Tag: ดูแลรถ

35 วิธีดูแลรถให้มีอายุการใช้งานยืนยาวนานขึ้น

รถดี ๆ ที่เราใช้เวลาเก็บเงินตั้งนานกว่าจะซื้อมาเนี่ย บางคนรักยิ่งกว่าแฟนซะอีกนะ ดังนั้นถ้าเกิดใช้ได้ไม่นานก็พัง คงน่าเสียดายแย่เลยใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นก่อนที่รถของคุณจะเสียทั้ง ๆ ที่ยังใช้ได้ไม่เท่าไหร่ ก็ลองมาดูแลรถด้วยวิธีเหล่านี้กันดูเถอะ

      1. ในช่วงรันอิน ขณะที่ขับรถไปได้ 1,600 กิโลเมตรแรก จำกัดความเร็วให้อยู่ต่ำกว่า 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเอาไว้ หรือความเร็วตามที่แนะนำสำหรับรถแต่ละรุ่น

      2. หลีกเลี่ยงสิ่งของกระทบถูกรถ เพราะแม้แต่ลูกบอลพลาสติกเบา ๆ กระทบก็ทำให้เกิดรอยขนแมวได้

      3. อย่าเร่งเครื่องเวลาสตาร์ททันที โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศข้างนอกหนาวเย็น ทางที่ดีควรเร่งความเร็วหลังผ่านไปประมาณสัก 10 – 20 นาที

      4. พักเครื่องยนต์ด้วยการเลื่อนเกียร์ว่างให้อยู่ในตำแหน่งไฟสีแดง ไม่อย่างนั้นแม้จะไม่ได้ขับรถ ตัวเครื่องก็จะยังคงทำงานอยู่

      5. พยายามไม่ขับรถเร็วจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนหรือเย็นจัด

      6. หลีกเลี่ยงการหยุดรถกะทันหันที่จะทำให้ล้อสึกอย่างรวดเร็ว

      7. เวลาหมุนพวงมาลัย ไม่ควรหักไปทิศทางใดจนสุด

      8. หากรถติดอยู่ในพวกหลุมโคลนขนาดใหญ่จนเอาขึ้นมาลำบาก ควรเรียกช่างมาช่วยยกแทนที่จะพยายามเร่งเครื่องให้หลุดออกมา

       9. การพ่วงของอื่น ๆ ไว้กับกุญแจรถด้วย จะทำให้กุญแจรถหนักขึ้น บวกกับเวลาที่ขับ แรงสั่นสะเทือนก็จะยิ่งทำให้ช่องที่เสียบกุญแจรถรับภาระหนักขึ้นอีก จนชิ้นส่วนภายในสึกหรอได้ เพราะฉะนั้นเลือกเอาเครื่องประดับเล็ก ๆ ชิ้นเบา ๆ มาใช้ก็พอแล้ว

       10. หมั่นสังเกตหรือถ้าจะให้ดีก็ควรจดเอาไว้ด้วยว่าวัน ๆ น้ำมันของคุณหมดไปเท่าไหร่ และวันนี้ขับไปเป็นระยะทางเท่าไหร่ ถ้าน้ำมันหดหายจนผิดสังเกต จะได้ตามช่างมาดูสิ่งผิดปกติได้ทัน

       11. อย่าทิ้งรถไว้เฉย ๆ นานเกินไปจนเครื่องยนต์สึกกร่อนเสียหาย โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่ต้องถูกดึงไฟมาใช้อยู่เรื่อย ๆ แม้จะไม่ใช้ เพราะฉะนั้นคุณจึงควรสตาร์ทรถวอร์มเครื่องบ้าง

       12. ใช้ขาตั้งยกรถเป็นตัวค้ำเวลาจอด รถจะได้ไม่ต้องรับน้ำหนักมากเกินไป

       13. จอดรถในที่ร่ม เพื่อไม่ให้รถร้อน หรือจะเลือกใช้รถเป็นสีที่คายความร้อนเช่นสีสว่างเป็นมันเงาดูก็ได้

       14. ทำความสะอาดแผงหน้าปัดด้วยผ้าชุบน้ำพอหมาด และหมั่นดูดฝุ่นในรถเสมอ

       15. เคลือบเบาะหนังเพื่อให้รถดูเหมือนใหม่อยู่เสมอ

       16. แก้ปัญหาไฟท้ายมีร่องรอยด้วยการเอาเทปซึ่งขายในร้านอุปกรณ์สำหรับรถมาติด ก่อนที่น้ำจากฝนจะรั่วซึมเข้ามาติดอยู่ภายใน

       17. ต่อให้เป็นรถที่ทนทานขนาดไหนก็ไม่ควรบรรทุกของหนักเกินไป ไม่ว่าจะเป็นที่ท้ายรถหรือมัดไว้บนหลังคาก็ตาม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วควรจุไม่เกิน 90 กิโลกรัม

       18. มองหาผ้ามาคลุมรถทุกครั้งตอนที่เก็บในโรงรถเพื่อรักษาสีให้ดูใหม่นาน ๆ

       19. สำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้รถบรรทุกของไปด้วย ควรใช้ผ้าหนา ๆ ปูสักชั้นก่อนใส่ของลงไปด้วย จะได้ไม่ขูดขีดโดนรถจนเป็นรอย

      20. เคลือบแว็กซ์อีกชั้นเพื่อถนอมสีรถให้ติดทนนานยิ่งขึ้น รวมทั้งกันรอยขูดขีดด้วย

       21. ตอนที่เติมลมยางรถ ลองสังเกตดูสิว่ามีความชื้นออกมาจากตัวปั๊มลมด้วยรึเปล่า ถ้ามีก็หยุดซะ เพราะหากมีความชื้นเข้าไปฝังตัวด้านในจะทำให้ล้อเสียหายได้

      22. เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดล้อที่เหมาะสม และพยายามขยันใช้เป็นประจำ เพราะล้อต้องเจอสิ่งสกปรกบ่อยกว่าส่วนอื่น ๆ

      23. หยอดน้ำมันหล่อลื่นลงน๊อตล้อเพื่อกันความฝืดเคือง ให้เครื่องทำงานได้สะดวกมากขึ้น

      24. ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกนั้นค่อนข้างไม่ถูกกับความชื้นเป็นพิเศษ มันจึงควรถูกเช็ดทำความสะอาดให้แห้ง และควนตรวจเช็คอย่างน้อยทุก ๆ 3 ปี

      25. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ คราบตกตะกอนจะได้ไม่ฝังอยู่ภายใน

      26. คุณต้องทำความสะอาดฝาถังน้ำมันบางเช่นกัน เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกอุดตันอยู่ภายใน

      27. ตรวจเช็คแบตเตอรี่เป็นประจำ ถ้ามีรอยแตกร้าวควรเปลี่ยนทันที และควรทำความสะอาดด้วย

      28. เปลี่ยนหัวเทียนเมื่อคุณขับรถไปได้ 48,000 – 64,000 กิโลเมตร

      29. ใช้น้ำสะอาดเติมลงหม้อน้ำรถยนต์เท่านั้น เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกเข้าไปสะสม โดยผสมน้ำยาหล่อเย็นและน้ำเปล่าในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง

      30. ปูผ้าขนหนูไว้บนเบาะก่อนเอาที่นั่งเด็กมาวางทับ เพื่อกันรอยขีดข่วน

      31. กระปุกเก็บน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ต้องมีน้ำมันอยู่ในระดับพอดี และฝาปิดสนิทก่อนสตาร์ทเครื่องด้วย ไม่อย่างนั้นหากเจอความร้อนหลังเครื่องทำงานเข้าไป อาจยิ่งเพิ่มความดันจนทำให้น้ำมันล้นออกมาได้

      32. ควรเปลี่ยนสายพานราวลิ้นตามระยะเวลาที่แนะนำในคู่มือ

      33. หมั่นตรวจน้ำกลั่นแบตเตอรี่ไม่ให้อยู่ต่ำกว่าระดับที่ควร

      34. ถอดก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาเช็ดทำความสะอาดบ้าง

      35. ตรวจเช็ควาล์ว PCV หรือ Positive Crankcase Ventilation และเปลี่ยนหลังขับรถไปเป็นระยะทาง 48,000 กิโลเมตร

        นอกจากที่แนะนำมานี้ ก็ควรเอารถไปตรวจเช็คที่ศูนย์เป็นประจำด้วยนะครับ หากเกิดสิ่งผิดปกติอะไรขึ้นมา จะได้ให้มืออาชีพช่วยแก้ไขได้ทันยังไงล่ะ

12 เรื่องต้องรู้ดูแลรถ

          ถ้าคุณใช้รถยนต์ทุกวัน ให้แน่ใจว่าคุณเอาใจใส่ดูแลทุกเรื่องต่อไปนี้แล้ว เพื่อให้รถยนต์ของคุณพร้อมใช้งานเสมอ และไม่ต้องเสียให้ซ่อมบ่อย ๆ ด้วย

          1. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร ถึงแม้ในคู่มือจะระบุไว้มากกว่านี้ ส่วนไส้กรองน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร

          2. ตรวจดูระดับน้ำในหม้อน้ำบ่อย ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

          3. ตรวจดูลมยางให้ได้ความดันตามที่กำหนดในคู่มือ ตรวจดูบ่อยตามความจำเป็นในการเดินทางไกลหรือการบรรทุกน้ำหนัก ซึ่งจะกำหนดว่าน้ำหนักเท่าไรควรเติมความดันเท่าไร

          4. เปลี่ยนหัวเทียนทุก ๆ 15,000-20,000 กิโลเมตร

          5. ตรวจดูไส้กรองอากาศว่าสะอาดดีหรือเปล่า มีรูหรือไม่ เพราะถ้ามีรู แม้เท่าปลายดินสอ แล้วขับรถยนต์ไปในที่ที่มีฝุ่นมาก ๆ ฝุ่นจะเข้าไปทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่ากำหนด

          6. ตรวจดูมาตรวัดต่าง ๆ ที่จำเป็น ว่ายังใช้งานได้ดีหรือไม่ เพราะสามารถบอกความผิดปกติของรถยนต์ได้เป็นอย่างดี

          7. ตรวจดูน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ได้จากด้านข้างของหม้อแบตเตอรี่ โดยจะมีขีดกำหนดอยู่ 2 ขีดคือ ขีดบนและขีดล่าง อย่าให้ระดับน้ำกลั่นต่ำกว่าขีดล่าง เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสียได้ และอย่าเติมเกินกว่าขีดบน

          8. สังเกตเสียงที่เกิดขึ้นขณะใช้งาน เพราะจะเป็นตัวบอกเหตุให้เราได้รู้ว่ามีสิ่งใดในรถยนต์ของเราเกิดความเสียหาย ก่อนที่จะเสียมากขึ้น

          9. สังเกตพื้นที่จอดรถยนต์ว่ามีน้ำหรือน้ำมันเครื่องหยดลงมาเลอะพื้นหรือไม่ ดูด้วยว่าหยดลงในตำแหน่งใด เพราะจะบอกเราได้ว่าส่วนใดของรถที่เกิดการสึกหรอแล้วรั่วซึม

          10. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้ายตามที่คู่มือกำหนดไว้

          11. ตรวจดูน้ำมันเบรกที่อยู่ในกระป๋องว่ายุบเร็วกว่าปกติหรือไม่ หากยุบเร็ว อาจเกิดการรั่วซึมที่ใดก็ได้

          12. ตรวจดูระบบไฟในรถยนต์ว่ายังใช้การได้ดีอยู่หรือไม่

  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อน ๆ ได้ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

12 เรื่องต้องรู้ดูแลรถ

          ถ้าคุณใช้รถยนต์ทุกวัน ให้แน่ใจว่าคุณเอาใจใส่ดูแลทุกเรื่องต่อไปนี้แล้ว เพื่อให้รถยนต์ของคุณพร้อมใช้งานเสมอ และไม่ต้องเสียให้ซ่อมบ่อย ๆ ด้วย

          1. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร ถึงแม้ในคู่มือจะระบุไว้มากกว่านี้ ส่วนไส้กรองน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร

          2. ตรวจดูระดับน้ำในหม้อน้ำบ่อย ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

          3. ตรวจดูลมยางให้ได้ความดันตามที่กำหนดในคู่มือ ตรวจดูบ่อยตามความจำเป็นในการเดินทางไกลหรือการบรรทุกน้ำหนัก ซึ่งจะกำหนดว่าน้ำหนักเท่าไรควรเติมความดันเท่าไร

          4. เปลี่ยนหัวเทียนทุก ๆ 15,000-20,000 กิโลเมตร

          5. ตรวจดูไส้กรองอากาศว่าสะอาดดีหรือเปล่า มีรูหรือไม่ เพราะถ้ามีรู แม้เท่าปลายดินสอ แล้วขับรถยนต์ไปในที่ที่มีฝุ่นมาก ๆ ฝุ่นจะเข้าไปทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่ากำหนด

          6. ตรวจดูมาตรวัดต่าง ๆ ที่จำเป็น ว่ายังใช้งานได้ดีหรือไม่ เพราะสามารถบอกความผิดปกติของรถยนต์ได้เป็นอย่างดี

          7. ตรวจดูน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ได้จากด้านข้างของหม้อแบตเตอรี่ โดยจะมีขีดกำหนดอยู่ 2 ขีดคือ ขีดบนและขีดล่าง อย่าให้ระดับน้ำกลั่นต่ำกว่าขีดล่าง เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสียได้ และอย่าเติมเกินกว่าขีดบน

          8. สังเกตเสียงที่เกิดขึ้นขณะใช้งาน เพราะจะเป็นตัวบอกเหตุให้เราได้รู้ว่ามีสิ่งใดในรถยนต์ของเราเกิดความเสียหาย ก่อนที่จะเสียมากขึ้น

          9. สังเกตพื้นที่จอดรถยนต์ว่ามีน้ำหรือน้ำมันเครื่องหยดลงมาเลอะพื้นหรือไม่ ดูด้วยว่าหยดลงในตำแหน่งใด เพราะจะบอกเราได้ว่าส่วนใดของรถที่เกิดการสึกหรอแล้วรั่วซึม

          10. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้ายตามที่คู่มือกำหนดไว้

          11. ตรวจดูน้ำมันเบรกที่อยู่ในกระป๋องว่ายุบเร็วกว่าปกติหรือไม่ หากยุบเร็ว อาจเกิดการรั่วซึมที่ใดก็ได้

          12. ตรวจดูระบบไฟในรถยนต์ว่ายังใช้การได้ดีอยู่หรือไม่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก