ขั้นตอนการรับบริการในวันที่นัดหมายหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษ-จักษุ EYE CLINIC

ขั้นตอนการรับบริการในวันที่นัดหมายหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษ-จักษุ EYE CLINIC

หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษ-จักษุ  EYE CLINIC  
ชั้น 4 โซน เอส
Zone S ,Floor 4th

รู้จักโครงการเบิกจ่ายตรงเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

รู้จักโครงการเบิกจ่ายตรงเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

        ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการแต่เดิมผู้ป่วยนอกต้องทดรองจ่ายเงินไปก่อน  แล้วจึงนำใบเสร็จมาเบิกเงินคืนจากสำนักงานคลังภายหลัง  ที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายเงินเกินกว่าความเป็นจริง  รัฐบาลต้องจ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี  และด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย  ทำให้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2543  มีมติคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงการคลังปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาล  เป็นระบบที่ทางสถานพยาบาลจะวางเบิกค่ารักษาพยาบาลกับกรมบัญชีกลางโดยตรง โดยมีเป้าหมาย  8  ประการคือ

1. ไม่รอนสิทธิ  
2. อาจเพิกถอนหรือจำกัดได้ หรือเรื้อรัง หากไม่เป็นธรรมกับระบบ  
3. ควบคุมค่าใช้จ่ายได้
4. เกิดผลกระทบคุณภาพของการบริการน้อยที่สุด
5. เน้นค่าใช้จ่ายของโรคที่รุนแรง
6. ให้ผู้มีสิทธิได้เลือกใช้สถานบริการได้
7. สร้างระบบสารสนเทศ
8. สร้างกลไลเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส

โครงการเบิกจ่ายตรง คือ โครงการคู่ขนานกับระบบเบิกจ่ายค่ารักษาเดิม(ใบเสร็จ,หนังสือต้นสังกัด)  เป็นโครงการแบบสมัครใจสำหรับผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัว  ยกเว้นผู้ป่วยไตวายเรื้อรังและผู้ป่วยมะเร็งที่จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีหลักแห่งชาติที่มีค่าใช้จ่ายสูง 6 ชนิด  ต้องเข้าระบบเบิกจ่ายตรงทุกคน  สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการเบิกจ่ายตรง  คือ
ผู้ป่วยนอก  :  ไม่ต้องทดรองจ่ายเงินไปก่อน
ผู้ป่วยใน  :  ไม่ต้องมีหนังสือรับรองการมีสิทธิ (หนังสือส่งตัว) จากต้นสังกัดไปยื่นให้สถานพยาบาลก่อนเข้ารับการรักษา

เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามระเบียบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล  กรมบัญชีกลางจึงเห็นควรให้มีการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อยืนยันสิทธิการรักษาพยาบาลของตนเองและบุคคลในครอบครัว  ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เชื่อมโยงกับการจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดอีกด้วย  โดยมีแนวปฏิบัติของผู้ใช้สิทธิการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล  ดังนี้

1. ผู้ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก  ต้องเป็นข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัว (บุตรบุญธรรมไม่สามารถใช้สิทธิจ่ายตรงได้) ที่มีชื่อในฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐของกรมบัญชีกลาง  โดยติดต่อนายทะเบียนที่ต้นสังกัดเพื่อจัดทำฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐให้สมบูรณ์ครบถ้วน

2. กรมบัญชีกลางปรับปรุงข้อมูลที่สมบูรณ์แล้วทุก  15  วัน (วันที่ 4  และวันที่ 8 ของเดือน)  ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัวสามารถตรวจสอบว่ามีชื่อในฐานข้อมูลตามข้อ 1  หรือไม่  ผ่าน website กรมบัญชีกลาง (www.cgd.go.th)  โดยเข้าไปที่หัวข้อสวัสดิการรักษาพยาบาลและเลือกรายการตรวจสอบสิทธิการรักษาสวัสดิการ

2.1 กรณีที่ตรวจสอบแล้วมีชื่อ  :  ต้องสมัครลงทะเบียนและแสกนลายนิ้วมือ ณ สถานพยาบาลที่จะเข้ารับการรักษาก่อน  (ไม่จำกัดจำนวนโรงพยาบาลที่จะสมัคร)
กรณีผู้ป่วยนอก  สามารถใช้ระบบจ่ายตรงได้หลังจากลงทะเบียนแล้ว 15 วัน และในช่วง 15 วันนั้น  หากต้องเข้ารักษาพยาบาล  ให้นำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลไปวางเบิกกับต้นสังกัด

2.2 กรณีที่ตรวจสอบแล้วไม่มีชื่อ  :  ให้ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัว  ติดต่อนายทะเบียนของส่วนราชการที่ตนสังกัดอยู่  เพื่อทำการปรับปรุงข้อมูลในฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐของกรมบัญชีกลาง  กรณีที่บิดา-มารดาของข้าราชการที่มีบุตรเป็นข้าราชการหลายคน  ฐานข้อมูลรักษาพยาบาลของบุตร(ที่เป็นข้าราชการ)ทุกคนต้องถูกต้องตรงกัน  หากมีข้อมูลของรายใดไม่ถูกต้องสมบูรณ์  อาจทำให้บิดา-มารดาไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลได้  จึงต้องปรับปรุงข้อมูลของผู้มีสิทธิในฐานข้อมูลฯ ให้สมบูรณ์  หลังจากมีชื่อในฐานข้อมูลฯ แล้ว  จึงจะสามารถสมัครลงทะเบียนตามข้อ 2.1 ได้

3. ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัวที่มีสิทธิซ้ำซ้อน (เช่น  สิทธิประกันสังคม  ข้าราชการรัฐวิสาหกิจ  สิทธิองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  เช่น อบต., เทศบาล, ครูเอกชนฯ)  ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการจ่ายตรงรักษาพยาบาลได้  ต้องใช้ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลหรือหนังสือรับรองจากต้นสังกัด(ใบส่งตัว)  ประกอบการเบิกจ่ายจากต้นสังกัดของตน  เว้นแต่ค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับนั้นต่ำกว่าเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่มีสิทธิจะได้รับจากทางราชการ  ก็มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลส่วนที่ขาดอยู่ได้

4. หนังสือรับรองการมีสิทธิสำหรับโครงการผู้ป่วยนอกรักษาต่อเนื่อง (แบบ 7101/1), หนังสือรับรองการมีสิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาล (แบบ7100/1),  และวิธีการรับรองใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ  ไม่สามารถนำมายื่นต่อสถานพยาบาลได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549   เพราะผู้รับการรักษาโรคต่อเนื่อง  ต้องเข้าระบบจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลทุกคน

5. ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัวที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลยังคงสามารถนำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลมาวางเบิกกับต้นสังกัดกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอก  และขอหนังสือต้นสังกัดกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยในได้ตามปกติ
หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐที่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรง  สามารถนำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลมาเบิกจากต้นสังกัดได้
การตรวจสุขภาพประจำปีไม่สามารถใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงได้  ต้องนำใบเสร็จมาเบิกจากต้นสังกัด

6. กรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยใน  หากตรวจสอบแล้วมีชื่อตามข้อ 2.1  สามารถแจ้งโรงพยาบาล  เพื่อให้ขอเลขอนุมัติแทนหนังสือรับรองการมีสิทธิทาง web page ได้
หนังสือรับรองสิทธิฯ จากต้นสังกัดของผู้ป่วยยังใช้ได้อยู่  เหตุที่ยังคงหนังสือรับรองสิทธิในกรณีผู้ป่วยใน  เป็นเพราะการปรับปรุงฐานข้อมูลผู้มีสิทธิฯ  จากต้นสังกัดอาจจะต้องใช้เวลาเกินกว่าระยะเวลาการรักษาตัวในสถานพยาบาลก็ได้  ซึ่งถ้าเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นก็จะเป็นปัญหากับการเบิกของสถานพยาบาลเอง  ในอนาคตเมื่อฐานข้อมูลผู้มีสิทธิฯ สมบูรณ์ขึ้น   เชื่อว่าผู้ป่วยจะใช้หนังสือรับรองสิทธิลดลงและเลิกไปในที่สุด

ระบบจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549  เมื่อลงทะเบียนครั้งแรกครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป  ทั้งนี้เพื่อให้ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัวได้รับคุณภาพในการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นอย่างเป็นธรรม  สามารถควบคุมและตรวจสอบค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้ผู้มีสิทธิได้รับความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยยังได้สิทธิเหมือนเดิม  หากผู้มีสิทธิมีข้อสงสัยหรือต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามไปยัง  กลุ่มงานสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (กสพ) โทร. 02-2710686-90 ต่อ 4441, 4684, 4318, 4319 หรือที่ www.cgd.go.th

ข้อมูลโดย 
เกตน์รดา  โชติการ
นักวิชาการเงินและบัญชี
สถาบันทักษิณคดีศึกษา

ตรวจสอบข้อมูลผู้มีสิทธิในโครงการเบิกจ่ายตรง ได้ที่นี่ http://welcgd.cgd.go.th/wel
สถานพยาบาล ในการเคลม / รับรองสิทธิ คลิกที่นี่ http://cs1.chi.or.th

ดินประสิว ตัวการก่อมะเร็ง

ยีนมนุษย์มีความไวต่อสารก่อมะเร็งอย่างไร ย้ำยังคงต้องระวังอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ทั้งไส้กรอกอีสาน กุนเชียง ปลาร้า หมูปิ้ง หมูกระทะ ระบุทานได้แต่อย่าเยอะ

นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยว่า แม้โรคพยาธิใบไม้ตับจะเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับและโรคมะเร็งท่อน้ำดี แต่ตัวการที่สำคัญคือ สารก่อมะเร็งที่อยู่ในอาหารหรือที่เรียกว่าสารดินประสิว (สารไนโตรซามีน) เพราะการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า เมื่อหนูมีการติดพยาธิใบไม้แล้วโอกาสการเป็นมะเร็งมีน้อย แต่หากได้รับสารก่อมะเร็งร่วมด้วยหนูจะเป็นมะเร็งทันที

ดังนั้น การรับประทานอาหารนอกจากจะต้องระวังเรื่องพยาธิใบไม้ ซึ่งอยู่ในปลาน้ำจืดดิบแล้ว ยังต้องระวังอาหารที่ใส่สารดินประสิวด้วย เช่น ไส้กรอกอีสาน กุนเชียง ปลาร้า เป็นต้น

“หากจะรับประทานปลาร้าต้องทำให้สุกก่อน เพราะพยาธิสามารถอยู่ในตัวปลาร้าได้นานถึง 6 เดือน แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายของคนแล้ว กลับสามารถอยู่ได้นานเป็นปี บางคนอาจคิดว่ารับประทานเข้าไปครั้งเดียวคงไม่เป็นไร แต่ปลาบางตัวมีไข่พยาธิเป็นหมื่นๆ ฟอง เมื่อมันเข้าไปก็จะสร้างลูกหลานออกมา ผ่านไป 30-40 ปี ตัวมันก็ใหญ่และอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ เพราะแม้จะรับประทานน้อยก็ยังถือว่ามีความเสี่ยง” ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าว

นพ.ธีรวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับสารก่อมะเร็งมีโอกาสก่อให้เกิดเป็นมะเร็งได้มากน้อยเพียงใด ต้องดูที่ปริมาณและความถี่ในการทาน คือต้องทานบ่อยและปริมาณมาก แต่ไม่ใช่ทานทีเดียวแล้วจะเป็น เพราะร่างกายจะสามารถขับสารก่อมะเร็งออกมาได้ แต่ถ้าทานบ่อยๆ ก็จะเข้าไปสะสมเรื่อยๆ โดยเฉพาะทุกวันนี้ในชีวิตประจำวันเรามีสารก่อมะเร็งเยอะ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าจำเป็นก็อย่าทานบ่อย เหมือนบุหรี่ที่สูบเข้าไปครั้งเดียวไม่เป็นไร แต่ถ้าสูบเข้าไปนานๆ ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็ง

“อย่างหมูปิ้ง หมูกระทะ ก็จะมีสารก่อมะเร็งจากการที่ไขมันหรือโปรตีนของเนื้อถูกเผาไหม้ หรือที่เรียกว่าสารเฮเทอโรไซคลิก ดังนั้น ข่าวที่ว่ามีถ่านชนิดใหม่ปลอดมะเร็ง เพราะไม่มีควันแสดงว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะสารก่อมะเร็งเกิดจากความร้อน นอกจากการปิ้งย่างแล้ว การรมควันก็ถือว่าไม่ดี เพราะมีสารก่อมะเร็งอยู่เช่นกัน หากจะรับประทานอาหารที่ปรุงจากการรมควันก็ไม่ควรทานบ่อยหรือเยอะ อย่างต่างประเทศตอนนี้ก็มีการรณรงค์อยู่” นพ.ธีรวุฒิ กล่าว

นพ.ธีรวุฒิ กล่าวด้วยว่า โรคมะเร็งนั้นไม่ได้มีแต่ปัจจัยเฉพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับยีนส์ของแต่ละคนด้วย เพราะทุกวันนี้เราไม่รู้ว่ายีนส์ของแต่ละคนมีความไวต่อสารก่อมะเร็งเป็นอย่างไร บางคนอาจมียีนที่กำจัดสารก่อมะเร็งได้ เหมือนคนที่สูบบุหรี่จนแก่ทำไมถึงไม่เป็นมะเร็ง แต่คนที่สูบไม่นานกลับเป็นมะเร็ง ซึ่งตอนนี้สถาบันมะเร็งแห่งชาติกำลังมีการศึกษาในเรื่องนี้อยู่ร่วมกับญี่ปุ่น สถาบนวิจัยจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา

 “ในอนาคตเราอาจรู้ได้ว่าคนไหนมียีนที่มีความไวต่อมะเร็ง เพราะทุกวันนี้ทุกคนได้รับสารก่อมะเร็งกันหมด แต่บางคนอาจมียีนที่สามารถกำจัดสารก่อมะเร็งได้ ลักษณะเหมือนกับการแพ้ยา ทำไมบางคนแพ้ บางคนไม่แพ้ ซึ่งตอนนี้ก็มีการศึกษาอยู่ เพื่อนำมาใช้เช็กยีนส์ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ เพราะการสกรีนดังกล่าวมีราคาแพงมาก” ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าว

ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์

8 พฤติกรรมไม่เหมาะสมเล่นน้ำสงกรานต์

เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ 2556 จะมีประชาชนออกมาเล่นน้ำสงกรานต์เป็นจำนวนมาก จึงขอฝากข้อห่วงใยกับพี่น้องประชาชน ถึงพฤติกรรมต้องห้ามเมื่อเล่นน้ำสงกรานต์ 8 ข้อ ด้วยกัน

เมื่อวันที่ 8 เมษายน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) กล่าวถึง พฤติกรรมต้องห้ามเมื่อเล่นน้ำสงกรานต์ 8 ข้อ ด้วยกัน คือ

1.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะหากผู้เล่นดื่มในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้ขาดสติและเกิดอุบัติเหตุได้

2.ไม่สาดน้ำบนรถกระบะ การเล่นสงกรานต์โดยการนำถังน้ำใส่ท้ายรถกระบะ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยไม่ควรลุกยืนขณะที่รถวิ่ง ไม่ควรบรรทุกคนจนน้ำหนักมากเกินไป อาจทำให้พลัดตกจากรถ หรือรถเสียการทรงตัวได้

 3.ไม่สาดน้ำเย็น แม้ว่า “น้ำ” คือพระเอกในวันสงกรานต์ แต่การสาดน้ำกันแรงๆ หรือสาดด้วยน้ำเย็น อาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ ควรเล่นกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย และหากน้ำที่ใช้เล่นนั้นไม่สะอาด อาจมีเชื้อโรคเข้าไปในหูและเกิดการอักเสบได้

4.ไม่เปิดเพลงเสียงดัง ไม่ควรเปิดลำโพงเสียงดังจนรบกวนผู้อื่น โดยเฉพาะในยามวิกาล

 5.ไม่เล่นแป้ง แป้งดินสอพองบางชนิดมีส่วนผสมของสารโพรฟีลีน ตะกั่ว ปรอท หรือการผสมสี  ซึ่งล้วนแต่มีอันตรายต่อร่างกาย และอาจทำให้ทัศนะวิสัยการขับขี่ไม่ดี จนเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

6.ไม่แต่งตัวยั่วตัณหา ผู้หญิงต้องไม่ใส่เสื้อบาง รัดรูป หรือนุ่งสั้น เสื้อผ้าที่ใส่ ควรเป็นสีเข้มๆ เช่น ดำ น้ำเงิน เพราะสีเหล่านี้เมื่อโดยน้ำจะไม่สามารถมองเห็นรูปร่างภายในของผู้หญิงได้ชัดเจน

 7.ไม่ฉวยโอกาส ชายหนุ่มบางคนใช้โอกาสเล่นน้ำสงกรานต์ลวนลามผู้หญิง มักจะเล่นแป้งโดยพุ่งไปที่แก้มของสาวๆ หรือบางคนอาจลูบคลำทำอนาจาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้อีกด้วย

8.ไม่นำสิ่งของมีค่าติดตัวมากๆ เช่น กระเป๋า นาฬิกา โทรศัพท์ควรใส่ซองกันน้ำ และเก็บให้มิดชิด

โดยทั้ง 8 ข้อนั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการเล่นน้ำสงกรานต์ ซึ่งบางข้ออาจผิดกฎหมาย หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นได้ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นอันตรายได้อีกด้วย

ที่มา : เว็บไซต์มติชนออนไลน์

เวชระเบียน (medical record) คืออะไร

เวชระเบียน (อังกฤษ: medical record) หมายถึง เอกสารทางการแพทย์ทุก ประเภท ที่ใช้บันทึกและเก็บรวบรวมเรื่องราวประวัติของผู้ป่วยทั้งประวัติส่วนตัว ประวัติครอบครัว ประวัติการแพ้ยา เอกสารการยินยอมให้ทำการรักษาพยาบาล ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและปัจจุบัน ข้อมูลบ่งชี้เฉพาะของบุคคล การรักษาพยาบาล ค่ารักษาพยาบาล ผลจากห้องปฏิบัติการ ผลการชันสูตรบาดแผลหรือพลิกศพ ผลการบันทึกค่าทั้งที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพหรือเครื่องหมายอื่นใด จากอุปกรณ์ เครื่องมือในสถานบริการสาธารณสุขหรือเครื่องมือทางการแพทย์ทุกประเภท หรือเอกสารการบันทึกการกระทำใด ๆ ที่เป็นการสั่งการรักษา การปรึกษาเพื่อการรักษาพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วยไปทำการรักษาที่อื่น การรับผู้ป่วยรักษาต่อ การกระทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจในการรักษาพยาบาลตามที่สถานบริการสาธารณสุข กำหนดไว้ เอกสารอื่น ๆ ที่ใช้ประกอบเพื่อการตัดสินใจทางการแพทย์ เพื่อการประสานงานในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย และเอกสารอื่นใดที่ทางองค์การอนามัยโลก หรือสถานบริการสาธารณสุขกำหนดไว้ว่าเป็นเอกสารทางเวชระเบียน หมายรวมถึงชื่อของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดทำเอกสารดังกล่าว การเก็บรวบรวม การค้นหา การบันทึก การแก้ไข การให้รหัสโรค การจัดทำรายงานทางการแพทย์ การนำมาจัดทำสถิติผู้ป่วย การนำมาเพื่อการศึกษาวิจัย หรือเพื่อการอื่นใดตามที่สถานบริการสาธารณสุขกำหนด นอกจากนี้ยังรวมถึงเอกสารทางการแพทย์ที่อยู่ในรูปแบบสื่อดิจิตอล หรือระบบอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Medical Record -EMR) ซึ่งเป็นรูปแบบของเวชระเบียนที่มีการพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน

เวชระเบียน หมายถึงอะไร

เวชระเบียน หมายถึง การรวบรวมข้อเขียนหรือบันทึกที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วย เป็นข้อมูลที่บันทึกเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาล คลินิค หรือสถานีอนามัย เวชระเบียนนั้นเป็นบันทึกขบวนการทุกอย่างงที่จัดกระทำกับผู้ป่วยซึ่งข้อมูล นั้น ๆ ควรจะต้องประกอบด้วยประวัติการเจ็บป่วยในอดีตรวมทั้งความคิดเห็น การค้นหา สืบสวนผลทางห้องปฏิบัติการและข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพของผู้ป่วย เวชระเบียนเป็นเอกสารที่อาจมีหลายขนาดหลายรูปแบบ และหลายข้อมูล โดยการบันทึกของหลายบุคคลในหลาย ๆ วิธีการ แต่ตามรูปลักษณะทั่วไปแล้ว เวชระเบียนจะประกอบด้วยจำนวนแผ่นกระดาษ หรือบัตร ซึ่งอาจจะบรรจุอยู่ในแฟ้มหรือซอง และยิ่งนำสมัยมากไปกว่านี้ก็จะบันทึกในคอมพิวเตอร์หรือบันทึกลงแผ่นกระดาษ แล้วถ่ายไว้ในไมโครฟิล์มก็ได้

เวชระเบียน หมายถึง การรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ป่วยและประวัติสุขภาพรวมถึง ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและในปัจจุบันและการรักษาซึ่งจดบันทึกไว้โดยแพทย์ ผู้ดูแล เวชระเบียนจะต้องบันทึกตามเวลาที่ศึกษาดูแลผู้ป่วย และควรจะต้องมีข้อมูลที่เพียงพอที่จะต้องบอกให้ทราบถึงการพิเคราะห์โรค และการดูแลรักษาโรคได้ และต้องเป็นเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วน

บุคลากรทางด้านเวชระเบียน

แพทย์ด้านเวชระเบียน
นักเวชระเบียน, เจ้าหน้าที่บริหารงานเวชระเบียน
นักเวชสถิติ, นักวิชาการเวชสถิติ
นักวิชาการรหัสโรค
นักสถิติ, นักวิจัย, นักชีวสถิติ,นักวิจัยทางการแพทย์
เจ้าหน้าที่เวชสถิติ, เจ้าพนักงานเวชสถิติ
เจ้าหน้าที่ให้รหัส, เจ้าหน้าที่ให้รหัสโรค
นักวิชาการคอมพิวเตอร์, นักคอมพิวเตอร์, โปรแกรมเมอร์, นักวิเคราะห์ระบบ, นักเวชสารสนเทศ
เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์
เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
เจ้าหน้าที่ห้องบัตร
ลูกจ้างงานเวชระเบียน
HN ย่อมาจาก Hospital Number เป็นหมายเลขของผู้ป่วยนอก ซึ่งจะออกหมายเลขให้ในการลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยที่จะตรวจในโรงพยาบาล อาจมีการออกหมายเลขที่ต่อเนื่อง ในบางโรงพยาบาลอาจมีการออกหมายเลขที่เป็นปี พ.ศ.ต่อท้ายหมายเลข แต่เนื่องจากหมายเลขดังกล่าวไม่นิยมให้มีการเปลี่ยนในทุกปีพ.ศ. จึงสามารถจะขึ้นหมายเลขไว้ที่หน่วยเวชระเบียนผู้ป่วยนอกได้ว่าแต่ละปี พ.ศ. มีการออกหมายเลขของผู้ป่วยนอกไปตั้งแต่หมายเลขใดถึงหมายเลขใด และในหลายโรงพยาบาลที่มีการนำหมายเลข 13 หลักของหมายเลขประจำตัวประชาชนมาใช้ในการกำหนดหมายเลขของผู้ป่วยนอกด้วย ซึ่งน่าจะเป็นรูปแบบที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคตว่าหมายเลข HN ของทุกสถานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขน่าจะเป็นหมายเลขเดียวกันกับหมาย เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
AN ย่อมาจาก Admission Number เป็นหมายเลขของผู้ป่วยใน ซึ่งจะออกให้ในการลงทะเบียนรับไว้พักค้างในโรงพยาบาลตามคำสั่งของแพทย์ เมื่อได้หมายเลข AN ก็จะนับเป็นผู้ป่วยใน ซึ่งอาจออกหมายเลขไปในแต่ละปีซึ่งจะเป็นหมายเลข AN แล้วตามด้วยปีพ.ศ. เช่น XXXXX-51, XXXXX/51 หรืออาจมีการออกเลขต่อเนื่องก็ได้ หรือในบางสถานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอาจให้ระบบคอมพิวเตอร์ออกหมาย เลขหรือเครื่องหมายเพิ่มเติมจากหมายเลข HN ก็ได้เพื่อแสดงค่าของการลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยในที่เป็นรูปแบบพิเศษก็ได้
VN ย่อมาจาก Visit Number เป็นหมายเลขที่กำหนดขึ้นเฉพาะเพื่อการตรวจสอบจำนวนผู้รับบริการซึ่งโดยปกติ หมายถึงหมายเลขของการมารับบริการของผู้ป่วยนอก แต่อาจออกเป็นหมายเลข VN ของหน่วยบริการอื่น ๆ ก็สามารถกำหนด VN ได้เช่นเดียวกัน การให้หมายเลข VN นั้นจะมีการให้ ทุกครั้งที่มีการใช้บริการทางการแพทย์ เพื่อความครบถ้วน ถูกต้องของสถิติจำนวนครั้งของการให้บริการในโรงพยาบาล หรือหน่วยบริการอื่น ๆ ที่คณะกรรมการเวชระเบียนหรือมติจากโรงพยาบาลให้สามารถออกหมายเลข VN ได้แต่อาจมีการกำหนดความเป็นเฉพาะเพิ่มเติมเช่น VND อาจเป็นการให้หมายเลข VN เฉพาะของหน่วยบริการทันตกรรม เป็นต้น แต่จะต้องมีตัวเลขและสถิติที่สามารถตรวจสอบได้ หรือมีตัวเลขสถิติชุดเดียวตามที่มีมติกันไว้ของการควบคุมหมายเลขด้านเวช ระเบียน รวมทั้งมีระบบที่ทำให้เกิดความชัดเจนในการบันทึกข้อมูลการให้บริการลงในเวช ระเบียนทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบการมารับบริการ หรืออาจเพื่อป้องกันการทุจริตในการซื้อยา เช่น อาจให้ผู้ป่วยที่ซื้อยานอกหน่วยตรวจมีการใช้รหัสคลินิกแตกต่างออกไปเช่นอาจ เป็นรหัส VN-XXXXX-01 ซึ่งตัวที่เป็นหมายเลข 01 จะเป็นตัวเลขของการให้รหัสคลินิกนั่นเอง หรือผู้ป่วยที่ซื้อยาต่อเนื่องอาจใช้รหัสคลินิกที่แตกต่างไปอีกเช่นกันเช่น VN-XXXXX-03 ซึ่งต้องผ่านการออกหมายเลข VN ที่หน่วยงานเวชระเบียนก่อนทุกครั้งที่มารับบริการ หากไม่มีการออกหมายเลข VN หน่วยงานอื่น ๆ ที่กำหนดให้มีตัวเลขของ VN ไว้ก็สามารถออกหมายเลข VN เพื่อให้บริการได้ เช่น ไม่สามารถใช้สิทธิ จ่ายยา คิดและเก็บเงินจากผู้ป่วยได้ เป็นต้น ถ้าโรงพยาบาลใดที่มีการกำหนดหมายเลข VN แล้ว ผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลจะต้องทำการออกหมายเลข VN ทุกครั้งและทุกราย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีนัดหมายเข้าระบบไว้แล้ว เมื่อหน่วยตรวจรับผู้ป่วยเข้าตรวจหน่วยนั้น ๆ ก็สามารถให้หมายเลข VN ได้ทันทีถ้าหากเป็นโรงพยาบาลที่มีระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ในการให้หมายเลข VN ซึ่งทางงานเวชระเบียนอาจให้ค่าของการออกหมายเลขสำหรับผู้ป่วยนัดไว้โดยเป็น การพิเศษ
หลักการเรียงลำดับเวชระเบียน

สรุปการจำหน่ายผู้ป่วยโดยแพทย์ (Physician discharge summary)
เอกสารยินยอมให้รักษา (Informed Consent)
ประวัติผู้ป่วย (History)
รายละเอียดการตรวจร่างกาย (Physician Examination)
บันทึกความก้าวหน้า (Progress note)
บันทึกการปรึกษา (Consultation record)
บันทึกของวิสัญญีแพทย์ (Anesthetic record)
บันทึกการผ่าตัด (Operative note)
บันทึกการคลอด (Labor record)
การสืบค้น (Investigation) / แบบรายงานทางห้องปฏิบัติการ (Lab report form)
บันทึกการฟื้นฟู (Rehabilitation record)
บันทึกของพยาบาล (Nurse note)
แบบฟอร์มอื่นๆ
อ่านเพิ่มเติมได้จาก
http://th.wikipedia.org/

สร้างเสริมสุขภาพด้วย 9 อ.

ปัจจุบันแนวคิดในเรื่องการดูแลสุขภาพได้เปลี่ยนแปลงไป จากการดูแลสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยมาเป็นการดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วย เพราะค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้เราหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้นซึ่งทำได้ง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อยหรือบางครั้งแทบจะไม่เสียเลย ดังนั้นเพื่อให้เราสามารถดูแลตนเองให้มีสุขภาพดีป้องกันมิให้เจ็บป่วย มีหลักในการดูแลตนเองที่สำคัญเรียกว่า “ สูตร 9 อ.” ได้แก่

1. อาหาร หมายถึง การบริโภคอาหารที่ถูกต้องเหมาะสม เช่น

การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วยปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายแต่ละวัย
รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น
ลดอาหารจำพวกไขมัน กะทิ
ลดอาหารรสจัด
หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อรมควัน ปิ้งย่าง หรือทอดจนไหม้เกรียม
2. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ร่างกาย กระปรี้กระเปร่าและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค จึงสามารถป้องกันและรักษาโรคต่างๆได้ เช่น โรคหวัด โรคภูมิแพ้ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน เป็นต้น จึงควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น

3. อารมณ์ หมายถึง การฝึกฝนให้มีจิตใจและอารมณ์ที่ดี ลดความวิตกกังวล ความทุกข์ใจ โดยใช้วิธีการคลายเครียดที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เต้นรำ วาดรูป ปลูกต้นไม้ นอกจากนี้อาจใช้การสวดมนต์ หรือเจริญสติ เป็นต้น

4. อากาศ คือ การอยู่ในที่ที่อากาศบริสุทธิ์ ถ่ายเทสะดวก ร่มรื่น และพยายามอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ หลีกเลี่ยงฝุ่นละออง ควันรถยนต์ ควันบุหรี่ เป็นต้น

5. อนามัย หมายถึง การดูแลรักษาความสะอาดร่างกาย สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการป้องกันโรค เช่น

การรักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า
รับประทานอาหารที่สุกสะอาด
การวางแผนครอบครัวและการเตรียมตัวก่อนมีบุตร
การไปรับวัคซีนตามระยะเวลาที่กำหนด
จัดสภาพที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมให้สะอาดปลอดภัย
การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย รู้จักวิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
6. อบายมุข หมายถึง การหลีกเลี่ยงการพนันและสิ่งเสพติดให้โทษ เช่น เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด ซึ่งล้วนแต่บั่นทอนสุขภาพและนำมาซึ่งโรคร้ายต่างๆ

7. อุบัติเหตุ เป็นสาเหตุการตายของคนไทยที่มากเป็นอันดับแรกๆ และสร้างความเสียหายต่อสุขภาพ ทรัพย์สินเงินทองอย่างมากมาย ดังนั้นจึงควรหาวิธีการป้องกัน เช่น

ภายในบ้าน ควรระวังเรื่องไฟฟ้า น้ำร้อน เตาไฟ บันได ห้องน้ำ ยาและสารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กอาจได้รับภัยจากสิ่งเหล่านี้
การเดินทาง ควรข้ามถนนตรงทางม้าลายหรือข้ามสะพานลอย สวมหมวกกันน็อคขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ รัดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถ อย่าขับรถขณะมึนเมาหรือรับประทานยาที่ทำให้ง่วง
ในที่ทำงานและโรงงาน ควรจัดมาตรการความปลอดภัยต่างๆ รวมทั้ง การใช้อุปกรณ์ป้องกันภัยให้เหมาะสม
8. อิริยาบถ หมายถึง การพยายามรักษาอิริยาบถขณะ นั่ง ยืน เดิน ทำงาน เช่น ขณะทำงานให้นั่งหลังตรง หยิบของบนที่สูงไม่ควรเอื้อม หรือเอี้ยวตัวหรือเขย่งปลายเท้าเพราะจะทำให้ปวดหลังได้ ควรใช้อุปกรณ์ ช่วยให้หยิบถึง เช่น เก้าอี้ เพื่อป้องกันอาการปวดเอว ปวดหลัง เป็นต้น

9. โอสถ หมายถึง การรู้จักใช้วัคซีนป้องกันโรคต่างๆ และรู้จักการใช้ยาที่ เหมาะสมในการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่ซื้อยารับประทานเอง อย่างผิดๆ

หากท่านสามารถปฏิบัติตามหลักสร้างเสริมสุขภาพด้วย 9 อ. ได้อย่างจริงจังและสอดแทรกในกิจวัตรประจำวันแล้ว ก็ย่อมจะช่วยให้ท่านมี อายุยืนยาว มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ คลิ๊กที่นี่

งานการพยาบาลป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ
ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ผู้เรียบเรียง รุ่งฤดี จิณณวา โส และ ภัทราพร พูลสวัสดิ์

อ้างอิง

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2543). วิธีปฎิบัติเพื่อช่วยคลายเครียดในการ ทำงาน. กรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2540). กุญแจสุขภาพ. ( พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2543). บอกเล่าเก้าสิบ. หมอชาวบ้าน, ปีที่ 21 ( ฉบับที่ 250), หน้า 3.

คู่มือการลงทะเบียนผู้ป่วยใหม่ คลินิคพิเศษ / พรีเมี่ยมคลินิค ผ่านเว็บไซต์

ข้อแนะนำ ในการรับบริการ ระบบเวชระเบียนออนไลน์เปิดให้ลงทะเบียน

วันจันทร์ – วันศุกร์ : 07.00 – 19.30 น.
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ : 07.00 – 15.30 น.

(ในวันหยุดนักขัตฤกษ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)

หมายเหตุ
– กรณีที่ต้องการรับบริการด่วนหรือฉุกเฉิน ขอให้มาติดต่อลงทะเบียนที่หน่วยลงทะเบียน
– เฉพาะผู้ที่มีบัตรประจำตัวประชาชน (Thai National ID Card)
– เฉพาะผู้รับบริการที่ต้องการนัดตรวจกับหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษหรือ Premiun Clinic ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์

ผู้ป่วยคลินิกในเวลาราชการ
– วันจันทร์ – ศุกร์ : 06.00 – 15.00 น.
ผู้ป่วยคลินิกนอกเวลาราชการ
– วันจันทร์ – ศุกร์ :15.30 – 20.00 น.
– วันเสาร์ : 07.00 – 16.00 น.
– วันอาทิตย์ : 07.00 – 12.00 น. เปิดบริการเฉพาะหน่วยตรวจเวชศาสตร์ครอบครัว, ออร์โธปิดิกส์ ผิวหนัง, หู คอ จมูก

เพื่อความสะดวกในการรับบริการกรุณาโทรนัดหมายล่วงหน้า

รพ.รามาธิบดี โทรศัพท์ 02-200-3000 , 02-201-1000

หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษอายุกรรม ชั้น 4 โซน U, V โทรศัพท์ 02-200-3507-8
หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษศัลยกรรมและกระดูก ชั้น 4 โซน T โทรศัพท์ 02-200-4336-7
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น ชั้น 3 โซน N โทรศัพท์ 02-200-3307-8
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ชั้น 3 โซน M โทรศัพท์ 02-200-3323-4
ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 3 โซน L โทรศัพท์ 02-200-3294-5
หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษ จักษุ ชั้น 4 โซน S โทรศัพท์ 02-200-4130, 4152
ศูนย์เลเซอร์/ผิวหนัง ชั้น 4 โซน R โทรศัพท์ 02-200-4286-9
ศูนย์ตรวจสุขภาพชั้น 4 โซน Q โทรศัพท์ 02-200-3457-8
หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษ หู คอ จมูก ชั้น 4 โซน Q โทรศัพท์ 02-200-4249-50
หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษ เวชศาสตร์ครอบครัว ชั้น 4 โซน Q โทรศัพท์ 02-200-3442-3
ศูนย์ทันตกรรม ชั้น 4 โซน Center โทรศัพท์ 02-200-4268-9

กรณีต้องการติดต่อทำประวัติด้วยตัวเอง

ผู้ป่วยคลินิกในเวลาราชการ
  – วันจันทร์ – ศุกร์  : 06.00 – 15.00 น.
ผู้ป่วยคลินิกนอกเวลาราชการ 
 – วันจันทร์ – ศุกร์ :15.30 – 20.00 น.
 – วันเสาร์ : 07.00 – 16.00 น.
 – วันอาทิตย์ : 07.00 – 12.00 น. เปิดบริการเฉพาะหน่วยตรวจเวชศาสตร์ครอบครัว, ออร์โธปิดิกส์ ผิวหนัง, หู คอ จมูก

คู่มือการลงทะเบียนทำบัตรใหม่(สำหรับนักศึกษามหิดล)

ที่มา 

http://www.ra.mahidol.ac.th/mr/doc/mr_guideline.pdf  

ระบบลงทะเบียนทำบัตรผู้ป่วยใหม่สำหรับนักศึกษาใหม่ ผ่านระบบออนไลน์นี้เป็นการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการเข้ารับการตรวจสุขภาพนักศึกษาที่เข้าใหม่ 
การพัฒนาขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการให้บริการนักศึกษาซึ่งในแต่ละภาคเรียนมีหลายคณะฯ และมีผู้ที่เข้ารับการตรวจเป็นจำนวนมาก  
เพื่อเป็นการลดขึ้นตอนและการเดินทางเพื่อติดต่อ สำหรับนักศึกษาที่อยู่ห่างไกลให้สามารถลดระยะเวลาลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง คณะแพทย์ศาสตร์จึงได้จัด คณะทำงานเพื่อตรวจสุขภาพนักศึกษาใหม่ นำโดยรศ.วินัย วนานุกูล และ หน่วยสวัสดิการสุขภาพรามาธิบดีจึงได้ริเริ่มแนวทางเพื่อลดขึ้นตอนโดยเลือกใช้ระบบออนไลน์ และมอบหมายให้งานเวชระเบียน โดยหน่วยเวชระเบียนผู้ป่วยใหม่ร่วมกันหาแนวทางเพื่อบริการ และพัฒนาระบบ ผ่านเว็บไซท์ จึงเป็นที่มาของระบบเวชระเบียนออนไลน์
วิธิการและขั้นตอนการใช้บริการ ผ่านระบบออนไลน์

1. เข้าเว็บไซต์ของงานเวชระเบียน ทาง http://www.ra.mahido.ac.th/mr
ภาพ2
2. เลือกเมนู “เวชระเบียนนักศึกษาใหม่”
    2.1 กรณีเคยมีเวชระเบียน (เคยมีประวัติเก่าที่ไม่ขาดการติดต่อเกิน 5ปี )
    2.2 ทำเวชระเบียนนักศึกษาใหม่ (กรอกแบบฟอร์มทำบัตรใหม่ กรณียังไม่เคยมีประวัติ)
    2.3 ตรวจสอบผลการลงทะเบียน (ตรวจสอบข้อมูลหลังส่งข้อมูลแล้ว)
ภาพ3
ภาพ4 ขั้นตอนลงทะเบียนเพื่อเข้าตรวจสุขภาพสำหรับผู้ที่มีประวัติเดิม

ภาพ5 กรอกข้อมูลทำประวัตใหม่ ด้วยเลขที่บัตรประชาชน

ภาพ6 เลือกหลักสูตร

ภาพ7  กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 

เมื่อกรอกครบแถวแล้ว ให้บันทึกและส่ง

หมายเหตุ กรณีพบหน้าปิดบริการ หมายถึง งานเวชระเบียนยังไม่เปิดให้ลงเบียน 
ภาพ8

ตรวจพรีเมี่ยมคลินิกโรงพยาบาลรามาธิบดี

เปิดให้บริการแล้ววันนี้ วชระเบียนพรีเมี่ยมคลินิก เปิดให้บริการสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการทำบัตรใหม่ เพื่อใช้ในการนัดหมายในพรีเมียมคลินิก สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีบัตร สามารถลงทะเบียนส่งข้อมูลทำเวชระเบียนผ่านหน้าเว็บงานเวชระเบียนได้แล้วโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ท่านสามารถลงทะเบียน ผ่านเว็บ งานเวชะเบียนคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาบดีได้ โดยเลือกเมนู “ลงทะเบียนผู้ป่วยใหม่พรีเมี่ยมคลินิก”    เมื่อลงทะเบียนผ่านแล้ว ท่านสามารถตรวจสอบเลขที่เวชระเีบียนผ่านหน้าเว็บเพื่อใช้การแจ้งนัดหมายได้

กฏหมาย เกี่ยวกับ การ แต่งรถ ต่อเติมรถ ที่ควรรู้


 เรื่องรถกระบะบรรทุก ทำไมตำรวจถึงจับ เพราะใส่หลังคา 
คำถามและข้องใจ เรื่องรถกระบะบรรทุก ทำไมตำรวจถึงจับ เพราะใส่หลังคา ในเมื่อคำว่า บรรทุก หลังคาที่ใส่ก็คือ การบรรรทุก นั่นเอง อีกอย่างใส่ การใส่หลังคาก็เพื่อกันแดด กันฝน ให้กับคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง นอกจากนี้ ถ้ารถไม่มีหลังคา แล้วมีคนนั่งหรือบรรทุกของ ก็ขึ้นทางด่วนไม่ได้

เรื่องรถกระบะใส่หลังคา ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ ใส่หลังคาขึ้นทางด่วน กับใส่หลังคาวิ่งตามท้องถนนทั่วไป

ในกรณีที่รถกระบะใส่หลังคาขึ้นทางด่วน เป็นเรื่องที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยทำข้อตกลงไว้กับกรมการขนส่งทางบกว่า รถกระบะที่ขึ้นทางด่วนต้องใส่หลังคา เพื่อป้องกันคนหรือสิ่งของที่บรรทุกไว้ในกระบะตกหล่นบนถนน หรือตกหล่นลงจากทางด่วน เป็นอันตรายต่อรถยนต์และประชาชนทั่วไป เหมือนที่เคยปรากฏเป็นข่าวมาแล้ว ตำรวจสามารถจับกุมและปรับได้ตามกฎหมาย

ส่วนกรณีที่รถกระบะใส่หลังคาวิ่งทางราบบนท้องถนนทั่วไป ต้องดูสมุดประจำรถว่าจดทะเบียนรถประเภทอะไร และดูเจตนารมณ์ของตำรวจที่จับปรับ

กรมการขนส่ง ชี้แจงว่า รถกระบะที่ใส่หลังคาแล้วถูกตำรวจจับ ต้องดูสมุดคู่มือประจำรถว่า เจ้าของรถจดทะเบียนรถประเภทไหน ถ้ามาจดทะเบียนเป็นประเภทรถกระบะ แล้วนำไปใส่หลังคา ก็ถือว่า ผิดระเบียบ ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 เรื่องการจดทะเบียน ถือเป็นการต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถนอกเหนือจากที่จดทะเบียนไว้ ถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาท ถือว่าตำรวจทำถูกต้องแล้ว

อีกประเด็นคือ การเสียภาษีรถยนต์ ปกติรถกระบะทั่วไป จะมีน้ำหนักประมาณ 1,400 กิโลกรัม แต่ถ้าใส่หลังเข้าไปน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,600 กิโลกรัม ต้องเสียภาษีเป็นประเภทรถกระบะบรรทุก

ทางด้าน พล.ต.ต.ภานุ เกิดลาภผล ผู้บังคับการตำรวจจราจร แนะนำว่า ผู้ที่ใช้รถกระบะและต้องการจะใส่หลังคา หรือต่อเติมโครงเหล็กที่กระบะ ให้ไปตรวจสภาพรถที่กรมการขนส่งทางบก และลงบันทึกในสมุดคู่มือประจำรถ ว่ามีการต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ถ้าถูกตำรวจเรียกตรวจ ก็ให้แสดงสมุดคู่มือรถกับตำรวจเพื่อเป็นการยืนยันว่าทำถูกต้องแล้ว

แต่ถ้าต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงโดยไม่ผ่านกรมการขนส่งทางบก ก็ต้องถูกจับปรับแน่นอน ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มีอัตราค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท

หากเจ้าของรถทำตามกฎหมายถูกต้องก็แล้ว สมุดคู่มือให้ตำรวจดูก็แล้ว แต่ตำรวจยังยืนยันที่จะเขียนใบสั่ง หรือยืนยันที่จะปรับ เป็นอันรู้กันว่า ตำรวจเจตนา…ปรับ


ป้ายทะเบียนยาวป้ายปลอมผิดแค่ไหน 
ป้ายทะเบียนที่นำมาตัดต่ออัดกรอบใหม่เป็นป้ายยาว ผิดข้อหาดัดแปลง เปลี่ยนแปลงเอกสารของทางราชการเจ้าหน้าที่มีสิทธิเรียกปรับ ระบุโทษไม่เกิน 2,000 บาท
รวมถึงการติดป้ายเอียง แบบแหงนขึ้น – แหงนลง มีวัสดุมาปิดทับ เจ้าหน้าที่อาจฟันธงว่า มองเห็นไม่ชัดเจนก็มีโทษปรับเช่นเดียวกัน
การไม่ติดป้าย หรือวางไว้ที่กระจกหน้ารถ ผิดเช่นกันต้องโทษปรับ 500 บาท
ส่วนการติดป้าย ที่ทำขึ้นเอง เช่นทำด้วยกระดาษ หรือใช้การเขียน แต่หมายเลขตรงกับทะเบียนรถ ผิดข้อหา ไม่ใช้เอกสารที่ทางราชการกำหนด
แต่ถ้าเป็นป้ายปลอม (ไม่มี ข.ส. ) ขอดูสำเนาแล้วไม่ตรงกับป้าย ผิดต้องคดีข้อหาปลอมแปลงเอกสารของทางราชการ เจ้าหน้าที่อาจจะเรียกปรับ หรือส่งฟ้องเพื่อทำการเรียกปรับที่ชั้นศาล โดยระบุโทษไว้ที่100,000 บาท (อ่านไม่ผิดหรอกครับ 1แสนบาท)
และถ้าหมายเลขป้ายไม่ตรงกับ ป้ายวงกลม ไม่ตรงกับสำเนารถเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิยึดรถ เพื่อส่งเข้ากองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาที่มาของตัวรถและผู้ขับขี่ต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ รวบรวมสำนวน ส่งให้ศาลตัดสินค่าปรับก็มีตั่งแต่หลักแสน จนถึงหลักล้านก็เคยมีมาแล้วครับ

โหลดเตี้ยๆหรือสุดๆ แบบ lowRider เตี้ยแค่ไหนถึงจะเรียกว่า ผิด 
ในพระราชบัญญัติรถยนตร์พ.ศ.2522 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รถที่โหลดเตี้ยจะต่ำแค่ไหนก็ได้
ยึดหลักเพียงการวัดระยะกึ่งกลางไฟหน้า กับระดับพื้นถนนต้องไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตร ถ้าต่ำกว่าถือว่าผิด
แต่ถ้าไฟหน้าสูงกว่าแต่รถใส่สปอยเลอร์จนเตี้ยต่ำแทบจะลากพื้น จะใช้กฎการพินิจ จากเจ้าหน้าที่ตำรวจนายช่างตรวจสภาพกรมขนส่ง และผู้วินิจฉัยผล ต.ร.อ. ว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง และผู้อื่นหรือไม่ ถ้าฟันธงว่าเสี่ยงก็ถือว่าผิดได้เช่นกัน

ยกสูงมากๆแบบ Big Foot ผิดหรือปล่าว 
ในพระราชบัญญัติรถยนตร์ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนเช่นกันว่า จะยกสูงแค่ไหน แต่ต้องวัดระดับกึ่งกลางไฟหน้ากับพื้นถนนต้องไม่สูงกว่า 135 เซนติเมตร แต่ถ้าไฟหน้าสูงไม่เกิน แต่รถสูงมาก มีการดัดแปลงสภาพมากตัวนี้ต้องมีวิศวกรรองรับการดัดแปลงสภาพ และต้องแจ้งกับกรมขนส่งทางบกให้เป็นที่เรียบร้อยแต่ถ้าไม่สูงมาก แต่ใส่ยางใหญ่เกินแบบ ล้นออกมาข้างตัวรถมากๆ เกินบังโคลนล้อ ก็ต้องใช้หลักดุลพินิจอีกเช่นกันว่าเสี่ยงต่อผู้ร่วมใช้ถนนหรือไม่ ถ้าเสี่ยงผิดทันที

ใส่ล้อยางใหญ่มากๆ 19 – 20 หรือ 22 ผิดหรือไม่ 
ในกฎหมายไม่มีการระบุขนาดของล้อและขนาดก็ไม่ได้มีผลการเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น จะใส่ล้อใหญ่ขอบ 18 -19-20 หรือจะ 22 ไม่ผิดครับ แต่ถ้าใส่แล้วยางเกินออกมานอกบังโคลนล้อมากๆข้างละหลายๆนิ้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ อาจสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น(เช่นทำให้ผู้อื่นกะระยะรถผิดในขณะสวนหรือเลี้ยว) ก็ถือว่าผิดได้ หรือใส่ล้อใหญ่จนต้องแบะล้อเพื่อหลบซุ้มแล้ววิ่งจนยางสึกเห็นผ้าใบ ต้องเรียกว่าเสี่ยงต่ออุบัติเหตุต่อตนเอง ก็ถือว่าผิดเช่นกัน

ตีโป่งขยายซุ้มล้อ ใส่สปอยเลอร์ แล้วจะผิดไหม 
โชคดีครับที่การตีโป่งซุ้มล้อหรือที่เรียกกันว่า Wide Body ข้อนี้ในกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนแต่อย่างไร
แต่ระบุไว้ว่า ส่วนที่ตียื่นต้องมีลักษณะเป็นชิ้นเดียวกับตัวรถ หรือถ้าเป็นวัสดุคนละชนิดกัน ต้องมีการยึดติดอย่างแน่นหนา ถ้าไม่แน่นหนาหรือตีโป่งมาก (ยื่นจนหน้าเกลียด) เจ้าหน้าที่มีสิทธิขอตรวจดูสำเนาการจดทะเบียน ว่ามีการดัดแปลงเกินกว่าที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โดยอ้างอิงจากบริษัทผู้ผลิตถึงขนาดตัวรถ และฐานล้อ ซึ่งต้องใช้วิศวกรรับรองการดัดแปลงสภาพ และต้องแจ้งกับกรมขนส่งทางบก ถ้าขนส่งตรวจแล้วลงความเห็นว่าผ่านก็ดีไป แต่ถ้าลงความเห็นว่าไม่ผ่านต้องเลาะออกกลับสภาพเดิม

ฝากระโปรงหน้า–หลังดำ ฝากระโปรงไฟเบอร์ ที่เขาว่าผิด ผิดข้อไหน 
เปลี่ยนฝากระโปรงไฟเบอร์ถ้าทำเป็นสีเดียวกับสีรถ ที่จดทะเบียนไว้ถือว่าไม่ผิด
แต่ถ้าเปลี่ยนสีฝากระโปรงเป็นสีดำ หรือสีอื่น ที่ไม่ตรงกับสีตัวรถเจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามกฎที่ว่า รถยนต์ที่จดทะเบียนจะมีการระบุสีตัวรถไว้อย่างชัดเจนไม่รวมสีของกันชนรถ โดยสีอื่นต้องมีไม่เกินครึ่งหนึ่งของสีหลักที่จดทะเบียนไว้
เช่นในกรณีรถระบุไว้ในทะเบียนว่าเป็นสีขาวแต่ฝากระโปรงหน้าเป็นสีดำ เจ้าหน้าพินิจแล้วไม่เกินครึ่งหนึ่งก็ถือว่าไม่ผิด แต่พินิจว่าผิดก็ถือว่าผิดได้เช่นกัน (การพินิจหมายถึง การใช้หลักพิจรณาในแต่ละบุคล)
แต่ถ้าดำทั้งฝากระโปรงหน้าและหลัง ส่วนมากจะพินิจว่าผิด เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของสีหลัก ซึ่งเจ้าของรถต้องนำรถเข้าไปแจ้งเปลี่ยนสี ว่าเป็นรถสองสี (ทูโทน) กับกรมขนส่งทางบกเสียก่อน ถ้าไม่แจ้งก็อาจต้องโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท เสียตังค์อีกเช่นกัน

เปลี่ยนท่อไอเสียใหญ่เสียงดังแค่ไหนถึงเรียกว่าผิด 
จะเปลี่ยนท่อใหญ่ 3 นิ้ว 4 นิ้ว จะมีหม้อพักกี่ใบ หรือจะไม่หม้อพักเลยก็ได้แต่หม้อพักต้องปล่อยออกทางท้ายรถเท่านั้น (ยกเว้นเสียแต่พวกรถพ่วง รถโดยสารขนาดใหญ่)ถ้าออกข้างตัวถังรถก็ถือว่าผิดทันที
ตามกฎหมายจะระบุไว้แค่การวัดเสียงดังที่ปล่อยออกจากปลายท่อตามพระราชบัญญัติรถยนต์ระบุว่า
รถยนต์ที่เกิน 7 ปี ต้องนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ.สถานตรวจสภาพ เพื่อตรวจวัดระดับเสียง ที่ปลายท่อไอเสียด้วยเครื่อง Sound level Meter ผลที่ได้ต้องไม่เกิน 100 เดซิเบล
(การตรวจวัดแบบ O.5 เมตร) สำหรับเครื่องยนต์เบนซิลวัดที่ ¾รอบที่ให้แรงม้าสูงสุด และรอบสูงสุดสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
ถ้าท่านใดถูกจับในข้อหาเสียงท่อดัง คุณต้องถามเจ้าหน้าที่ว่าเสียงดังเกินที่กำหนดไว้เท่าไหร่ (ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มีเครื่องวัดใช้หูฟัง ก็พอจะเถียงค่ำๆคูๆเอาตัวรอดได้) แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ส่งรถเข้าเครื่องตรวจวัดแล้วเกินจริง (เถียงไม่ออก) ก็ต้องโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ไฟหน้าหลายสี 
ไฟซีนอน ไฟท้ายขาว โคมขาว โคมดำ พ่นสีดำ จะผิดแค่ไหน
ปัจจุบันไฟหน้าแบบซีนอน ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับ จึงอนุญาตให้ติดได้ เพียงแต่ติดตั้งแล้วเมื่อเข้าเครื่องมือทดสอบโคมไฟ ลำแสงต้องมีองศาตกลงจากแนวระนาบ ไม่น้อยกว่า 2 องศาและต้องไม่เบนไปทางขวา ถึงเรียกว่าผ่าน สวนเรื่องสีของ แต่โคมไฟหน้าทางกรมกำหนดไว้เพียง2 สี เท่านั้นคือ สีเหลืองอ่อน และสีขาว
ถ้าเป็นสีอื่น เช่นสีฟ้า สีม่วง สีเหลืองเข้มหรือสีเขียว มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522 มาตรา12 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ส่วนไฟหยุด (ไฟเบรก) ต้องเป็นสีแดง ไฟเลี้ยวต้องเป็นสีเหลืองอำพัน ไฟส่องป้ายต้อเป็นสีขาวมองเห็นป้ายทะเบียนได้ไกลไม่น้อยกว่า 20 เมตร การเปลี่ยนโคมไฟเป็นสีขาวหรือพ่นโคมเป็นสีดำ ต้องพิจารณาขณะเปิดไฟเลี้ยว ไฟเบรก ถ้าไฟที่แสดงออกมาชัดเจนและเป็นสีที่กำหนดก็ถือว่าผ่าน ถ้าผิดสีก็เตรียมเงินไว้อีก 2,000 บาท เป็นค่าปรับครับ

ไฟสปอร์ทไลท์และโคมไฟตัดหมอก ผิดกฎหมายหรือไม่ ติดอย่างไรถึงจะว่าไม่ผิด 
โคมไฟสปอร์ทไลท์หมายถึงโคมไฟแสงพุ่งไกล แบบกระจายวงกว้าง แบบนี้ห้ามติดโดยเด็จขาดแม้จะมีฝาครอบปิด ผิดพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ส่วนไฟตัดหมอกมีลักษณะเป็นไฟแสงพุ่งต่ำล่าสุดปี พ.ร.บ. 2536 อนุญาตให้รถยนต์ติดไฟสปอร์ตไลท์หรือ ไฟตัดหมอกเพิ่มได้ ข้างละ 1 ดวง (เท่ากับ 2 ดวง)ในระดับแนวเดียวกัน ความสูงจากพื้นถนนไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตรและไม่สูงกว่า 135 เซนติเมตร ต้องเป็นแสงสีเหลือง หรือสีขาว กำลังไฟไม่เกิน55 วัตต์ ไม่เกินกว่าระดับโคมไฟแสงพุ่งไกลและโคมไฟแสงพุ่งต่ำศูนย์รวมแสงต้องต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ 0.20 เมตร ในระยะ 7.50 เมตร และไม่เฉไปทางขวา

ส่วนการเปิดไฟตัดหมอกนั้นทำได้เมื่อมีอุปสรรค์ในการขับขี่ เช่นมีหมอกควัน หรือฝนตกหนัก มองเห็นสิ่งกีดขวางหรือรถที่สวนทางมาในระยะไม่เกิน 150 เมตร ถ้าติดไม่ถูกต้อง หรือเปิดไฟพร่ำเพื่อมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
รวมถึงการติดไฟนีออนใต้ท้อง หรือกรอบป้ายทะเบียน ก็เป็นสิ่งต้องห้าม ผิดอีกเช่นเดียวกันโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ดัดแปลงเป็นขับเคลื่อน4 ล้อ ผิดแน่นอน แก้ไขอย่างไร 
ตามสมุดคู่มือการจดทะเบียนจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นรถยนต์ประเภทไหน (รย.1 –รย. 2 หรือ รย.3)ซึ่งจะมีการระบุจำนวนเพลาไว้ด้วย รถยนต์ที่ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2เพลา) ถ้ามีการดัดแปลงเป็นระบบขับสี่ล้อต้องแจ้งกับกรมการขนส่งเสียก่อน ซึ่งต้องใช้หลักฐาน ใบเสร็จอะไหล่
ใบรับรองวิศวกร นำรถเข้าตรวจหาความถูกต้องปลอดภัยแข็งแรง ก่อนที่อาจจะมีการส่งรถเข้าช่างน้ำหนัก ส่งต่อให้กรมสรรพสามิตคำนวณอัตราภาษีที่ต้องเสียเพิ่ม
มีตั้งแต่หลักหลายพันจนถึงหลักหมื่นบาทเสียก่อน มิฉะนั้นจะถือว่า เป็นการดัดแปลงรถยนต์ให้ผิดจากการจดทะเบียนโดยมิได้ขออนุญาต ก็ผิดเต็มๆอยู่ดี

เปลี่ยนดิสเบรกหลังใส่หลังคาซันรูป ผิดจริงหรือ 
การเปลี่ยนหลังคาซันรูปส่วนมากต้องมีการดัดแปลงเช่น การเจาะหลังคา หรือเปลี่ยนหลังคาใหม่แบบนี้ทางกรมขนส่งจะมองว่า เป็นการแก้ไขดัดแปลง ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงของตัวรถ แบบนี้ต้องมีใบเสร็จหลังคา รูปถ่ายขั้นตอนการติดตั้ง และใบรับรองวิศวกร และต้องแจ้งกรมขนส่งทางบกก่อนถึงจะไม่ผิด
ส่วนการเปลี่ยนดรัมเบรก เป็นดิสเบรกหลัง เรื่องนี้ไม่มีกฎออกมาชัดเจนจึงอาศัยการพินิจจากเจ้าหน้าที่กรมขนส่ง ซึ่งแต่ละเขตขนส่งต่างก็มีดุลพินิจไม่เหมือนกัน ถ้าเจ้าหน้าที่พินิจว่าไม่น่าผ่านก็ต้องหาใบเสร็จติดตั้ง และใบวิศวกรมาแจ้งเช่นเดียวกัน

ตีโรลบาร์แบบรถแข่ง ผิดด้วยหรือปล่าว 
กฎหมายว่าด้วยห้องโดยสารมีเพียงข้อกำหนด เรื่องของจำนวนที่นั่ง มาตราวัดความเร็ว และไฟห้องโดยสารเท่านั้น
ส่วนการตีโรลบาร์ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับจึงไม่ผิด แต่การถอดเบาะหลังออกแล้วตีโรลบาร์ จะผิดกฎหมายเรื่องการระบุลักษณะรถ และจำนวนตอน ถือว่าผิดครับ
รวมถึงการความแน่หนา(เช่นเอามือจับแล้วโยกได้)ความเสี่ยงต่ำการเกิดอุบัติเหตุ (เช่นมีส่วนแหลมคมพุ่งเข้าหาผู้ขับขี่และผู้โดยสาร) ก็ถือว่าผิดได้อีกเช่นกัน
ยิ่งถอดเบาะออกเหลือตัวเดียวหรือตัดตัวถังรถออกบางส่วน แล้วตีโรล์บาร์ยึดแบบ Spec Frame แบบนี้ถือว่าผิด ขอหาดัดแปลงสภาพที่มีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวรถ

ใส่กระจกมองข้างแบบเล็กๆ หรือกระจกซิ่ง ผิดไหม 
ตามกฎหมายอีกเช่นกันระบุไว้ว่า รถยนต์ต้องมีเครื่องส่องหลัง (กระจกมองหลัง) และเครื่องส่องหลังภายนอก (กระจกมองข้าง) อย่างน้อย 1 อัน
ซึ่งไม่ได้ระบุถึงขนาดและรูปแบบ ถ้าเปลี่ยนเป็นกระจกมองข้างแบบไฟเบอร์ หรือแบบกระจกซิ่งทรงแข่ง ถ้ามี 2 ด้าน หรือด้านเดียวก็ถือว่าถูกกฎหมาย แต่ถ้าไม่มี กระจกมองข้าง หรือกระจกมองหลัง หรือเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพ ฟันธงว่า มีเครื่องส่องหลังจริง แต่ชำรุดหรือมองเห็นไม่ชัดเจน (กระจกแตก เล็กมาก) ก็จะถือว่าผิด ต้องกลับมาแก้ไขอีกเช่นกัน

เปลี่ยนเบาะซิ่งใส่เซฟตี้เบล 4 จุด จะผิดอีกหรือปล่าว 
เบาะหรือที่นั่งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ทาง พ.ร.บ. จริงๆแล้วได้ระบุขนาดความกว้างยาวของเบาะเอาไว้ด้วย ซึ่งจะเกี่ยวข้องในการระบบุจำนวนผู้โดยสาร
เบาะแต่ง หรือเบาะไฟเบอร์ ส่วนมากมีความถูกต้องในเรื่องขนาด แต่ถ้าถอดเบาะออกไม่ว่าเบาะหลัง ถอดเหลือตัวเดียว หรือสั่งทำเบาะขนาดใหญ่พิเศษแบบนี้จะถือว่าผิด
ส่วนเซพตี้เบลทางกรมก็ได้ทำหนด มาตรฐานเอาไว้อีกเช่นกัน เบล 4 จุดแม้ว่าจะไม่ถูกต้องในเรื่องของมาตรฐาน แต่ถ้ามีการยึดแน่นหนา ก็อนุโลมว่าผ่าน แต่ถ้าใส่เบล 4 จุด 8 จุด แล้วไม่คาด แบบนี้ถือว่าไม่ผิดพระราชบัญญัติหรอกครับ แต่ผิดกฎหมายจราจรถูกจับ เสียทรัพย์ อีกแ้ล้วครับ

ดัดแปลงเครื่องยนต์ขยายซีซี เปลี่ยนเทอร์โบ โมกล่อง ซัก 1000 ม้า จะผิดหรือไม่ 
การขยายซีซีเพิ่มความจุถ้าเป็นในสนามแข่งแบบ OneMake Race ถือว่าผิด สั่งถอนการแข่งขันลูกเดียว (จบเกมส์)
แต่ถ้าเป็นรถใช้งานบนท้องถนน การจะมาวัดกำลังอัด หาขนาดความจุนั้นทำได้ยาก จึงอาศัยการตรวจดูหมายเลขเครื่องยนต์ว่าถูกต้องตามทะเบียนที่แจ้งไว้หรือไม่เท่านั้น
ถ้าเลขเครื่องถูกถือว่าไม่ผิด จะขยายความจุ เปลี่ยนลูก ยืดข้อ เสริมเสื้อสูบก็ไม่ผิด หรือไม่ว่าจะเปลี่ยนเทอร์โบใหญ่ ใส่กรองเปลือย ตีเฮดเดอร์ เปลี่ยนหัวฉีด
โมกล่องจนได้ 500 ม้า 1000 ม้าก็ไม่ผิด เพียงแต่อุปกรณ์ภายในห้องเครื่องต้องดูแล้วแน่หนาและมีความปรอดภัย

แต่ถ้าจูนน้ำมันจนหนามาก เจ้าหน้าที่จะใช้ผลการตรวจวัดควันดำ ค่า CO (คาร์บอนมอนออกไซต์) และค่า HC (ไฮโดรคาร์บอน) ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสียเป็นข้อกำหนดถึงสภาพเครื่องยนต์
โดยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ กล่าวว่า
รถยนต์ที่จดทะเบียนก่อน 1 พค 2536 ต้องวัดค่า Co ไม่เกิน 4.5 เปอร์เซนต์ และค่า Hc ไม่เกิน 600 PPM
รถยนต์ที่จดทะเบียนหลัง 1 พค 2536 ต้อง วัดค่า Co ไม่เกิน 1.5 เปอร์เซนต์ และค่า Hc ไม่เกิน 200 PPM

ส่วนถ้าเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซลไม่ว่าจะเปลี่ยนโบใหญ่ แต่งปั้มเพียงใด 
มาตรฐานการวัดควันดำ ต้องไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครื่องวัดแบบกระดาษกรอง และ 45 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครื่องวัดแบบหาความทึบแสง
ซึ่งรถยนต์ที่มีอายุเกิน7 ปี ต้องได้รับการตรวจวัดค่า Co และ Hc จาก ต.ร.อ
ดังนั้นจะโมเครื่องแค่ไหนแต่งเครื่องอย่างไร ถ้าการเผาไหม้หมดจด Co และ Hc ผ่านก็ถือว่าถูกกฎหมาย

ถึงจะแต่งรถถูกกฎหมาย แต่ถ้าเอารถ 500 ม้า 1000 ม้า มาวิ่งหวาดเสียวบนท้องถนน หรือไล่แซงผู้อื่นแบบแข่งขัน แบบนี้ของเพียงอย่าให้ถูกจับได้ ซึ่งอาจมีความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43( , 160 วรรคสาม ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ถูกจับฟ้องศาล ยึดรถ คุมความประพฤติ แบบนี้อาจเรียกว่า จบเกมส์จริงๆ ใช่ไหมล่ะครับ

ต่อเติมรถปิกอัพ ต้องแจ้งขนส่ง
รถกระบะบรรทุก (ปิกอัพ) บางคันได้ไปติดตั้งโครงหลังคา เสริมรั้วกระบะข้าง ดัดแปลงกระบะเป็นรถตู้บรรทุก หรือต่อเติมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ โดยไม่ทราบว่าการกระทำดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมาย และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหาดัดแปลงสภาพรถ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง กรมการขนส่งทางบก ขอแจ้งให้เจ้าของรถทราบว่า การแก้ไข หรือดัดแปลงสภาพรถโดยมิได้แจ้งต่อนายทะเบียน เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ฐานดัดแปลงสภาพรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้ มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

การต่อเติม หรือแก้ไขดัดแปลงสภาพรถนั้น นอกจากจะต้องแจ้งแก้ไขลักษณะรถต่อนายทะเบียนแล้ว เจ้าของรถจะต้องปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานบนท้องถนนด้วย จึงขอให้เจ้าของรถกระบะบรรทุก (ปิกอัพ) ที่นำรถไปต่อเติม หรือดัดแปลงสภาพ รีบมาติดต่อดำเนินการยังสำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนไว้โดยเร็ว หากรถที่นำไปต่อเติม หรือแก้ไขดัดแปลงมีสภาพไม่ถูกต้องตามระเบียบ จะได้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป โดยให้นำหลักฐาน ได้แก่ ใบคู่มือจดทะเบียนรถ หลักฐานการได้มาของอุปกรณ์ที่นำมาดัดแปลง สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หากมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทน ให้นำหนังสือมอบอำนาจพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจมาแสดงด้วย

สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถ หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกบางอย่าง เช่น โรลบาร์ แร็คหลังคา สปอยเลอร์ แม็กไลเนอร์ หรือบันไดเสริมด้านล่างข้างห้องโดยสาร เจ้าของรถสามารถติดตั้งได้โดยไม่ถือเป็นการดัดแปลงสภาพรถ และไม่ต้องแจ้งต่อนายทะเบียน แต่จะต้องติดตั้งให้มีความมั่นคงแข็งแรงและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นด้วย ทั้งนี้ จึงขอความร่วมมือเจ้าของรถปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยและไม่เกิดปัญหาในการใช้งานบนท้องถนนอีกต่อไป

เผื่อไว้ฉุกเฉิน !! อุปกรณ์รถยนต์ที่ต้องมีติดรถ

ปัจจุบัน รถยนต์กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน และหลายๆ คนน่าจะได้เป็นเจ้าของมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก นอกจากการดูแลรักษาแล้ว คงหนีไม่พ้นการซ่อมแซม ซึ่งถ้านำไปเข้าศูนย์ หรืออู่รถยนต์ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกิดฉุกเฉินละ จะทำอย่างไร

 วันนี้ทางเว็บไซต์ ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ 3เอ็ม ออโต้ฟิล์ม คลับ (3M Auto Film Club) ก็มีความรู้เด็ดๆ มาฝากคนรักรถกับตอน เผื่อไว้ฉุกเฉิน !! อุปกรณ์รถยนต์ที่ต้องมีติดรถ หลังจากได้แนะนำความรู้ตอน เรื่องน่ารู้ ตอน การดูแลฟิล์มกรองแสงหลังการติดตั้ง ไปในตอนที่แล้ว

สำหรับอุปกรณ์รถยนต์ที่ควรติดรถไว้เผื่อยามฉุกเฉินมีคราวๆ ดังต่อไปนี้

1.ยาง และล้อสำรอง สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากเลย คงหนีไม่พ้นยางอะไหล่ และล้อสำรอง ซึ่งสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับยางนั้นเป็นไปได้เสมอ เนื่องจากถนนในประเทศไทย หลายๆ พื้นที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไกล ซึ่งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับยางอาจเป็น ยางแบน หรือแตก อย่างไรก็ตาม  ยางสำรองนั้น ก็ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ต้องดูแลรักษาด้วย โดยปกติ ควรตรวจสอบเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อให้มีสภาพพร้อมใช้งานยามต้องการ

2.แม่แรง และเครื่องมือประจำรถ สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ยางอะไหล่ ก็คือชุดอุปกรณ์ในการเปลี่ยนนั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่รถทุกคันจะมีมาให้อยู่แล้ว  แค่ตรวจสอบดูแลให้อยู่ครบ และพร้อมใช้งานเท่านั้นเอง

3.ป้ายสัญญาณเตือน เป็นสิ่งที่อาจไม่เห็นบ่อยหนัก สำหรับบ้านเรา สำหรับ ป้ายสัญญาณเตือน หรือที่บางคนเรียกว่าป้ายสามเหลี่ยม ซึ่งป้ายนี้มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในเวลากลางคืน เพราะ ตัวป้ายจะประกอบด้วยชุดทับทิมสะท้อนแสง ช่วยให้รถที่แล่นตามมาเห็นป้ายสามารถหลบหลีกได้ ซึ่งการใช้งานให้ตั้งห่างจากจุดที่รถเราอยู่ประมาณ 50-100 เมตร

4.ไฟฉาย อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งในเวลากลางคืน หรือสถานที่อับแสง ซึ่งนอกจากจะใช้ซ่อมรถแล้ว ยังสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้ด้วย

5.สายพ่วงแบตเตอร์รี่ แบตเตอร์รี่เป็นตัวจ่ายไฟที่สำคัญ ในบางครั้งแบตเตอร์รี่ที่ใช้งานอยู่อาจหมดสภาพ โดยเฉพาะรถที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป การพกสายพ่วงแบตเตอร์รี่เอาไว้ ต่อพ่วงจึงเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

สำหรับ 5 อุปกรณ์ที่กล่าวมานั้น ก็เป็นอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ไม่ยากในชีวิตประจำวัน และยังเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ควรมีติดรถไว้ด้วยครับ

ที่มา 3M

error: Content is protected !!