เมื่อความปลอดภัยของพนักงานสำคัญกว่ายอดขาย

เมื่อความปลอดภัยของพนักงานสำคัญกว่ายอดขาย

การศึกษาและวิจัยการทำงานของคน ระยะเวลา 38 ปี ในประเทศฟินแลนด์ พบว่า อายุไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่มีผลต่อ ความสามารถในการทำงานอย่างมาก และเมื่ออายุ 65 ปีไปแล้วจะมีสิ่งที่เหลืออยู่ 2 อย่างคือประสบการณ์และความรู้ ที่สำคัญคือ ขีดความสามารถและการสร้างความสัมพันธ์จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้นองค์กรควรกลับมาสนใจแล้วว่าเราจะใช้ความสามารถ ด้านไหนของคนให้เหมาะสมตามช่วงอายุและต้องคำนึงถึงเรื่องสุขภาพไปพร้อมกันด้วย จึงเป็นที่มาของการฉุกคิดประเด็นสุขภาพกับการทำงาน ในเวทีอภิปราย เรื่อง “ต้นแบบความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ช่วยสถานประกอบกิจการ ได้อย่างไร?”

ภายใต้งาน “10 พฤษภาคม วันความปลอดภัยใน การทำงานแห่งชาติ” โดย นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดร.ชัยยุทธ ชวลิตนิธิกุล คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายดำรงค์ เปรมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักความปลอดภัยแรงงาน ดำเนินรายการและร่วมอภิปราย

นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ บอกว่า สุขภาพกับการทำงานต้องไปด้วยกันเสมอ เพราะคนที่พร้อมย่อมทำงานได้ดีกว่าคนที่ไม่พร้อม สิ่งที่มีผลต่อสุขภาพมี 3 อย่าง ได้แก่ 1.สิ่งคุกคาม 2.ความเสี่ยง และ 3.อันตราย ซึ่งหัวใจสำคัญในการป้องกันคือ “การรักษาความปลอดภัย” โดยเกิดจากความรู้และประสบการณ์

จากการทำงานของคนทำงานนั่นเอง แต่นั่นเป็นเพียงการป้องกันในระดับตัวบุคคลเท่านั้น หากมองในแง่ของสถานประกอบกิจการในประเทศไทย ปัจจุบันพบว่า ยังขาดความจริงจังและให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพของพนักงานน้อยมาก แต่ยังมุ่งเน้นไปที่ผลผลิตและกำไรมากกว่า ตัวอย่างเช่น การลงทุนเครื่องจักรราคาถูกแต่ความปลอดภัยต่ำ การไม่ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ที่จะช่วย ลดความเสี่ยง และขาดการให้ความรู้ในการใช้งานที่ถูกต้องเพื่อป้องกันอันตรายจากเครื่องมือในการทำงาน

“หนึ่งสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการทำงานมากที่สุดโดยไม่รู้ตัวคือ “สภาพแวดล้อมในการทำงาน” ซึ่งนอกจากปัจจัยทางกายภาพ เคมี และชีวภาพแล้ว ยังมีอีก 2  ปัจจัยที่บ้านเรายังไม่ให้ความสำคัญในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วยกให้เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อผลผลิตของประเทศเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็คือ ปัจจัยด้านท่าทางในการทำงาน และปัจจัยด้านจิตวิทยาและสังคม กล่าวง่ายๆ คือ เครื่องมือเกือบทุกชนิดจะถูกออกแบบเพื่อเฉพาะ อาชีพนั้นๆ หรือแม้กระทั่งสีผนังของห้องนั้นยังมีผลต่อประสิทธิภาพ ในการทำงานได้ เพราะสีมีผลต่ออารมณ์และอารมณ์ก็จะส่งผล ต่อการทำงานได้เช่นกัน” นพ.ชาญวิทย์ บอกเพิ่มเติม ด้าน ดร.ชัยยุทธ ชวลิตนิธิกุล กล่าวว่า มาตรการด้านความปลอดภัยในเรื่องสุขภาพ ของพนักงานหรือลูกจ้างตามที่ กฎหมายกำหนดนั้น คือ การตรวจสุขภาพ แต่กลับพบว่าตอนนี้เรื่องการตรวจสุขภาพเป็นไปในแง่ของธุรกิจ มีการจัดโปรแกรมตรวจสุขภาพกับสถานประกอบ

กิจการในแบบเหมาจ่าย หลังจากตรวจสุขภาพแล้วจึงขาดการนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยง หรือหาแนวทางแก้ไขปัญหาสุขภาพของลูกจ้าง ซึ่งเป็นเพียงการตรวจสุขภาพตาม ที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อลูกจ้างแล้วยังเป็นการเสียค่าใช้จ่ายแบบไม่คุ้มเสีย อีกทั้งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องก็ยังขาดความจริงจังในการดูแล ทำให้เกิดคำถามว่า โครงการตรวจสุขภาพที่กำหนดเป็นมาตรการนั้นเกิด ผลสำเร็จต่อลูกจ้างแล้วหรือยัง? “ครั้งนี้จึงเกิดความร่วมมือกันระหว่าง สสส. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักความปลอดภัยแรงงาน ร่วมกันศึกษาประสบการณ์ และข้อเท็จจริงของความสำเร็จจากประเทศอื่นๆ ที่มีกระบวนการการจัดการเรื่องนี้อย่างดี แล้วนำข้อมูลมาสร้างต้นแบบในการพัฒนาและแก้ไขเรื่องนี้ต่อไป ที่สำคัญคือในกระบวนสร้างต้นแบบนี้จะต้องให้คนจากสถานประกอบกิจการทั่วประเทศเข้ามามีบทบาทด้วยเพราะคนในพื้นที่ย่อมรู้ดีกว่าแน่นอน จึงจะถือได้ว่าเป็นการพัฒนาและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง” ดร.ชัยยุทธ บอก

ซึ่งเรื่องนี้ นพ.ชาญวิทย์ เสริมว่า ผลสำเร็จที่จะตามมาในอนาคตก็คือ เจ้าของสถานประกอบกิจการจะรู้ว่าลูกจ้างกำลังเสี่ยงกับอะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขลดความเสี่ยงนั้น ซึ่งนั่นเท่ากับว่าคุณได้รักษาผลประโยชน์ของกิจการของคุณไว้ ไม่เพียงเท่านั้นคุณยังรักษารายได้ของประเทศอีกด้วย เพราะหนึ่งคนก็สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศได้

ดังนั้น การลงทุนด้านความปลอดภัยไม่ใช่การเพิ่มต้นทุน แต่เป็นการทำให้พนักงานทุกคนรวมถึงเจ้าของสถานประกอบ กิจการมีความปลอดภัยร่วมกัน ซึ่งคุ้มค่ากว่าการสูญเสียที่จะตามมา อีกมากมาย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น

ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น
เพื่อความสะดวก กรุณานัดหมายล่วงหน้า
โทร. 0 2200 3307-8
วันราชการ  เปิดบริการเวลา 07.00 – 20.00 น. 

โดยอาจารย์แพทย์ และแพทย์ประจำ
วันหยุดสุดสัปดาห์  เปิดบริการเวลา 07.00 – 16.00 น.
โดยอาจารย์แพทย์ และแพทย์ประจำ
วันหยุดนัตขัตฤกษ์ เปิดบริการ
โดยกุมารแพทย์เวร และอาจารย์แพทย์
ที่ประสงค์ออกตรวจ
วันหยุดประจำปี  วันที่ 31 ธันวาคม และวันที่ 1 มกราคม

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดเอกสารแนะนำ

อื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลหน่วยตรวจ / เบอร์โทร (คลิกที่หน่วยตรวจเพื่อดูรายละเอียด / เอกสารแนะนำ)

แนะกินปลาลดเบาหวาน ป้องกันโรคหัวใจ

สำนักงานป้องกันควบคุมโรค แนะผู้ป่วยเบาหวาน ควรหันมาให้ความสำคัญกับอาหารประเภทปลา ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารมาก ซึ่งทั้งในปลาน้ำจืดและปลาทะเล โดยโอเมก้า – 3 จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน

นางสาวกัญญรัตน์ เกียรติสุภา ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ได้รับแจ้งจาก สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 นครราชสีมา ว่า เบาหวานโรคอันดับต้นๆ ที่คนไทยเป็นกันมาก และเป็นโรคที่ต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องการบริโภคอาหารเป็นสำคัญ ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนปกติ ต้องควบคุมอาหารและน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ผู้ป่วยเบาหวาน ควรหันมาให้ความสำคัญกับอาหารประเภทปลา ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารมาก ไม่ทำให้อ้วน และราคาไม่แพงอีกด้วย ปลาเป็นหนึ่งในอาหารที่มีโคเรสโตรอลต่ำ ย่อยง่าย และเนื้อปลาเป็นโปรตีนคุณภาพดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง นอกจากเนื้อปลาแล้ว ไขมันปลาก็ยังมีประโยชน์ เป็นแหล่ง โอเมก้า – 3 ที่หลายคนคิดว่ามีแต่ในปลาทะเลเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมีอยู่ทั้งในปลาน้ำจืดและปลาทะเล โดยโอเมก้า – 3 จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน

การเลือกบริโภคปลาจะต่างจากการเลือกเนื้อสัตว์อื่นๆ โดยการเลือกซื้อเนื้อหมูหรือเนื้อสัตว์อื่นๆ เราจะเลือกที่มีมันน้อยๆ แต่ถ้าเราเลือกปลาเราต้องเลือกที่ตัวใหญ่ๆ มีไขมันมาก เพราะไขมันเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น ส่วนชนิดของปลาที่ให้ประโยชน์มากที่สุดคือ ปลาสวาย มีโอเมก้า 3 สูงถึง 2,570 มก.ต่อน้ำหนัก 100 กรัม ซึ่งมากกว่าปลาทะเล จึงอยากแนะนำให้หันมาบริโภคปลาน้ำจืดในบ้านเรา เพราะมีราคาถูกแต่มีคุณประโยชน์ที่สูง แถมช่วยลดการบริโภคปลานำเข้า ที่คุณค่าทางอาหารจะลดลงไปเมื่อถูกแช่แข็ง และที่สำคัญยังไม่พบการแพ้ปลาน้ำจืด เหมือนกับปลาทะเลอีกด้วย

สำหรับการปรุงเมนูปลาที่มีคุณประโยชน์ที่สุดอยู่ที่การต้มหรือนึ่ง ที่จะทำให้ได้คุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วนที่สุด โดยให้หลีกเลี่ยงเมนูทอดให้มากที่สุด ทั้งนี้ควรมีการบริโภคอาหารที่มีเมนูปลาอย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์ แต่หากบริโภคได้ทุกวันก็จะดีที่สุด

ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติกรมประชาสัมพันธ์

แนวทางการเลี้ยงดูที่เหมาะสม

เตรียมความพร้อมให้ลูกรักเพื่อเข้าโรงเรียนอนุบาล
         เด็กวัย 3- 6 ปี มีพัฒนาการที่สำคัญหลายด้าน ที่พ่อแม่ควรส่งเสริมให้เด็กเกิดความพร้อม ดังนี้

1. ด้านการช่วยเหลือตัวเอง
         พ่อแม่ควรให้โอกาสเด็กช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เมื่อเด็กมีความพร้อมให้มากที่สุด เช่น กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว เข้าห้องน้ำ ช่วยงานบ้านต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะฝึกความคิด การตัดสินใจ การลงมือทำแล้ว ยังจะช่วยพัฒนาความภาคภูมิใจในตนเองให้กับเด็กเมื่อเขาทำสำเร็จ โดยพ่อแม่ควรบอกสอนหรือจับมือทำ เมื่อเด็กทำได้ควรปล่อยให้เด็กทำเองได้เพิ่มขึ้น และให้คำชมเชย เป็นกำลังใจแก่เด็ก ฝึกฝนซ้ำๆจนเด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งหมด

2. ด้านอารมณ์
         พ่อแม่ควรสอนให้เด็กรู้จักอดกลั้น รอคอย และแสดงอารมณ์ออกอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาการปรับตัวในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมต่อไป โดยพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง ไม่ยั่วยุเด็กให้อารมณ์เสียบ่อย ๆ พ่อแม่ควรให้ความสนใจพฤติกรรมที่ดีที่เหมาะสมของเด็ก เช่น พูดเพราะ มีน้ำใจ และชมเชย เพื่อให้เด็กรู้ว่า เขาควรมีพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์อย่างไร ส่วนพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ถูกขัดใจ แล้วร้องไห้อาละวาด พ่อแม่ไม่ควรใส่ใจ เมื่อเด็กอารมณ์สงบลง พ่อแม่ควรพูดเตือนไม่ให้ทำอย่างนั้นอีก

3. ด้านสติปัญญา
          พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญาที่สมบูรณ์มากขึ้น โดยพ่อแม่ตั้งคำถามง่าย ๆ ให้เด็กคิดหาคำตอบ พาเด็กออกไปเที่ยวนอกบ้านให้หัดสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็น พูดคุยถามตอบให้คำแนะนำเด็ก ฝึกเด็กให้หัดสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัวเพราะเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญของเด็ก หรือเล่านิทานให้เด็กฟัง บ่อย ๆ

4. ด้านสังคม พ่อแม่ควรเตรียมเด็กให้พร้อมในด้านต่าง ๆ ดังนี้
         4.1 รู้จักเคารพสิทธิผู้อื่น พ่อแม่ควรสอนให้เด็กรู้จักใช้คำพูด เช่น ขอโทษ ขอบคุณ เคาะประตูก่อนเข้าห้อง ขออนุญาตก่อนหยิบของคนอื่นไปใช้ เป็นต้น โดยพ่อแม่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีและชื่นชมเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ถูกต้อง
         4.2 รู้จักรอคอย พ่อแม่ควรสอนให้เด็กรู้จักรอคอย ไม่ใช่อยากได้อะไรต้องได้ทันที เช่น แม่บอกให้คอยเดี๋ยวนะ ให้แม่ทำงานเสร็จก่อน แล้วแม่จะเล่นด้วย
         4.3 มีบทบาททางเพศให้เหมาะสม โดยพ่อแม่ต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างของเพศหญิงชายที่เหมาะสม ให้เด็กแต่งกายและเล่นของเล่นตามเพศของตน
         4.4 การเล่นกับเพื่อน ฝึกให้เด็กเล่นได้หลายอย่าง เรียนรู้ที่จะอยู่ในกติกาการเล่นตลอดจนรู้แพ้รู้ชนะ

พัฒนา EQ ให้ลูก

         EQ (Emotional Quotient) หมายถึง ความสามารถของคนด้านอารมณ์ จิตใจ และรวมถึงทักษะการเข้าสังคมด้วย คนที่มี EQ ดี มักจะเป็นคนที่มีความสุขในชีวิตและมักจะประสบความสำเร็จได้สูง

ลักษณะของคนที่มี EQ ดี คือ
         1. สามารถตระหนักรู้อารมณ์ของตนเอง
         2. สามารถควบคุมจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น
         3. รู้จักให้กำลังใจตนเองในทุกสถานการณ์
         4. สามารถตระหนักรู้อารมณ์ของผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา
         5. มีทักษะทางสังคมและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่น

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเพื่อช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ
         1. ฝึกตนเองให้ไวต่อการรับรู้ภาวะอารมณ์ของเด็ก
         2. ยอมรับทั้งอารมณ์ด้านบวกและลบของเด็ก
         3.ช่วยเด็กให้สามารถหาคำอธิบายที่เกี่ยวกับอารมณ์และรู้จักอารมณ์ของตนเองให้ชัดเจนขึ้นตาม

ความรู้สึกอย่างที่เขาเป็น
         4. แนะนำวิธีการจัดการอารมณ์ของเด็ก ฝึกเด็กให้รู้จักยับยั้งอารมณ์
         5. กำหนดขอบเขตของพฤติกรรม และสอนการแสดงออกที่เป็นที่ยอมรับ
         6. สอนทักษะการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ฝึกเด็กให้คิดแก้ปัญหา
         7. สอนทักษะการเข้าสังคม ฝึกเด็กให้รู้จักปรับตัวเข้ากับสังคม

         การสอนเด็กให้ควบคุมอารมณ์อย่างฉลาด เป็นการให้วัคซีนป้องกัน ให้เด็กสามารถเผชิญกับเหตุการณ์ที่เป็นความเครียดในชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและประสบความสำเร็จในชีวิตซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องช่วยกัน

เลี้ยงลูกให้มีความมั่นใจในตัวเอง

         ความมั่นใจในตัวเอง เป็นความรู้สึกที่สำคัญมากสำหรับทุกคน เพราะจะทำให้การใช้ชีวิตไม่เครียด ไม่กังวลว่าตัวเองเป็นอย่างไรในสายตาของผู้อื่น ไม่ต้องคอยหวั่นไหวในคำวิพากวิจารณ์ ทำอะไรจะเป็นธรรมชาติ สบาย ๆ ไม่กลัวถูกตำหนิ เด็กจะมีความมั่นใจในตัวเองได้ เขาต้องรู้สึกว่าตัวเขาดีพอ เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ เขาจึงเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเขาเอง ในการสร้างความรู้สึกนี้ พ่อแม่ต้องให้สิ่งเหล่านี้กับเด็ก

         1. ให้ความรักความอบอุ่น เด็กที่รู้สึกว่าพ่อแม่รักเขาอย่างที่เขาเป็น โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทำให้เด็กรู้สึกเป็นที่ต้องการ ตนมีค่าสำหรับพ่อแม่ พ่อแม่ยอมรับเขา เด็กย่อมมีความรู้สึกดีต่อตัวเอง เขาจึงมั่นใจในตัวเอง พอใจตัวเองอย่างที่เป็น

         2. ให้คำชมเมื่อเด็กอะไรได้ ทำสิ่งที่ดี คำชม เป็นอาหารใจที่สำคัญอย่างหนึ่งของเด็ก ทำให้เด็กรู้สึกมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่า เขาเป็นคนดีมีคุณค่า รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง อยากทำดีต่อไป การให้คำชมกับเด็กควรทำให้เหมาะสมกับสิ่งที่เด็กทำ ไม่ควรพูดเกินความจริง ควรให้คำชมในขณะที่เด็กทำพฤติกรรมนั้นหรือหลังจากนั้นไม่นาน เพื่อให้เด็กได้รู้สึกถึงความพอใจจากการทำพฤติกรรมนั้น

         3. อย่าตำหนิรุนแรง เมื่อเด็กทำผิดพลาด หรือทำอะไรที่ไม่เหมาะสม ควรพูดกับเด็กดี ๆ แบบมีเหตุผล ถ้าเด็กทำผิดโดยไม่ตั้งใจ พ่อแม่ควรแนะนำ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ช่วยเด็กทำ แก้ไขข้อผิดพลาด ถ้าเด็กทำผิดโดยตั้งใจ ควรหาสาเหตุว่าทำไมเด็กทำเช่นนั้น เช่น เด็กโกรธจึงทำลงไป การแก้ที่ต้นเหตุจะเป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลดีที่สุด การตำหนิเด็กอย่างรุนแรงซ้ำ ๆ บ่อยครั้ง จะให้ผลร้ายกับจิตใจเด็ก ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับตัวเอง กลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง รู้สึกตัวเองไม่ค่อยมีคุณค่า คนอื่นไม่ค่อยชอบเขา ฉะนั้นพ่อแม่ไม่ควรตำหนิเด็กพร่ำเพรื่อหรือบ่อยครั้ง และไม่ควรใช้คำพูดที่บาดใจเด็ก เช่น โง่ เซ่อ ปัญญาอ่อน เป็นต้น

         4. อย่าให้เด็กทำงานที่ยากเกินความสามารถของเขา การทำอะไรแล้วสำเร็จจะเสริมความมั่นใจในตัวเด็กเองอย่างมาก การให้งานที่ยากเกินไป เด็กทำไม่ได้ จะรู้สึกเสียกำลังใจ และถ้าเกิดขึ้นบ่อย ๆ สุดท้ายเด็กจะไม่มั่นใจในตัวเอง นอกจากนี้ การคาดหวังเด็กมากเกินความสามารถของเขา เพื่อตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ ทำให้เด็กหมดหวังท้อแท้ใจ ฉะนั้นพ่อแม่ควรยอมรับในความสามารถของเด็กอย่างที่เขามี

         5. เน้นให้เด็กมีประสบการณ์ชีวิตด้วยตนเอง การให้เด็กได้ทำอะไรด้วยตัวเอง ทำให้เขาเป็นคนเรียนรู้การใช้ชีวิตโดยตรง ให้เขาลองผิดลองถูก ทดลองทำดู ผิดบ้างก็ถือเป็นการเรียนรู้ถ้าผู้ใหญ่ให้โอกาส พอเด็กโตขึ้นจะเป็นคนกล้าคิดกล้าทำ มั่นใจ เวลาจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรให้รู้เหตุผล ไม่ใช่ทำตามคนอื่นไปเรื่อย ๆ นอกจากนั้นการที่เด็กสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ทำให้มีความคล่องตัว มีอิสระของชีวิตสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตัวเอง เอาตัวรอดได้

เลี้ยงลูกให้ถูกเพศ

         พฤติกรรมผิดเพศส่วนใหญ่ สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ด้วยการเลี้ยงดูที่เหมาะสม เนื่องจากความรู้สึกของคนเราที่เป็นหญิงหรือชายเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเปลี่ยนแปลงได้ยากหลังอายุ 2-3 ปี และเด็กเมื่อแสดงบทบาทประจำเพศแล้วจะเปลี่ยนแปลงได้ยากหลังอายุ 6 ปี ฉะนั้นช่วงอายุ 6 ปีแรกของชีวิตจึงมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาเรื่องเพศให้ถูกต้อง

การป้องกันให้เด็กเติบโตมาโดยไม่มีพฤติกรรมผิดเพศ มีดังนี้

         1. การฝากครรภ์ที่ถูกต้อง จะป้องกันไม่ให้แม่ได้รับฮอร์โมนเพศจากภายนอกอย่างไม่เหมาะสม

         2. ถ้าเด็กเกิดมามีอวัยวะเพศกำกวม ควรรีบปรึกษาแพทย์ให้แน่ชัดว่า เด็กควรถูกเลี้ยงให้เป็นเด็กหญิงหรือชายจึงจะเหมาะสมที่สุด ซึ่งการตัดสินใจนี้ควรให้เร็วที่สุดและควรก่อนอายุ 1 ปี เพื่อการเลี้ยงดูจะได้ไม่สับสน

         3. เลี้ยงเด็กตามเพศที่เด็กเกิดมา เด็กหญิงควรเลี้ยงแบบเด็กหญิง เด็กชายควรเลี้ยงแบบเด็กชาย อย่าส่งเสริมพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนเด็กขาด

         4. พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก ให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจในพ่อแม่ของตน เด็กจะได้เอาอย่างบทบาทประจำเพศของตนได้

         5. พ่อแม่ลูกควรมีความสัมพันธ์ที่ดี เด็กจะได้มีโอกาสใกล้ชิดและได้เลียนแบบ เวลาที่พ่อแม่ลูกจะใช้ชีวิตร่วมกัน เรียนรู้จากกัน สำคัญต่อการเรียนรู้บทบาทประจำเพศของเด็กโดยตรง

         6. ถ้าเห็นว่า เด็กมีพฤติกรรมต่อผิดเพศ ควรรีบแก้ไข ถ้าแก้ไขเองไม่ได้ควรพาเด็กมาพบแพทย์

เลี้ยงลูกให้มีระเบียบวินัย

         การฝึกระเบียบวินัยเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตเด็ก พ่อแม่ต้องสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ และขอบเขตของพฤติกรรมอยู่แค่ไหน การฝึกวินัย คือ การสอนเด็กให้รู้จักควบคุมพฤติกรรมของตนเอง เมื่อเด็กยังเล็ก พ่อแม่จะต้องเป็นผู้ช่วยเด็กควบคุมพฤติกรรมของเขา ด้วยการอบรมอย่างเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้นเด็กจะควบคุมตนเองได้ในที่สุด

วินัยพื้นฐานที่เด็กควรได้รับการปลูกฝังจากพ่อแม่ มีดังนี้
         1. วินัยในความประพฤติทั่วไป เช่น เก็บของเป็นที่, ตรงต่อเวลา, รู้จักกาละเทศะ, ปฏิบัติ ตามกฏระเบียบ
         2. วินัยในกิจวัตรประจำวัน เช่น กินนอนเป็นเวลา, ช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย
         3. วินัยในการเรียน การทำงาน เช่น รับผิดชอบในการเรียน, รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย
         4. วินัยในการควบคุมตนเอง เช่น ควบคุมอารมณ์ได้ดี, ไม่โกรธจนควบคุมตนเองไม่ได้, อดทนต่อความยากลำบาก การทำงานที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น

การฝึกวินัยต้องเริ่มตั้งแต่เด็กยังเล็กบนพื้นฐานของความรักความอบอุ่นและความ

         สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หลักสำคัญที่จะช่วยให้เด็กมีวินัย คือ พ่อแม่ต้องมีความหนักแน่น สม่ำเสมอและยึดมั่นในหลักการที่ชัดเจนว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ และพ่อแม่ต้องสื่อสิ่งเหล่านี้ให้เด็กรู้และปฏิบัติตาม การเลี้ยงดูเด็กควรอยู่ในทางสายกลาง อย่าเข้มงวดมากเกินไปและอย่าตามใจมากเกินไป

         เด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยขาดวินัย หากไม่ได้รับการช่วยเหลือแก้ไข จะเติบโตด้วยความไม่มั่นใจ เพราะนอกจากไม่สามารถควบคุมตนเองได้แล้ว ยังไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใดควรทำและไม่ควรทำ จะมีการตัดสินใจที่ช้า มีความอดทนน้อย ไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดได้ อยู่ในสังคมใดก็จะลำบาก

ส่งเสริมการเล่นที่เหมาะสม

         การเล่นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับเด็ก ๆ ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง อารมณ์เบิกบานแจ่มใส ช่วยให้เกิดความคล่องตัว พัฒนากล้ามเนื้อต่าง ๆ การประสานการทำงานร่วมกัน ของมือและสายตา ช่วยให้เกิดความจำ ความคิดแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ ช่วยทักษะทางสังคม การอยู่ร่วมกัน การแบ่งปัน ผลัดเปลี่ยน ออมชอม รู้เขารู้เรามากขึ้น

         การออกกำลังกลางแจ้งเป็นสิ่งที่จำเป็น นอกจากเด็กจะได้รับอากาศ แสงแดด สัมผัสกับดินฟ้าอากาศแล้ว การเล่นวิ่ง กระโดด ปีนป่าย แกว่งไกว ฯลฯ จะกระตุ้นใยและเซลส์ประสาท กล้ามเนื้อ กระดูก การสัมผัสช่วยให้เด็กมีการทรงตัวให้ดีขึ้น มีความคล่องตัวมากขึ้น

         การเล่นของเด็กวัย 3-6 ปี จะเล่นรวมกลุ่มกับเด็กอื่น มีสมาชิกของกลุ่มเป็นผู้นำและผู้ตามชั่วคราว เล่นสมมติซึ่งเด็กมักเลียนแบบจากสิ่งที่ได้เห็น เช่น ชีวิตในบ้าน หรือโรงเรียน สมมติตนเองและเด็กอื่น ๆ สวมบทบาทต่าง ๆ เด็กอาจมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเล่น เช่น ใบไม้แทนเงิน ลูกปัดแทนสตางค์ ตุ๊กตาเป็นน้องหรือนักเรียน เป็นต้น          การเลือกของเล่นให้เด็ก ควรจะต้องคำนึงถึงระดับอายุและความชอบของเด็ก ของเล่นบางชนิด อาจจะเหมาะกับเด็กคนหนึ่งแต่อาจจะไม่เหมาะสำหรับเด็กอื่น เด็กส่วนใหญ่จะไม่สนใจของเล่นที่ยากเกินไป ฉะนั้นควรเริ่มต้นจากการเล่นง่าย ๆ ก่อน ค่อยเปลี่ยนเป็นยากขึ้นโดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกขาดความมั่นใจ ของเล่นสำหรับเด็กวัยนี้ เช่น กระบะทราย กะละมัง ถังน้ำ พลั่วตักทราย กระดาษวาดรูประบายสี ดินน้ำมัน กรรไกรตัดกระดาษ ลูกปัดสีต่าง ๆ หุ่นเชิด บ้านตุ๊กตา ภาพ jigsaw ดนตรี กลองตีอันเล็ก ชิงช้า ไม้ลื่น เป็นต้น

         เนื่องจากการเล่นเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการในเด็ก พ่อแม่จึงควรให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก ด้วยการสอนให้เด็กรู้จักเล่นหลายๆอย่างทั้งการเล่นกลางแจ้ง การเล่นรวมกับผู้อื่น การเล่นที่ใช้ความคิด เป็นต้น นอกจากช่วยให้เด็กสนุกสนานกับการเล่นแล้ว ยังช่วยในการพัฒนาด้านภาษา ทำให้เด็กรู้จักใช้จินตนาการ ใช้ความคิดสร้างสรรค์คลายเครียด ตลอดจนเรียนรู้จักสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น เพิ่มทักษะทางสังคมซึ่งเป็นหัวใจของการใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นการป้องกันปัญหาการปรับตัวซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา ชมรมจิตแพทย์เด็กและ วัยรุ่นแห่งประเทศไทย
Website : http://www.rcpsycht.org

3 เสี่ยง ที่เกิดกับหน้าฝน!

เตือนระวัง โรคระบบทางเดินหายใจ-ทางเดินอาหาร-อุบัติเหตุ เสี่ยงหน้าฝน พร้อมแนะอาการที่เข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉิน ชี้หากพบเห็นให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า โรคที่มักจะเกิดขึ้นในฤดูฝนคือ โรคที่ติดเชื้อจากระบบทางเดินอาหาร และ โรคที่ติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจ เพราะเมื่ออากาศมีความชื้นมาก จะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะ โรคปอดบวม ที่เป็นโรคซึ่งเกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ โดยปอดเกิดอาการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือพยาธิ อาการเบื้องต้นจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอแห้ง มีเสมหะปนเลือด จามคัดจมูกเจ็บหน้าอกและมีอาการท้องเสียร่วมด้วย

ทั้งนี้หากท่านพบเหตุผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดบวมและอาการเข้าขั้นฉุกเฉิน คือ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ มีเลือดหรือเสมหะปริมาณมากในปาก หายใจเสียงดังโครกคราก ตัวซีดเหงื่อท่วมตัว และต้องลุกนั่งหรือพิงผนังหรือยืนเพื่อให้หายใจได้ ควรรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เข้ามารับผู้ป่วยฉุกเฉินไปรักษาที่โรงพยาบาลให้ได้อย่างทันท่วงที

สำหรับ โรคทางระบบทางเดินอาหาร ที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน เป็นเพราะเกิดจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาดและการรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ หรือรับประทานอาหารที่ทิ้งไว้ข้ามคืน จะทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน อาหารเป็นพิษหรือโรคบิดได้ง่าย ทั้งนี้หากผู้ป่วยมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวและอาเจียนอย่างรุนแรง มีอาการหายใจขัด ถือว่าเข้าขั้นฉุกเฉิน ให้รีบโทรแจ้งขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ในช่วงฤดูฝนยังพบว่า มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างมาก เนื่องด้วยถนนที่ใช้ในการขับขี่ยวดยานพาหนะจะลื่นและเปียก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง ดังนั้นผู้ใช้รถใช้ถนนควรขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง เช็คสภาพเบรกรถ ไฟสัญญาณรถ และไฟส่องสว่างภายในรถ รวมถึงยางรถยนต์ ที่ปัดน้ำฝนให้พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา และพกเบอร์โทรฉุกเฉิน ไว้ในรถอยู่เสมอเพื่อความไม่ประมาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

6 อันดับอาหารเช้าจานโปรด เมนูไหนเปี่ยมประโยชน์มากที่สุด

เป็นที่ทราบกันดีว่า มื้อเช้า ถือเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุด จะสดใสร่าเริง สมองแล่นทั้งวันหรือไม่ ก็อยู่ที่มื้อเช้านี่แหละ เมื่ออาหารเช้าสำคัญขนาดนี้ มาสำรวจกันหน่อยดีมั้ย ว่าอาหารจานโปรดที่คุณๆ ทานกันทุกเช้านั้น เมนูใดเปี่ยมประโยชน์ เมนูไหนสมควรเลี่ยง !

เรารวบรวมอาหารเช้าที่คุณคุ้นเคย 6 เมนู ไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ (Ani-Aging) นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ฟันธงว่าแท้จริงแล้ว เมนูอาหารเช้ายอดฮิตอย่าง น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋, โจ๊กหมู, ข้าวเหนียว หมูปิ้ง, ต้มเลือดหมู, ขนมปัง ไข่ดาว และขนมครกนั้น แท้จริงแล้วมีประโยชน์เพียงใด เหมาะจะนำมาเป็นมื้อสำคัญยามรุ่งอรุณแค่ไหน

“การทานอาหารเช้าที่ดี คือ ให้กินอย่างราชา แต่จะต้องมีหลักนิดนึงคือ ถ้าเรากินอย่างราชาแต่หนักแป้งก็ไม่ดี เพราะมันจะทำให้เราหิวเร็ว ดังนั้นกฎข้อแรกของการกินอาหารเช้าคือ พยายามทานแป้งกับน้ำตาลให้น้อยที่สุด เพราะแป้งและน้ำตาลดูดซึมได้เร็ว เมื่อไหร่ที่ดูดซึมเร็ว อินซูลิน (Insulin) จะมาควบคุมไม่ให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูง เมื่ออินซูลินมากดนานเข้า ก็จะทำให้น้ำตาลเราต่ำ เมื่อน้ำตาลต่ำ เราก็จะหิวเร็ว ดังนั้นย้ำนะครับ ว่าอาหารเช้าไม่ควรขาดเลย แต่ควรจะงดแป้งและน้ำตาล

กฎข้อที่สองคือ อาหารเช้ามื้อนั้นๆ ไม่ควรจะรสจัดเกินไป เพราะในตอนเช้ายังไม่มีน้ำย่อยเยอะ และกระเพาะอาหารยังไม่ขยับเต็มที่ หากเราทานอาหารที่มีความมัน หรือเผ็ดเกินไป มันจะทำให้เกิดข้อเสียมากกว่า ดังนั้นในมื้อเช้าจึงไม่ควรจะทานอาหารที่มันและเผ็ดเกินไป” คุณหมอกฤษดา อธิบายถึงหลักการรับประทานอาหารมื้อเช้าที่ดีต่อสุขภาพ

หลังบอกถึงหลักการทานอาหารเช้าที่เหมาะสมแล้ว เรามาดูกันเลยค่ะว่า อาหารเช้าที่หลายท่านนิยมชมชอบ ด้วยเพราะคุ้นเคยดี แถมซื้อหาได้ง่าย (เพราะขายอยู่พรึ่บทุกปากซอย) แท้จริงแล้ว แต่ละเมนูมีประโยชน์แค่ไหน เหมาะจะเป็นมื้อเช้าที่ดีของคุณๆ หรือไม่ และคุณหมอท่านฟันธงมาว่าเมนูไหนเยี่ยมสุด

อันดับ 1 ต้มเลือดหมู

เมนูอันดับหนึ่ง คุณหมอผู้ผู้เชี่ยวชาญด้าน Anti-Aging ยกนิ้วให้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพสุดๆ ทว่าจะให้ทานแล้วดีต่อร่างกายอย่างแท้จริง…ก็ต้องมีเทคนิคในการทาน

“ต้มเลือดหมูเป็นอาหารที่เรียกได้ว่าเป็น perfect combination หรือเป็นคู่ที่สมกันมากเลย เพราะในเลือดหมูมีธาตุเหล็ก และในผัก เช่น ใบตำลึง จะมีวิตามินซีเยอะ ธาตุเหล็กต้องมีวิตามินซี มันถึงจะดูดซึมได้ดี เช่นเดียวกับที่วิตามินซี ก็ต้องมีธาตุเหล็กมันถึงจะดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ดี ฉะนั้นมันเป็นคู่ที่เพอร์เฟคเลย

แต่สิ่งที่ควรระวังคือ หากใครเป็นเก๊าท์ ต้องระวังหน่อย เพราะน้ำซุปต้มเลือดหมูทำจากน้ำต้มกระดูก ซึ่งมีกรดยูริค (Uric Acid) เยอะ ส่วนเครื่องในก็มีกรดยูริคสูงเหมือนกัน อันนี้อาจต้องระวังสักนิด นอกจากนี้คนอีกกลุ่มที่ต้องระวัง คือ คนที่เป็นธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เพราะคนที่เป็นธาลัสซีเมีย ไม่ควรกินธาตุเหล็กเยอะ แต่ต้มเลือดหมู มีทั้งเลือดหมู, เครื่องใน, ใบตำลึง เหล่านี้มีธาตุเหล็กทั้งนั้นเลย แต่ถ้าในคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นธาลัสซีเมีย ต้มเลือดหมูคือต้มที่ดี เป็นต้มที่เปี่ยม คอลลาเจน (Collagen) เพราะในเลือดหมูมีคอลลาเจน ในน้ำต้มกระดูกก็มีคอลลาเจน ทั้งยังมีผักเขียวที่มีวิตามินซี ก็ยิ่งทำให้คอลลาเจน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีอีกด้วย

ดังนั้นต้มเลือดหมู ถือว่าเป็นซุปสวยได้เลย เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีชนิดหนึ่ง ผมว่าดีกว่าปาท่องโก๋จิ้มนมนะ แต่มันจะกลายเป็นอาหารที่ไม่สุขภาพไปได้ เช่น หากเราใส่กระเทียมเจียวเยอะๆ ใส่หมูติดมัน หรือบางเจ้าใส่หมูสามชั้น หรือหมูกรอบเข้าไป แล้วปรุงให้รสจัดเกินไป หรือหวานไป”

อันดับ 2 ขนมปัง + ไข่ดาว

สำหรับอับดับสองเป็นเมนูอาหารเช้าทำง่าย…ทานง่าย อย่าง ขนมปัง-ไข่ดาว ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ยกให้เป็นอาหารเช้าเปี่ยมประโยชน์ที่เหมาะนักสำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน และน้องๆ วัยเรียน จะต้องเป็นขนมปังโฮลวีท (whole wheat) และไข่ดาวน้ำ หรือไข่ต้ม (ที่ไร้น้ำมัน) นะคะ

“ในช่วงเช้า สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศ (office) ที่ต้องไปทำงาน หรือเด็กในวัยเรียน การเพิ่มอาหารจำพวกโปรตีนเข้าไปก็ถือว่าเหมาะมาก เพราะโปรตีนจะกระตุ้นให้รู้สึกกระฉับกระเฉง ดังนั้นการทานอาหารที่มีโปรตีนอย่าง ไข่ ก็เป็นอาหารเช้าที่ดีมาก ราคาไม่แพง และมีโปรตีนที่ช่วยกระตุ้นสมองด้วย สำหรับไข่ทอดอาจจะมีปัญหาเรื่องของน้ำมัน ดังนั้นหากทานเป็นไข่ต้มได้ก็ยิ่งดี โดยอาจทานไข่ต้ม, ไข่ลวก, ไข่ดาวน้ำ โรยซีอิ้วขาว โรยพริกไทยก็ยิ่งดี เพราะพริกไทยช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ และลดไขมันได้ด้วย

หรือไข่ต้มอย่างเดียวอาจไม่อิ่ม การทานคู่กับขนมปังโฮลวีท ก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะขนมปังโฮลวีท เป็นแป้งที่มีคุณภาพ คือ แป้งมีกาก มีธัญพืชทั้งหลาย โดยอาจนำขนมปังขนมปังโฮลวีท มาทำเป็นแซนวิช (sandwich) ไข่ เพิ่มผักอีกสักหน่อย ก็ยิ่งทำให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น ทานกับนมอีกนิดเพอร์เฟค (perfect) เลย เพราะนมก็มีโปรตีน และกรดอะมิโน (Amino acid) ที่ช่วยกระตุ้นสมอง ถ้าผู้ใหญ่บางท่านแพ้นมวัว ทานแล้วท้องเสีย ก็สามารถทานโยเกิร์ต (Yoghurt) แทนได้ เพราะโยเกิร์ตคือ นมที่ย่อยแล้ว และไม่ทำให้ห้องเสีย ถือว่าเป็นอาหารชูกำลัง แทนที่เราจะกระตุ้นด้วยกาแฟ เรากระตุ้นด้วยอาหารชูกำลังอย่าง นม หรือโยเกิร์ตดีกว่า”

อันดับ 3 ขนมครก + กาแฟ

“ขนมครกนั้น จะมีปัญหาตรงที่มันมีแป้ง ถ้าเจ้าไหนใส่แป้งเยอะ ก็ไม่ต่างจากปาท่องโก๋เท่าไหร่ ดีกว่านิดหน่อยตรงที่มันใช้การปิ้ง เป็นการทำให้สุกด้วยความร้อนแทนการทอด แต่ข้อดีของมันคือ มีกะทิ ซึ่งกะทิเป็นไขมันดี เป็นกลุ่มของไขมัน มีเดียม-เชน ไตรกลีเซอไรด์ (Medium-chain triglycerides) เป็นไขมันที่ร่างกายขับออกได้ดี ก็เลยไม่ค่อยถูกเก็บสะสมในร่างกาย ซึ่งเรามักเข้าใจว่ากะทิก่อให้เกิดอันตราย แต่จริงๆ แล้ว กะทิถือเป็นของดีเลย อันนี้เป็นอีกหน้าฉากหนึ่งและในมะพร้าวก็ยังมีวิตามินอี ที่ช่วยบำรุงผิวด้วย และส่วนใหญ่แล้ว หน้าของขนมครก ก็จะเป็นหน้าเพื่อสุขภาพ คือโรยด้วยเผือก, ต้นหอม, ข้าวโพด, ก็จะมีวิตามินเอ ซึ่งวิตามินเอ ต้องอาศัยไขมันจากกะทิ ในการดูดซึมดังนั้นก็เข้ากันพอดี

ยิ่งทานขนมครกกับชา หรือกาแฟ ก็ถือว่าเหมาะสม เพราะในกาแฟจะมีคาเฟอีน (Caffeine) เยอะ ซึ่งถ้าเราได้ อาหารอย่างขนมครกเข้าไปรองท้องก็จะดี เพราะร่างกายจะได้ไม่ต้องดูดซึมคาเฟอีนเข้าไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งมันอาจจะมากเกินไปสำหรับร่างกาย ดังนั้นขนมครกก็ไม่ถึงกับเป็นอาหารเช้าที่เลวร้ายนัก แต่ก็ต้องระวังไว้นิด เพราะบางเจ้าอาจมีการใส่น้ำตาลเยอะ รสหวานเกินไป อันนี้ก็ต้องระวังไว้หน่อย ไม่อย่างนั้นก็จะได้รับน้ำตาลมากเกินไปเหมือนกัน”

อันดับ 4 โจ๊กหมู

“ตัวโจ๊กหมู จะมีปลายข้าว รำข้าว ถ้าเยอะไปก็ทำให้หิวเร็วได้เช่นกัน เพราะมันคือ แป้งที่ทำให้เราหิวเร็วได้ ส่วนสิ่งที่ควรจะทานคู่กับโจ๊กหมูคือ ขิง และต้นหอม เพราะขิงจะช่วยระบบเผาผลาญในร่างกาย และทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยน ต้นหอม ช่วยในเรื่องลดไขมัน และควบคุมน้ำตาล

ส่วนประโยชน์นั้น หากเราเลือกโจ๊กที่ทำจากปลายข้าวแท้ๆ แล้วผสมจมูกข้าวลงไปด้วย มันจะทำให้เราได้วิตามินอี (Vitamin E) และ แกมมา ออริซานอล (Gamma-Orizanal) ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่มีในข้าว หรือรำข้าว และถ้ายิ่งได้โจ๊กที่ทำจากข้าวกล้องงอกจะยิ่งดีมาก เพราะมันจะมี กาบา (Gaba) ที่ทำให้สมองร่าเริง ดังนั้นถ้าเลือกได้ก็ควรเลือกซื้อโจ๊กที่ใช้ข้าวที่มีประโยชน์เหล่านี้ แต่ถ้าหาซื้อลำบาก หาได้เป็นโจ๊กข้าวขาวธรรมดา ก็ไม่ต้องซีเรียส ลองพยายามลดความเสี่ยงจากการได้แป้ง กับน้ำตาลเยอะ โดยเน้นทานผักเยอะๆ และไม่ต้องปรุงรสให้หวานขึ้น หรือเค็มขึ้น

ข้อควรระวังคือ อย่ากินโจ๊ก คู่กับปาท่องโก๋ เพราะนั่นคือการนำแป้งมาจิ้มแป้ง และหากโจ๊กนั้นใส่หมูสับแล้ว ก็ไม่ต้องใส่เครื่องในหมูเข้าไปอีก เพราะเครื่องในเป็นแหล่งของกรดยูริค ที่ทำให้เกิดเก๊าท์ และในตัวโจ๊กก็ทำจากน้ำต้มกระดูก ซึ่งมีกรดยูริคมากอยู่แล้ว หากเราใส่เครื่องในเข้าไปอีกมันก็จะได้กรดยูริคมากเกินไป แถมยังได้คอเลสเตอรอล (Cholesterol) มากเกินไปด้วย เพราะหมูสับก็มีคอเลสเตอรอลอยู่แล้ว หากใส่เครื่องในอีกก็อาจจะทำให้เราได้คอเลสเตอรอลในมื้อนั้นมากเกินไป ”

อันดับ 5 ข้าวเหนียว+ หมูปิ้ง

เมนูอับดับห้านี้ คุณหมอเตือนมานิดว่า แม้จะอร่อย ทานง่าย แถมพกพาสะดวก ทว่าก็ต้องระมัดระวังเลือกร้านที่ไว้ใจได้ และเลี่ยงทานส่วนที่ “มัน”

“ในเรื่องของพลังงานที่ได้จากการเผาผลาญอาหาร เราอาจได้รับแคลอรี่ (Calorie) เยอะอยู่ แต่ถ้าเทียบกับโจ๊กแล้ว ข้าวเหนียวหมูปิ้งก็เป็นตัวที่สลับกันทานกับโจ๊กได้ เพราะอย่างน้อยในข้าวเหนียว ก็จะมีกลูเตน (Gluten) หรือไฟเบอร์เยอะกว่าข้าวขัด จะดีขึ้นมาระดับหนึ่ง และถ้ายิ่งได้ทานหมูปิ้งกับข้าวเหนียวดำ มันก็จะมี โอพีซี (OPC) สารสีม่วงซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่อยู่ในข้าวเหนียวดำด้วย

ส่วนหมูปิ้งมีเทคนิคการทานคือ ให้เลือกหมูปิ้งในส่วนที่มีมันค่อนข้างน้อย เพราะเมื่อไหร่ไขมัน ไปสัมผัสกับความร้อน มันจะเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดสารก่อมะเร็งขึ้น ดังนั้นให้เลือกมันน้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมันที่แทรกอยู่ในเนื้อหมู หรือมันที่ติดอยู่โคนไม้เหล่านี้ก็ต้องเลี่ยง นอกจากนี้เรื่องถ่านที่ปิ้งหมู ก็ต้องระวังเรื่องของสารปนเปื้อนที่มาจากถ่านที่ไม่ได้คุณภาพด้วย เพราะพวกนี้อาจจะมียาฆ่าแมลงที่ติดมากับไม้ที่นำมาทำเป็นถ่าน หรือหากเขาใช้ไม้เฟอร์นิเจอร์ (Furniture) มาทำเป็นถ่านก็ยิ่งต้องระวัง เพราะไม้พวกนี้เขามีการพ่นปลวก พ่นสารเคมีเอาไว้ อาจจะทำให้เราได้รับสารเคมีได้”

อันดับ 6 น้ำเต้าหู้ + ปาท่องโก๋

สำหรับเมนูสุดท้ายอย่าง น้ำเต้าหู้ และปาท่องโก๋นี้ คุณหมอหนุ่มระบุว่า ปาท่องโก๋นั้น ถือเป็นอาหารที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้คุณอ้วนได้ง่าย เพราะทานแล้วหิวเร็ว ส่วนน้ำเต้าหู้นั้น ถือเป็น “อาหารล้างบาป” ให้กับปาท่องโก๋ที่คุณทานเข้าไป

 “ปาท่องโก๋เนี้ย ตัวทำให้อ้วนเลยครับ ถ้าคนเราทานปาท่องโก๋ วันละ 1 คู่ ทุกวัน ภายในเวลา 1 ปี น้ำหนักจะขึ้นเป็นกิโลกรัมเลย เพราะปาท่องโก๋เป็นอาหารที่มีแป้ง แต่น้ำเต้าหู้ เป็นตัวล้างบาปที่ดี นี่คือภูมิปัญญาของคนไทย เพราะน้ำเต้าหู้ มันมีสารอาหารที่ช่วยเรื่องสุขภาพ ทั้งโปรตีน (Protein), แอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant), เปปไทด์ (Peptide) หรือถ้ายิ่งเป็นน้ำเต้าหู้ใส่ธัญพืช ก็จะมีไฟเบอร์ (Fiber) ที่ช่วยไล่ไขมันในปาท่องโก๋ได้

อีกสิ่งที่ต้องระวังจากตัวปาท่องโก๋คือ มันอาจจะมีสารตัวหนึ่งที่ก่อมะเร็งได้ นั่นคือกลุ่มของอะคริลาไมด์ (Acrylamide) ตัวนี้จะเกิดในพวกของทอด อาหารที่ต้องทอดด้วยน้ำมันชุ่มๆ และอาหารทอดซ้ำ ดังนั้นถ้าเราจะทานปาท่องโก๋ ก็ต้องพยายามเว้นวันบ้าง อย่าทานทุกวัน หรือถ้าจะทานปาท่องโก๋เมื่อไหร่ ควรจะทานน้ำเต้าหู้ที่มีธัญพืชเยอะๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำเต้าหู้ใส่ถั่วแดง, เม็ดแมงลัก, ข้าวบาร์เล่ย์ (Barley) ใส่ธัญพืชเหล่านี้เข้าไปสักหน่อย มันจะได้ช่วยไม่ให้แป้งในปาท่องโก๋ ดูดซึมเร็วเกินไป จนทำให้หิวง่าย

ส่วนผู้ที่นิยมทานปาท่องโก๋จิ้มนมข้น อันนั้นเรียกว่า คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) จิ้มคาร์โบไฮเดรต หรืออ้วนจิ้มอ้วนเลย เพราะนมข้นหวานทำจากหางนม แล้วปรุงรสด้วยน้ำตาล, น้ำเชื่อม เพราะฉะนั้นถ้าทานปาท่องโก๋ กับนมข้น ข้อเสียคือ ทำให้เราติดหวาน หากมื้อเช้ามื้อนั้นเราทานปาท่องโก๋ จิ้มนมข้น มันอาจจะทำให้คุณรู้สึกมีความสุข เพราะได้น้ำตาล แต่มันจะทำให้หิวเร็ว” คุณหมอกฤษดา อธิบายปิดท้ายเมนูสุดท้ายแบบครบถ้วนกระบวนความ

เรื่องราวของอาหารการกินกับสุขภาพยังไม่หมด สัปดาห์หน้ามาตามกันต่อ กับเมนูอาหารยอดฮิต ที่คุณๆ ชื่นชอบอย่าง ส้มตำ, ก๋วยเตี๋ยว, กระเพราะไก่ไข่ดาว และหมูกระทะ จะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพแค่ไหน มีวิธีกินอย่างไรให้ได้คุณค่าสูงสุด ต้องติดตามค่ะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

นํ้ามันทอดซํ้าๆ


กินนํ้ามันทอดซํ้า    ทำอันตรายต่อชีวิต

พิจารณาหน่อยสักนิด    ก่อนคิดไปบริโภค

ข้อแนะนำในการเลือกซื้ออาหารบริโภค

      1. ในครัวเรือนไม่ควรใช้น้ำมันทอดอาหารซ้ำเกิน 2 ครั้ง

      2. หากจำเป็นต้องใช้น้ำมันซ้ำให้เทน้ำมันเก่าทิ้งหนึ่งในสาม และเติมน้ำมันใหม่ก่อนเริ่มการทอด อาหารครั้งต่อไป แต่ถ้าน้ำมันทอดอาหารมีกลิ่นเหม็นหืน เหนียวข้น สีดำ ฟองมาก เป็นควันง่าย และเหม็นไหม้ควรทิ้งน้ำมันนั้นไป

      3. ไม่ทอดอาหารไฟแรงเกินไป อุณหภูมิที่เหมาะสมของน้ำมันประมาณ 160 – 180 องศาเซลเซียส

      4. ซับน้ำส่วนที่เกินบริเวณผิวหน้าอาหารดิบก่อนทอด เพื่อชะลอการเสื่อมสลายตัวของน้ำมัน

      5. หมั่นกรองกากอาหารทิ้งระหว่าง และหลังการทอดอาหาร

      6. เปลี่ยนน้ำมันทอดอาหารบ่อยขึ้น หากทอดอาหารประเภทเนื้อที่มีส่วนผสมของเกลือ หรือเครื่องปรุงรสปริมาณมาก

      7. ปิดแก๊สทันทีหลังทอดอาหารเสร็จ หากอยู่ระหว่างช่วงพักการทอด ควรลดไฟลงเพื่อชะลอการเสื่อมตัวของน้ำมันทอดอาหาร

      8. หลีกเลี่ยงการใช้กะทะเหล็ก ทองแดง หรือทองเหลือง ในการทอดอาหาร เพราะจะไปเร่งการเสื่อมสลายของน้ำมันทอดอาหาร

      9. เก็บน้ำมันที่ผ่านการทอดอาหารไว้ในภาชนะสแตนเลส หรือแก้วปิดฝาสนิท เก็บในที่เย็น และไม่โดนแสงสว่างมาก

      10. ล้างทำความสะอาดกะทะ หรือเครื่องทอดอาหารทุกวัน น้ำมันเก่ามีอนุมูลอิสระของกรดไขมันอยู่มากจะไปเร่งสารเสื่อมสภาพของน้ำมันทอดอาหารใหม่ที่เติมลงไป

      11. บริเวณทอดอาหารควรติดเครื่องดูดควัน และมีการระบายอากาศที่ดี

      12. ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันทอดอาหารเป็นระยะๆ สาร polar ไม่ควรเกิน 25 กรัม / 100 กรัมของน้ำมัน สาร polymer ไม่เกิน 10 กรัม / 100 กรัม ของน้ำมัน หรือจุดเกิดควันไม่ต่ำกว่า 170 องศาเซลเซียส หากเกินค่าที่กำหนดควรเปลี่ยนน้ำมันใหม่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

    • ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยด้านอาหาร กระทรวงสาธารณสุข

    • บทความ ปฏิวัติน้ำมันทอดซ้ำ โดย รศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์

    • รองศาสตราจารย์ ดร. วิบูลย์ รัตนาปนนท์

มารู้จักฟันคุดกันเถอะ

“ โอ๊ย! ปวดฟันค่ะ คุณหมอช่วยตรวจดูให้หนูที” ประโยค ที่คุ้นเคยดังออกมาจากปากสาวน้อยวัยรุ่นรายหนึ่ง แม้ในขณะที่ปวดฟันอยู่นี้เธอยังไม่วายสำทับหมออีกว่า “ คุณหมอตรวจเบาๆนะคะ หนูอ้าปากไม่ค่อยได้ค่ะ” หลังจากที่ตรวจในช่องปากและเอกซเรย์สาวน้อยรายนี้แล้วหมอก็ได้ข้อสรุป “ เหงือกที่คลุมฟันกรามล่างด้านขวาซี่ในสุดของหนูบวมเป่งเลยล่ะ ซึ่งเป็นอาการของเหงือกคลุมฟันอักเสบร่วมกับการมีฟันคุดนะจ๊ะ” สาวน้อยอุทานขึ้นมาทันที “ ตายแล้วอย่างนี้ก็ต้องผ่าออกล่ะซี หนูจะเป็นอะไรมากไหมคะคุณหมอ” “ ไม่เป็นอะไรมากหรอกจ้ะเดี๋ยวหมอจะอธิบายให้ฟังนะ” 

 

ฟันคุด (impacted tooth, wisdom tooth) คือ ฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาทางช่องปากได้ตามปกติ ซึ่งอาจจะไม่ขึ้นมาเลยหรือขึ้นมานิดหน่อย ไม่เต็มซี่เนื่องจากมีฟันซี่อื่นมาขวางไว้ โดยส่วนมากมักจะเกิดกับฟันกรามล่างซี่ที่สาม (third molar) จนคนทั่วไปมักคิดว่าฟันคุดเกิดได้แต่กับฟันซี่นี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วฟันคุดสามารถเกิดกับฟันซี่อื่นได้ด้วย เช่น ฟันเขี้ยว (canine) ฟันกรามน้อย (premolar) 

 เราสามารถแบ่งชนิดของฟันคุดได้ง่ายๆ โดยดูจากความสัมพันธ์กับฟันข้างเคียง โดยฟันคุดที่หันส่วนครอบฟัน ( crown) เข้าหาฟันกรามแท้ซี่ที่สองเราเรียกว่า mesioangular impaction หรือ mesial impaction ซึ่งเป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ถ้าหันส่วนครอบฟันออกเราเรียกว่า distoangular impaction หรือ distal impaction ถ้าฟันคุดนั้นสามารถขึ้นได้ตรงๆ เราเรียกว่า vertical impaction และถ้าฟันคุดนั้นขึ้นในแนวนอนเราเรียกว่า horizontal impaction 

นอกจากนี้ เรายังสามารถแบ่งตามความสัมพันธ์กับเหงือกที่คลุมฟันได้โดยฟันคุดที่ไม่ สามารถโผล่พ้นกระดูกขากรรไกรได้เราเรียกว่า bony impaction และฟันคุดที่สามารถโผล่พ้นกระดูกขากรรไกรได้แต่ไม่สามารถทะลุผ่านเหงือกได้ เลย หรือสามารถผ่านได้บางส่วนเราเรียกว่า soft tissue impaction
“ ทำไมเราต้องผ่าฟันคุด” “ ไม่ต้องผ่าฟันคุดได้ไหม” คำถามยอดฮิตที่ทันตแพทย์มักจะโดนถามเป็นประจำ และคำตอบที่ทันตแพทย์มักจะให้ก็คือควรจะผ่าตัดออก เนื่องจากบริเวณที่เป็นฟันคุดมักจะทำความสะอาดได้ยาก มักจะมีเศษอาหารสะสมอยู่ที่ช่องว่างระหว่างฟันคุดกับฟันซี่ข้างเคียง ทำให้เหงือกที่คลุมฟันอักเสบได้ (pericoronitis) และยังทำให้ฟันซี่ข้างเคียงผุหรือเป็นโรคเหงือกได้ด้วย 
นอกจากนี้ฟันคุดยังอาจทำให้เกิดปัญหาฟันล้มเก ปัญหาการละลายตัวของรากฟันข้างเคียง และยังอาจทำให้เกิดถุงน้ำหรืออันมีสาเหตุจากฟันได้ด้วย
“ การผ่าตัดฟันคุดมีผลอย่างไร” เป็นอีกหนึ่งอย่างที่คนไข้ควรรู้ โดยผลของการผ่าตัดฟันคุดมีหลายอย่าง เช่น อาการปวด บวม อักเสบบริเวณแผลผ่าตัด ซึ่งคล้ายคลึงกับการผ่าตัดเล็กโดยทั่วไปซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นได้เอง แต่มีสิ่งที่แตกต่างคือ บางครั้งการผ่าตัดฟันคุดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคืออาการชาบริเวณ ริมฝีปากล่างและคาง ซึ่งเหมือนกับตอนที่ทันต-แพทย์ฉีดยาชาให้ อาการดังกล่าวนี้เป็นผลจากการบาดเจ็บของเส้นประสาทที่มาเลี้ยงฟันในขากรรไกร ล่าง (inferior alveolar nerve) ซึ่งบางครั้งพบว่าเส้นประสาทนี้อยู่ใกล้ชิดกับฟันคุดมากจนไม่สามารถแยกออก จากกันได้ อาการชานี้อาจคงอยู่เป็นวัน เดือน หรือเป็นปีขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บต่อเส้นประสาท แต่อาการชานี้จะไม่รบกวนต่อการดำรงชีวิต หรือการรับรู้รสชาติอาหารแต่อย่างใด เพื่อหลีกเลี่ยงอาการชาดังกล่าว ทันตแพทย์จึงมักแนะนำให้ผ่าตัดฟันคุดออกในวัยรุ่น อายุประมาณ 18-25 ปี เนื่องจากรากฟันจะยังไม่ยาวจนไปชิดกับเส้นประสาทดังกล่าว 
 “ ตกลงค่ะคุณหมอ หนูยอมผ่าตัดฟันคุดแล้วค่ะ” สาวน้อยตอบ หมอจึงหันไปเตรียมเครื่องมือผ่าตัด “ …มีรักแท้อยู่ดูแลไม่ได้…” เสียงเพลงรักแท้ดูแลไม่ได้ของโปเตโต้ดังขึ้น มีเสียงสาวน้อยพูดโต้ตอบกับปลายสายอีกด้านหนึ่ง ถ้าดูไม่ผิดหมอแอบเห็นน้องเขาน้ำตาไหลด้วยล่ะ “ เฮ้อ! ฟันคุดน่ะหมอดูแลให้ได้ แต่ถ้ารักคุดล่ะก็ ตัวใครตัวมันนะจ๊ะ” 
ที่มา RamaClinic
โดย ทพญ. ธนพร ทองจูด
งานทันตกรรม
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ความดันโลหิตสูง คร่าชีวิตไทยแล้ว เกือบ 4 พันราย


กรมควบคุมโรค เผย ข้อมูลสถิติ ในปี 54 พบว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นเพชฌฆาตเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยไปแล้ว เกือบ 4 พันราย ทั้งนี้เพราะโรคนี้มักเกิดขึ้นโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว แนะให้ประชาชนออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดการรับประทานอาหารสำเร็จรูป รวมถึงการบริโภคปัจจัยเสี่ยงอย่างบุหรี่และสุรา  

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ของโรคความดันโลหิตสูง โดยองค์การอนามัยโลก พบว่าทั่วโลกมีผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงเกือบถึงพันล้านคน โดย 2 ใน 3 ของจำนวนนี้อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และคาดการณ์ว่าในปีพ.ศ.2568(ค.ศ.2025) ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วทั้งโลกจะป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 1.56 พันล้านคน

ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย จากข้อมูลสถิติ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุความดันโลหิตสูง จำนวน 3,664 คน ซึ่งสถานการณ์ป่วยและเข้ารับการรักษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาค เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2544 และปี 2554 พบว่า มีอัตราผู้ป่วยในต่อประชากรแสนคน ด้วยโรคความดันโลหิตสูง จาก 287 เป็น 1433 ถือว่ามีอัตราเพิ่มขึ้น 5 เท่า (4.99 เท่า)

สำหรับโรคความดันโลหิตสูง เกิดจากภาวะที่แรงดันหลอดเลือดแดงมีค่าสูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ซึ่งผู้คนจำนวนมากอยู่กับความดันโลหิตสูงโดยที่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยปรากฏอาการที่ชัดเจนในช่วงแรก แต่เมื่อปล่อยไว้นานไปแรงดันในหลอดเลือดที่สูง ก็จะไปทำลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะที่สำคัญทั่วร่างกาย จึงเรียกโรคนี้ว่า“เพชฌฆาตเงียบ”

“ในโอกาสนี้ ขอแนะนำประชาชนถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ดังนี้ 1.ใช้ชีวิตกระฉับกระเฉงอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกกำลังกาย เป็นต้น 2.เพิ่มการรับประทานผักและผลไม้รสหวานน้อย 3.ลดการรับประทานอาหารผ่านกระบวนการ อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง 4.จำกัดการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และ 5.งดสูบบุหรี่” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวในที่สุด

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เทคนิค5ประการในการขับรถเกียร์ออโต้ให้ประหยัดน้ำมัน

ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันแปรปรวนอย่างหนัก หลายคนได้หันไปเลือกซื้อเลือกหารถยนต์อีโค่คาร์เพื่อหวังว่าจะช่วยประหยัดน้ำมันได้บ้าง แต่รถยนต์ก็ใช่ว่าจะคันละบาทสองบาท การเปลี่ยนรถยนต์คงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าเรายังต้องทนใช้รถคันเก่าต่อไป ก็ลองมาศึกษากันดูว่าจะสามารถประหยัดน้ำมันกันได้อย่างไร

การประหยัดน้ำมันทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ได้ผลอย่างแน่นอนก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ขับขี่ เนื่องจากวิธีการขับขี่ของผู้ใช้รถจะส่งผลอย่างมากในปริมาณการใช้น้ำมันของรถ วันนี้ึจึงขอรวบรวมเทคนิคไม่ลับ 5 ประการสำหรับผู้ที่ใช้รถเกียร์ออโต้มาให้ลองนำไปใช้กัน

1. รู้จักรถ การขับขี่โดยที่รู้ข้อจำกัดของรถในแต่ละด้าน ก็สามารถช่วยในการประหยัดได้ อย่างเช่น แรงบิดซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญมากเวลาการขับขี่ในต่างจังหวัดที่จำเป็นต้องเร่งแซง (แต่ยิ่งเร่งมากก็ยิ่งเปลื้องมาก) หรือ walking speed ซึ่งเป็นความเร็วที่รถสามารถเคลื่อนที่ได้เองเมื่อใส่เกียร์ D ค้างไว้โดยไม่เหยีบคันเร่ง ซึ่งหากเราใช้ประโยชน์จากการขับขี่โดยใช้ความเร็วที่ walking speed ระหว่างที่รถติดหรือเข้าจอด ก็จะสามารถช่วยลดการใช้น้ำมันได้เยอะเลย

2. ใช้เกียร์ให้ถูกสถานการณ์ โดยปกติแล้วผู้ที่ขับเกียร์ออโต้มักจะใช้เฉพาะเกียร์ D ในการขับขี่ น้อยคนนักที่จะรู้จักว่าเกียร์อื่นๆ มีไว้ทำอะไร เกียร์ L/1/2 ได้ถูกออกแบบเพื่อใช้ในการขึ้นทางลาดชันซึ่งจะให้กำลังแรงบิดสูง ทำให้รถไม่ต้องออกแรงสู้กับความลาดชันของพื้นถนน แน่นอนว่าส่งผลให้อัตราการใช้น้ำมันน้อยกว่าการใช้เกียร์ D ตลอดกาลอย่างแน่นอน

3. เหยียบคันเร่งให้คงที่ การใช้ความเร็วที่คงที่เป็นเทคนิคหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้การการขับขี่ของเราเป็นไปอย่างประหยัด เพราะเมื่อรถใช้ความเร็วคงที่ เครื่องยนต์ก็จะลดการทำงานลด ทำให้อัตราการกินน้ำมันลดลง หากในรถมีระบบ Cruise Control เราก็สามารถใช้ระบบนี้ช่วยในการขับขี่เพื่อให้ได้ความเร็วคงที่ที่แม่นยำมากกว่าการเหยียบคันเร่งด้วยตัวเอง หรืออาจจะใช้เทคนิคการเร่งความเร็วให้เกินความเร็วที่ต้องการแล้วใช้การผ่อนความเร็วก็จะสามารถประหยัดน้ำมันได้เช่นกัน

4. วางแผนการเบรคล่วงหน้า เพราะการเบรคคือการสูญเสียพลังงานอย่างศูนย์เปล่า ไหนจะพลังงานที่ใช้ในการเบรค แถมพลังงานที่ถูกใช้ไปในตอนเร่งความเร็ว เรียกได้ว่าเสียกัน 2 เด้งเลย ฉะนั้นเราควรวางแผนการเบรคให้ดีๆ หากเลี่ยงการเบรคได้ก็ให้เลี่ยง พยายามใช้การชะลอความเร็วโดยไม่เบรคเป็นดีที่สุด

5. ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าช่วย รถในรุ่นใหม่ๆ มักจะมาพร้อมกับปุ่ม Start/Stop ซึ่งใช้ในการหยุดทำงานเครื่องยนต์ชั่วคราว ทำให้สามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่าเดิมในภาวะการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก เพราะเมื่อเราปิดเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ก็จะหยุดซดน้ำมัน ทำให้ประหยัดได้อย่างเหลือเชื่อ

ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาก็เป็นเทคนิคการขับขี่ง่ายๆ ที่ใครๆ ก็สามารถปฏิบัติได้ แต่สามารถช่วยลดการใช้น้ำมันได้เป็นอย่างดี สามารถช่วยชาติประหยัดน้ำมันและช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าตังค์ของหลายๆท่านได้

เทคนิคการขับรถลดอุบัติเหตุ (Defensive Driving Technique)

เกร็ดจากการอบรมเรื่อง “เทคนิคการขับรถลดอุบัติเหตุ” 
1.      กฎความปลอดภัย

  •   ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์

–  คาดเข็มขัดนิรภัยและปรับเบาะนั่ง
–  ปรับมุมกระจกส่องหลังทั้ง 3 บาน
–  เลื่อนคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง P (รถเกียร์อัตโนมัติ) หรือเกียร์ว่างสำหรับรถเกียร์ธรรมดา

  • ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ให้เหยียบคลัซ (รถเกียร์ธรรมดา) หรือเบรค (รถเกียร์อัตโนมัติ)
  • อย่ายืนสตาร์ทเครื่องยนต์รถ
  • กรณีขับรถถอยหลัง ให้ขับช้าๆ เท่าที่จะทำได้
  • เหยียบเบรคทดสอบในระยะ 10 เมตรแรกที่เคลื่อนรถออก
  • ดึงเบรคมือทุกครั้งที่จอดรถ (รวมทั้งจอดรอสัญญาณไฟ)
  • หมุนพวงมาลัยให้ล้อชนขอบถนน เมื่อจอดรถบนทางลาดชัน
  • การเปลี่ยนยางรถให้หาวัสดุมารองหนุนล้อรถ เพื่อกันรถเคลื่อนขณะขึ้นแม่แรงยกรถ
  • อย่าจอดรถบนเชิงสะพาน ทางโค้ง หรือช่องขวาสุด เมื่อรถเสีย

2.      ท่านั่งขับรถ (จะบอกขีดความสามารถในการควบคุมรถ)

  •  การปรับระยะห่างเบาะรองนั่ง สำหรับรถเกียร์ธรรมดา ให้เท้าเหยียบแป้นคลัชจนสุด ค้างไว้ โดยไม่เขย่ง แล้วเลื่อนเบาะเข้ามาให้เข่างอเล็กน้อย และรถเกียร์อัตโนมัติให้เหยียบคันเร่งจนสุด โดยไม่เขย่งแล้วเลื่อนเบาะเข้ามาเหมือนกับรถเกียร์ธรรมดา
  • ต้องนั่งหลังพิงพนักเบาะให้มั่นคง เวลาโดยชนจะลดแรงที่กระทำต่อกล้ามเนื้อหลัง
  • ปรับระดับคอพวงมาลัยให้เห็นมาตรวัดและไพเตือนบนหน้าปัดและวงพวงมาลัยต้องสูงพ้นหน้าตัก/หน้าขาของผู้ขับรถ
  • มือจับพวงมาลัยส่วนบนสุดและงอแขนเล็กน้อย จะช่วยให้มีระยะหมุนพวงมาลัยได้ดีกว่าการเหยียดแขนตรง
  • เวลาขับรถอย่านั่งหุบเข่า ให้เข่าซ้ายยันกับคอนโซลกลางรถ เพื่อให้เกิดความมั่นคงเวลาขับรถ
  • การหมุนพวงมาลัย ต้องให้น้ำหนักเท่ากันทั้งมือขวาและซ้าย จะทำให้หมุนพวงมาลัยไม่กระตุก
  • ในการเหยียบเบรคหรือคลัซ ให้ส้นเท้าลอยจากพื้นรถ (ถ้าส้นเท้าแตะพื้นรถ แรงจะลงที่พื้นรถมากกว่าไปที่คันเบรค เป็นสาเหตุให้เบรครถไม่หยุด โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุวิกฤติ)

3.      การวางแผนขับรถ (Driving plan) จะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้ ผู้ขับขี่จะต้อง

  • มองรถที่อยู่ข้างหน้าไปอีก 5 คัน ในการขับตามกันบนถนน (ที่รถวิ่งด้วยความเร็วสูง) ถ้าคันหน้าแตะเบรค ผู้ขับขี่ก็จะมีเวลาประมาณ 5 วินาทีในการตอบสนองได้ทัน
  • ขณะขับรถเข้าโค้ง ตาต้องมองไปที่ทางโค้ง ซึ่งตาจะประเมินความโค้งและมือจะมีความสัมพันธ์กับตาทำให้ควบคุมรถเข้าโค้งได้ดีขึ้น
  • การขับรถเข้าโค้ง ให้ชะลอความเร็ว หรือแตะเบรคก่อนเข้าโค้ง (Entrance) แล้วถอนเบรค พร้อมกับเร่งคันเร่งเมื่อถึงกลางโค้ง (Apex) และคืนพวงมาลัยเมื่อสุดโค้ง (Exit) ดูภาพประกอบ
  • การเปลี่ยนเกียร์

–    เกียร์ธรรมดา เปลี่ยนที่ความเร็วรอบระหว่าง 3,000-4,000 รอบต่อนาที แต่เมื่อจะ  แซงให้เปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำก่อน

–    เกียร์อัตโนมัติ ให้ใช้ Kick Down ในการแซง

4.      เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย (Driving Tip)

  • การหยุดรถ ควรหยุดห่างจากท้ายรถคันข้างหน้าในระยะที่สามารถมองเห็นล้อรถคันข้างหน้าได้
  • การเปลี่ยนช่องทาง การเลี้ยวหรือแซง ควรให้สัญญาณไฟกระพริบอย่างน้อย 3 ครั้ง ก่อนหมุนพวงมาลัยและควรระมัดระวังรถจักรยานยนต์ที่อาจแซงขึ้นมา
  • การเว้นระยะห่างในขณะขับรถ ควรเว้นระยะห่างประมาณ 2-4 วินาที โดยสังเกตระยะทางประมาณหนึ่งช่วงเสาไฟฟ้า
  • การจอดรถ ควรถอยเข้าที่จอดรถ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันขณะขับออกจากที่จอดและง่ายต่อการบังคับรถ

การแก้ปัญหาฉุกเฉิน

  1. กรณีหม้อน้ำรั่ว ให้หยุดรถแล้วดับเครื่องยนต์ จากนั้นสังเกตรอยรั่วของหม้อน้ำ ซึ่งจะมีน้ำพุ่งออกมา ต้องอยู่ห่างๆ และห้ามเปิดฝาหม้อน้ำโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้น้ำร้อนพุ่งออกมาลวกได้ ควรปล่อยให้หม้อน้ำเย็นลง
  2. กรณียางระเบิด จะมีเสียงดังจากการระเบิดของยาง พยายามรวบรวมสติไว้ อย่าหักพวงมาลัยทันทีทันใด ค่อยๆ ผ่อนความเร็วลง พวงมาลัยรถจะค่อยๆ หนักขึ้น รถจะเอียงไปทางด้านที่ล้อระเบิด บังคับรถให้วิ่งตรงทาง ค่อยๆ เหยียบเบรคที่ละน้อย นำรถเข้าชิดขอบทางด้านซ้ายแล้วเปลี่ยนยางอะไหล่
  3. เบรคแตก เมื่อเหยียบเบรคจะรู้สึกว่าจมหายลงไปไม่มีแรงต้าน ห้ามล้อไม่ได้ ให้บังคับพวงมาลัยให้รถวิ่งไปในทางที่ปลอดภัย พร้อมกับใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายกดปุ่มล็อคคันเบรคมือไว้ แล้วค่อยๆ ดึงคันเบรคมือขึ้นและลงสลับกัน จนกระทั่งชะลอความเร็วและหยุดรถได้สนิท ข้อควรระวังก็คือ อย่าดึงเบรคมือขึ้นอย่างแรงในทันทีทันใด
  4. รถตกน้ำ อย่าตกใจจนไม่ได้สติ ปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยออก (การคาดเข็มขัดนิรภัย ในขณะขับขี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ในกรณีนี้ อย่าเข้าใจผิดว่าเมื่อคาดแล้วจะทำให้ปลดล็อคไม่ทัน เพราะเมื่อรถกระแทกจะทำให้ตัวท่านไม่กระเด็น ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ และไม่หมดสติ ซึ่งอาจจะทำให้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้) ปล่อยให้ตัวรถบริเวณติดตั้งเครื่องยนต์จมน้ำก่อน ถ้าสามารถเปิดหน้าต่างหรือประตูรถออกได้ในขณะที่ตัวรถยังไม่จมน้ำหมดทั้งคันให้รีบทำ
  5. กระจกหน้าแตก รวบรวมสติ พยายามจำข้างหน้ารถไว้ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อบังคับรถไม่ให้ชน เปิดไฟเลี้ยวซ้ายเข้าจอดไหล่ทางด้านซ้ายมือ ป้องกันรถคันอื่นชนและดึงเบรคมือไว้ หากมีผ้าเทปอยู่ในรถให้นำมาปิดประจกไว้ แล้วเคาะกระจกออก ถ้ามีแว่นตาให้ใส่ไว้เพื่อกันฝุ่นเข้าตา
“ขับอย่างมีสติ  ทุกชีวิตจะปลอดภัย”

ที่มา http://www.cpac.co.th

โดย น.พ.กิจจา  เรืองไทย
ที่ปรึกษาอาวุโส ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

error: Content is protected !!