที่ชั้นใต้ผิวหนังเกิดการอักเสบ มีอาการบวมแดงที่ผิวหนังชัดเจน บางรายอาจเห็นรูเปิดของซีสต์หรือสีผิวหนังบริเวณก้อนคล้ำผิดปกติ เนื่องจากซีสต์พวกนี้เกิดในชั้นล่างที่อยู่ติดชิดกับผิวหนังส่วนบน ในขณะที่ก้อนที่เกิดจากต่อมน้ำเหลืองโตอยู่ลึกกว่า เพราะอยู่ในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้การคลำหายากกว่าพวกซีสต์ใต้ผิวหนัง ถ้าคลำ

ได้ก้อนที่ไม่ค่อยชัดเจนบริเวณรักแร้ มีอาการเจ็บบริเวณก้อนร่วมด้วยและเพิ่งเริ่มเป็นไม่นาน พวกนี้ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นแค่ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ มีทั้งที่เป็นการอักเสบที่ตัวต่อมน้ำเหลืองเองและพวกที่เกิดจากการติดเชื้อหรืออักเสบของบริเวณข้างเคียงแล้วเกิดต่อมน้ำเหลืองโตอักเสบจากการดักจับและต่อสู้กับการติดเชื้อนั้น

อีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นในเพศหญิงที่พบได้ประปรายคือก้อนที่รักแร้ อันเกิดจากเนื้อของเต้านมปกติที่เจริญผิดที่ เนื่องจากตัวเต้านมเมื่อเริ่มมีการพัฒนาอวัยวะตั้งแต่ที่ยังเป็นทารกอยู่ในท้องแม่ เริ่มตั้งต้นที่ตำแหน่งรักแร้ทั้งสองข้าง เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นตามลำดับ

ต่อมน้ำนมจะมีการเคลื่อนย้ายลงมาอยู่ที่บริเวณหน้าอกทั้งสองข้างตามปกติ ในรายที่ยังมีเนื้อเต้านมที่หลงเหลือตกค้างบริเวณรักแร้หรือเคลื่อนตัวลงมาไม่หมด ก็ทำให้มีก้อนปูดนูนบริเวณรักแร้ บางรายอาจมีอาการคัดตึงที่รักแร้เช่นเดียวกับบริเวณเต้านมในระหว่างที่มีประจำเดือน

มาถึงก้อนที่น่ากลัวที่บริเวณรักแร้ก็คือ ก้อนจากมะเร็งที่มาเล่นงานต่อมน้ำเหลือง พวกนี้มักไม่มีอาการเจ็บร่วมด้วยและมักเป็นนานกว่า 2-3 สัปดาห์ โตขึ้นเรื่อยๆ และไม่ตอบสนองต่อการให้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมี 2 ประเภทหลักคือ มะเร็งของตัวต่อมน้ำเหลืองเองกับมะเร็งที่แพร่กระจายลุกลามมาที่ต่อมน้ำเหลือง อันมาจากอวัยวะอื่น ประเภทแรกมะเร็งของตัวต่อมน้ำเหลืองเองหรือลิมฟ์โฟม่าที่มีหลายประเภท แต่ประเภทที่พบได้บ่อย คือมะเร็งจากอวัยวะอื่นที่แพร่กระจายมาตามเส้นทางการไหลของน้ำเหลือง ที่พบบ่อยกว่าอวัยวะอื่นๆ คือมะเร็งเต้านม หลายรายที่ไม่ใส่ใจตรวจคลำเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ มารู้อีกทีตอนมีก้อนมาโผล่ที่รักแร้ มีน้อยรายที่เป็นมะเร็งเต้านมแต่คลำไม่พบก้อนที่เต้านมแต่กระจายมาที่รักแร้เลย เพราะฉะนั้นหมั่นตรวจหมั่นคลำรักแร้ด้วย เจอก้อนผิดปกติไม่แน่ใจก็รีบไปพบแพทย์

ที่มา:คมชัดลึก/นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ

ปัสสาวะมีเลือด สัญญาณมะเร็งไต


จำนวนประชากรประเทศอังกฤษที่ตรวจพบมะเร็งที่ไตเพิ่มมากขึ้นถึง 1 ใน 3 ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากมะเร็งไตในอังกฤษเพิ่มขึ้นราว 7 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้เสียชีวิตราว 3,500 คน เมื่อปี 2554

ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุขในอังกฤษจึงได้ริเริ่มโครงการกระตุ้นเตือนประชาชนให้ระมัดระวังตัวแต่เนิ่นๆ ด้วยการรณรงค์ให้ประชาชนไปพบแพทย์ทันทีที่พบว่ามีเลือดออกมาพร้อมกับปัสสาวะแม้จะพบเพียงครั้งเดียวก็ตาม

หน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษ (พีเอชอี) เปิดเผยว่า จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น การสูบบุหรี่ รวมถึงโรคเบาหวานนั้นส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งไตได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามหากมีการตรวจพบโรคก่อนตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ โดยจากสถิติพบว่า เมื่อมะเร็งไตถูกตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เช่น ผู้ที่พบมะเร็งในช่วง 1 ปีแรกมีโอกาสรอดชีวิตสูงถึง 97 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับผู้ที่ตรวจพบมะเร็งล่าช้ากว่านั้นมีโอกาสรอดชีวิตลดลงเหลือเพียง 32 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ พีเอชอียังระบุอีกว่าการพบเลือดออกผสมกับปัสสาวะนั้นเป็นอาการที่ปรากฏในคนไข้มะเร็งกระเพาะปัสสาวะถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และพบในคนไข้มะเร็งไตส่วนใหญ่ ขณะที่ประชาชนทั่วไปที่มีความรู้เรื่องสัญญาณเตือนดังกล่าวมีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น

ศาสตราจารย์เควิน เฟนตัน ผู้อำนวยการฝ่ายสุขภาพของพีเอชอี ระบุว่า ข้อความที่สื่อในการรณรงค์ดังกล่าวนั้นชัดเจน “เมื่อคุณพบเลือดในปัสสาวะ แม้จะครั้งเดียว ให้พบแพทย์ให้เร็วที่สุด” และว่า การพบเลือดอาจไม่ได้เป็นอะไรที่ร้ายแรง

แต่มันก็สามารถเป็นสัญญาณถึงบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการการรัษา ดังนั้น อย่าละเลยสัญญาณดังกล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

5 ข้อควรรู้ของชีส

ชีสไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มอรรถรสของอาหารหรือเป็นเพียงของโปรดของบรรดาหนูในการ์ตูนเท่านั้น แต่ชีสมีประโยชน์กับร่างกายมากกว่าที่คุณคิด และหากคุณไม่รู้ว่าชีสช่วยบำรุงกระดูกและฟัน เป็นแหล่งที่มาของโปรตีน รวมถึงช่วยเพิ่มหรือลดน้ำหนักให้คุณได้ ลองอ่านเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของชีส 5 ประการด้านล่าง แล้วคุณจะไม่รีรอที่จะรับประทานชีสอย่างแน่นอน

1. เนื่องชีสมีแร่ธาตุแคลเซียมที่มีส่วนช่วยดูแลและบำรุงฟันให้แข็งแรงในปริมาณสูงกว่านมวัว และมีน้ำตาลต่ำ ได้แก่ น้ำตาลแล็กโทส มอลโทส และกลูโคส ซึ่งช่วยลดการเกิดฟันผุได้

2. แคลเซียมที่มีอยู่ในชีสนั้นมีปริมาณสูงและเป็นรูปแบบที่สามารถดูดซึมได้ง่าย ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง นอกจากนี้แคลเซียมยังมีหน้าที่สำคัญในการทำงานของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายด้วย เช่น ช่วยเรื่องการแข็งตัวของเม็ดเลือด บำรุงการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจเป็นปกติและการส่งสัญญาณประสาทที่ถูกต้อง รักษาความสมดุลของกรด-ด่างในเลือดและความดันโลหิตให้คงที่ ถ้าร่างกายขาดแคลเซียมจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก ส่วนในผู้ใหญ่จะเกิดภาวะกระดูกเสื่อม กระดูกผุหรือกระดูกพรุน ซึ่งภาวะกระดูกเสื่อมเกิดจากร่างกายขาดแคลเซียมหรือได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ส่งผลให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง กระดูกแตกหรือหักง่าย ในชีสนอกจากจะมีแคลเซียมในปริมาณสูงแล้ว ยังมีวิตามินดีและแมกนีเซียมซึ่งทำหน้าที่ร่วมกันกับแคลเซียมเพื่อช่วยให้กระดูกแข็งแรง ลดการเกิดโรคกระดูกผุกระดูกพรุนในผู้สูงอายุได้

3. ชีสช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย เนื่องจากชีสเป็นแหล่งที่มาของโปรตีนที่ดี คือมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณสูง ทั้งยังเป็นสารอาหารที่สำคัญของร่างกาย เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ของร่างกายประกอบด้วยโปรตีน หากร่างกายขาดโปรตีนจะก่อให้เกิดผลเสีย ดังนั้นถ้าเราได้รับโปรตีนเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณมีความยืดหยุ่นและช่วย ประสานแต่ละเซลล์ให้ยืดติดกันเป็นเนื้อเดียว ช่วยปกป้องริ้วรอย รวมถึงเพิ่มความแข็งแรงให้แก่เส้นผมและเล็บ อีกทั้งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันมีความต้านทานดีขึ้น โปรตีนยังช่วยทดแทนเซลล์ของร่างกายที่สูญเสียไปในแต่ละวันด้วย คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและนักกีฬาจึงควรได้รับโปรตีนให้เพียงพอ หากขาดโปรตีนจะทำให้การเจริญเติบโตช้าและมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ ผมและเล็บเปราะ ฉีกขาดง่าย เกิดภาวะโลหิตจางและระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอได้

4. ชีสช่วยเพิ่มน้ำหนัก หลายคนที่พยายามจะเพิ่มน้ำหนัก โดยเฉพาะคนที่เพิ่งหายจากอาการป่วย และน้ำหนักลดลงไปมาก การรับประทานชีสจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากชีสบางประเภทอุดมด้วยไขมันสูง ทำให้ได้พลังงานจากไขมัน เพราะฉะนั้นการบริโภคในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็จะช่วยให้ได้พลังงานสูงและช่วยเพิ่มน้ำหนักแก่คนที่ต้องการได้

5. ในทางตรงกันข้าม ชีสก็สามารถช่วยควบคุมน้ำหนักได้เช่นกัน แต่เป็นชีสประเภทไขมันต่ำและโปรตีนสูงซึ่งจะเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะโปรตีนช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วและอยู่ท้องได้นานกว่าอาหารประเภทข้าวขัด สี ทำให้ไม่ต้องการอาหารในปริมาณมาก พร้อมทั้งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเร็วเกินไป

*ต้องรู้ก่อนทานชีส*
แม้ว่าการบริโภคชีสจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เพราะชีสมักมีเกลือในปริมาณสูง ดังนั้นคนที่มีปัญหาโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ควรระวังเรื่องปริมาณการรับประทานหรือควรเลือกประเภทที่มีปริมาณของเกลือต่ำ (Low Sodium) จะดีกว่า

ส่วนการเก็บรักษาชีสก็ควรศึกษาวิธีการเก็บให้ดี เพราะอาจมีการปนเปื้อนเชื้อราได้ ซึ่งควรเก็บในที่แห้งและเย็นเพื่อรักษาทั้งคุณภาพและความปลอดภัยในการบริโภคชีส

ที่มา : Gourmet & Cuisine

ติดเชื้อในกระแสเลือดคืออะไร

การติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นโรคที่มีอัตราการตายสูงมาก และตายอย่างรวดเร็วถ้าหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที เพราะเลือดคือองค์ประกอบหลักของร่างกายไหลไปอวัยวะทุกส่วน หากมีความรุนแรงของเชื้อมากอาจทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย การติดเชื้อทุกส่วนของร่างกายสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปอด ทางเดินปัสสาวะ ทางเดินอาหาร หรือผิวหนัง ซึ่งภาวะนี้จำเป็นต้องให้การรักษาอย่างทันที เพราะถ้ามีอาการรุนแรงอาจทำให้ต้องเสียชีวิตได้

ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยเด็ก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยสูงอายุ เพราะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อม และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ หรือผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหลายอย่าง เช่น เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง เป็นต้น

นอกจากปัจจัยของผู้ป่วยแล้วปัจจัยของเชื้อก่อโรคที่เป็นสาเหตุก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เช่น ถ้าเป็นเชื้อที่มีความรุนแรงหรือเป็นเชื้อดื้อยาหลายชนิด ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงได้เช่นกัน

ผู้ป่วยจะมาโรงพยาบาลด้วยอาการของการติดเชื้อของอวัยวะที่เป็นสาเหตุ มีไข้ หายใจเหนื่อย อาจซึมหรือหมดสติ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีความดันโลหิตต่ำ หรือภาวะช็อก การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ไต ปอด หัวใจ ล้มเหลวได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเสียชีวิต

ส่วนการรักษา แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อก่อโรคที่สงสัย การให้การน้ำให้เพียงพอ ถ้ามีอาการหอบเหนื่อยมาก อาจจำเป็นต้องใส่ท่อหลอดลมช่วยการหายใจ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการ ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดต่ำ เนื่องจากอาการติดเชื้อ หรือมีไข้สูง อาจต้องนอนโรงพยาบาลนานหลายวัน

ที่มา : นพ.อมร ลีลารัศมี/หมอชาวบ้าน

ทานอย่างไร? ปฏิบัติตัวแบบไหน? ให้ปลอดภัยจากภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เป็นโรคเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ พบมากเป็นอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย พบได้มากทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และพบมากกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมือง เพราะสังคมเมืองอากาศมักจะเต็มไปด้วยมลพิษ ฝุ่นละอองที่สกปรก เมื่อเราหายใจเข้าไปบางครั้งอาจจะทำให้เราเกิดอาการไอ จาม คัดจมูกได้โดยทันที

นอกจากนั้นอาการภูมิแพ้อาจเกิดขึ้นได้จากการที่ร่างกายแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา เช่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น ฝุ่นละออง อาหารทะเล เป็นต้น และถ้าร่างกายของเราได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะผ่านทางจมูก ทางปาก ทางผิวหนังก็จะทำให้ร่างกายของเราเกิดปฏิกิริยาต่อต้านทันที ด้วยการคันตามร่างกาย เยื่อบุจมูกบวมแดงทำให้น้ำมูกไหล จาม หลอดลมอักเสบและไอ

สำหรับคุณผู้อ่านคนไหนที่ไม่อยากจะป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ก็ควรดูแลรักษาสุขภาพตัวเองด้วยวิธีง่าย ๆ ด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ สงสัยใช่ไหมว่าอาหารที่มีประโยชน์จะมีอะไรบ้าง

กรดไขมันโอเมก้า 3

สำหรับโอเมก้า 3 จะพบมากในพวกเมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง ผักใบเขียวต่าง ๆ รวมถึงปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำเย็นอย่างปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และปลาทะเลต่าง ๆ

แมกนีเซียม

พบมากในถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง รวมถึงในเต้าหู ผักกวางตุ้ง สาหร่ายทะเล และผักใบเขียวต่าง ๆ ยิ่งเราทานอาหารที่มีสารอาหารประเภทนี้มากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยให้เราห่างไกลโรคหืดหอบ อีกทั้งยังชวยป้องกันไม่ให้เราป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบอีกด้วย

วิตามินซี

วิตามินซีขึ้นชื่อในเรื่องของการป้องกันการเป็นไข้หวัดและภูมิแพ้มาก สังเกตเห็นได้จากเวลาที่เราไม่สบายหมอจะบอกให้เราทานวิตามินซีให้เยอะ ๆ ซึ่งวิตามินซีจะพบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น สตรอเบอร์รี่ กีวี ส้ม มะเขือเทศ มะนาว เป็นต้น

ควอร์ซิติน

ควอร์ซิตินมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ พบมากในหัวหอม แอปเปิ้ล และชาเขียว

สำหรับอาหารต้องห้ามที่คนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ห้ามทานเลยก็คือ อาหารที่มีเกลือเป็นส่วนผสม อาหารที่มีมันโปรตีนจากไข่และนม รวมทั้งมัสตาร์ด เนยถั่ว และน้ำมันเนย เพราะถ้าขืนเราทานเข้าไปอาจทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบขึ้นมาหนักมากกว่าเก่าได้ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงไปทานพวกผักและผลไม้จะดีที่สุด

การทำความสะอาด

นอกจากการดูแลเรื่องของอาหารการกินแล้วก็ควรให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัวของเราด้วย เช่น การทำความสะอาดบ้าน เพราะการที่บ้านสกปรกมีฝุ่น มีเชื้อราฝังแน่นอยู่ตามผนัง ฝ้าเพดาน อาจจะทำให้เราป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรังและไม่หายขาด

ทางที่ดีที่สุดเราควรดูแลเรื่องความชื้นภายในบ้าน เช่น รักษาความสะอาดของห้องน้ำและห้องครัว ไม่ให้เปียก แฉะ อับชื้น และไม่ควรปลูกต้นไม้ชิดตัวบ้าน เพราะการที่เราปลูกต้นไม้ชิดตัวบ้านมากเกินไป อาจทำให้รากของต้นไม้นำความชื้นไปสู่ฐานของบ้านได้

ถ้าบ้านไหนมีเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศ ควรหมั่นทำความสะอาดทุก 3 เดือน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และถ้าเลี้ยงสัตว์เช่น หมา แมว ก็ควรนำไปเลี้ยงไว้นอกบ้านและหมั่นทำความสะอาดอย่างเป็นประจำ

ที่มา : women’s story

เคล็ดลับ สุขภาพดี ด้วย 18 วิธี ง่ายๆ

เคล็ดลับสุขภาพดี

สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

   1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

   2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

   3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

   4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

   5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

   6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

   7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

   8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

   9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

   10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

   11. ดื่มน้ำเร็ว…อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

   12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

   13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

   14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

   15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

   16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

   17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

   18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

 ขอบคุณสาระดีๆจาก

 
Translate »