การปัสสาวะรดที่นอนในเด็ก

การปัสสาวะรดที่นอนในเด็ก

เด็กที่มีอาการปัสสาวะรดที่นอนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะแต่ส่วนน้อยอาจมีความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะหรือระบบประสาทที่ควบคุมได้ โดยทั่วไปควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจปัสสาวะหาความผิดปกติเหล่านี้ หากตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติ คือมีอาการปัสสาวะรดที่นอนที่ไม่พบสาเหตุทางกาย ควรปฏิบัติ ดังนี้ หรืออาจจะลองปฏิบัติตามนี้ก่อนไปพบแพทย์ดูก่อนก็ได้

          พ่อแม่ควรทราบว่าปัญหาปัสสาวะรดที่นอนเป็นภาวะที่พบได้บ่อย คือประมาณร้อยละ 15 ของเด็กอายุ 5 ปี ยังปัสสาวะรดที่นอน และในจำนวนนี้จะหยุดปัสสาวะรดที่นอนได้เอง ร้อยละ 15 ต่อปี เด็กไม่อยากให้ตนเองปัสสาวะรดที่นอนเหมือนกัน แต่เขาไม่สามารถควบคุมได้จริงๆ จึงไม่ได้เป็นความผิดของเด็ก ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการลงโทษโดยไม่เหมาะสม ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านจิตใจ แต่เด็กอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการปัสสาวะรดที่นอน ได้แก่ ความรู้สึกอับอาย ขาดความมั่นใจในตัวเอง วิตกกังวล และปัญหาด้านสังคม เป็นต้น

คำแนะนำในการช่วยเหลือเด็กที่ปัสสาวะรดที่นอนโดยทั่วไปประกอบด้วย

  1. การจูงใจให้เด็กต้องการควบคุมการปัสสาวะรดที่นอนด้วยตนเอง ด้วยการพูดถึงผลดีที่จะเกิดขึ้นตามมา เช่น พ่อแม่รู้สึกดีใจ เด็กสามารถไปนอนนอกบ้านหรือเข้าค่ายกับเพื่อนได้โดยไม่ต้องกังวลใจ รวมทั้งความรุ้สึกมั่นใจในตนเอง เป็นต้น แต่โดยทั่วไปเด็กมักต้องการหยุดปัสสาวะรดที่นอนเองอยู่แล้ว 
  2. งดอาหารและเครื่องดื่มในช่วงเวลา 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำอัดลมบางชนิด และชาเขียว เป็นต้น เนื่องจากสารคาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เครื่องดื่มเหล่านี้มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบประมาณ 10 มก./100 มล. 
  3. ให้ปัสสาวะก่อนเข้านอนทุกคืน 
  4. เน้นให้การฝึกควบคุมการปัสสาวะรดที่นอนเป็นความรับผิดชอบของเด็กเอง ตั้งแต่ให้บันทึกอาการปัสสาวะรดที่นอนด้วยตนเอง ลุกขึ้นมาปัสสาวะเองถ้ารู้สึกปวดปัสสาวะ และให้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนหรือทำความสะอาดเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอน เด็กจำนวนหนึ่งปัสสาวะรดที่นอนลดลงมากหลังจากให้เริ่มบันทึกด้วยตนเอง 
  5. งดการปลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืน เพราะอาจทำให้เด็กหยุดปัสสาวะรดที่นอนได้ช้ากว่าไม่ปลุก และมักทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่และเด็กมากกว่า 
  6. ใช้หลักพฤติกรรมบำบัด คือให้แรงเสริมทางบวก ( positive reinforcement ) เมื่อเด็กสามารถควบคุมการปัสสาวะรดที่นอนได้ โดยให้เด็กติดสติกเกอร์รูปที่ตนเองชอบลงบนปฏิทินในวันที่ไม่ปัสสาวะรดที่นอน และพ่อแม่ควรให้รางวัลด้วยการพูดชมเชย ของเล่น หรือสิทธิประโยชน์บางอย่าง เป็นต้น พ่อแม่ต้องช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ และพิจารณาให้รางวัลที่มีคุณค่ามากขึ้นถ้าเด็กควบคุมการปัสสาวะรดที่นอนได้มากขึ้นในแต่ละสัปดาห์ที่ผ่านไป

ในกรณีที่เด็กอายุมากกว่า 7-8 ปีแล้วยังไม่หยุดปัสสาวะรดที่นอน มีวิธีการรักษา 2 แบบ คือการใช้อุปกรณ์สัญญาณปลุกเมื่อปัสสาวะรดที่นอน และการใช้ยารักษา

  1. การใช้อุปกรณ์สัญญาณปลุก (enuresis alarm) เป็นวิธีการรักษาที่อาศัยพื้นฐานความรู้จากทฤษฎีการเรียนรู้ คือหากพ่อแม่สามารถทำให้เด็กตื่นนอนทุกครั้งเมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็ม (ปัสสาวะรดที่นอน) ประมาณ 3-4 สัปดาห์ เด็กจะสามารถตื่นได้เองเมื่อปวดปัสสาวะ (การปลุกเด็กทุกคืนก่อนที่เด็กจะปัสสาวะรดที่นอน ไม่ได้เป็นการทำให้เด็กตื่นตอนที่กระเพาะปัสสาวะเต็มพอดี จึงไม่สามารถหยุดอาการปัสสาวะรดที่นอนได้) เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลมากที่สุด ประมาณร้อยละ 60-90 และมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้น้อย คือประมาณร้อยละ 15-40 การรักษาโดยใช้วิธีนี้ควรใช้ต่ออีกระยะหนึ่งหลังจากหยุดปัสสาวะรดแล้วจึงได้ผลดี เป็นวิธีการรักษาที่แนะนำให้เลือกใช้เป็นลำดับแรกก่อนการรักษาด้วยยา
  2. การรักษาด้วยยา ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษามี 2 ชนิด คือ imipramine และ desmopressin acetate (DDAVP) แพทย์จะพิจารณาให้ตามความเหมาะสม โดยทั่วไปยา Imipramine ได้ผลประมาณร้อยละ 40-60 แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำหลังหยุดยาร้อยละ 50 ส่วนยา DDAVP มี 2 ชนิด คือ ชนิดพ่นจมูกและชนิดกิน ได้ผลร้อยละ 10-65 แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำหลังหยุดยาสูงถึงร้อยละ 80

ผศ.นพ.ศิริไชย หงษ์สงวนศรี 
หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ 
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบบดี

3 เดือนแรก…กินอะไร เพื่อลูกน้อยในช่วงครรภ์อ่อน

       ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์เป็นช่วงที่สำคัญมาก คุณแม่จะต้องทานอาหารที่มีคุณค่าให้ครบถ้วน โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่ เพราะลูกในท้องกำลังเจริญเติบโต สร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ระหว่างที่ท้องอ่อน ๆ คุณแม่ควรเลือกทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และอย่าลืมอาหารที่มี…

    * กรดโฟลิก
      ก่อนและ 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรได้รับกรดโฟลิกวันละ 400 ไมโครกรัม เพื่อที่จะช่วยให้สมองและกระดูกสันหลังของลูกเติบโตดี
      พบได้ใน…ผักสดใบเขียว ไข่แดง กล้วย ส้ม และธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ถั่ว ขนมปังโฮลวีท

    * วิตามินซี
      วิตามินซีจะช่วยป้องกันทารกในครรภ์จากการติดเชื้อ แต่วิตามินชนิดนี้ไม่สามารถสะสมในร่างกายได้ คุณแม่จึงควรทานอาหารที่มีวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน
      พบได้ใน…ผักสดทุกชนิด ผลไม้รสเปรี้ยว ฝรั่ง ส้ม มะม่วงดิบ สับปะรด เงาะ แตงไทย มะขามเทศ มะขามป้อม

    * วิตามินบี 12
      ระยะแรกของการตั้งครรภ์ ทารกต้องการวิตามินบี 12 ในการสร้างและพัฒนาระบบประสาทต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ คุณแม่จึงไม่ควรมองข้ามอาหารที่มีวิตามินชนิดนี้ไปเสีย
      พบได้ใน…เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ เป็ด ไก่ ผลิตภัณฑ์จากนม ธัญพืช ข้าวไม่ขัดสี สาหร่ายทะเล

    * วิตามินดี
      วิตามินดีนี้มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซี่ยมไปใช้ เมื่อได้รับแคลเซี่ยมเพียงพอกระดูกของทั้งคุณแม่และลูกก็จะแข็งแรง
      พบได้ใน…ปกติร่างกายสามารถสร้างวิตามินได้เองภายใต้ผิวหนังเมื่อได้รับแสงแดด ส่วนในอาหารจะพบในไขมันจากปลาทะเล เช่น ปลากระพง ปลาทู ปลาทูน่า และไข่ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม (ไม่พร่องมันเนย)

     กรดโฟลิก…พัฒนาสมองลูกได้    

       “กรดโฟลิกเป็นสารอาหารสำคัญในการสร้างดีเอ็นเอ เพื่อการซ่อมแซมและสร้างเซลล์ใหม่ สำหรับเด็กในท้องหลังการปฏิสนธิ เซลล์จะมีการแบ่งตัว เติบโตเป็นส่วนเนื้อเยื่อสมอง และอวัยวะต่าง ๆ โดยในวันที่ 18 เซลล์เนื้อเยื่อสมองจะเริ่มเจริญเติบโตจนเป็นสมองที่สมบูรณ์ ซึ่งมีการวิจัยพบว่า ในช่วงนี้หากแม่ไม่ได้รับกรดโฟลิกเพียงพอ อาจมีผลให้สมองของเด็กเติบโตไม่ปกติ ดังนั้นการทานอาหารที่มีกรดโฟลิกของแม่ทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์จะทำให้สมองเด็กเติบโตอย่างสมบูรณ์ ช่วยป้องกันความพิการทางสมองให้กับเด็กในท้องได้ แต่จะทำให้ฉลาดหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้

       เพื่อความสมบูรณ์และแข็งแรงของเด็กที่จะเกิดมา ผู้หญิงโดยเฉพาะคนที่วางแผนว่าจะมีบุตร ควรทานผักสดใบเขียวและอาหารประเภทธัญพืชทั้งหลายซึ่งในบ้านเรามีอยู่มากมายเป็นประจำทุกวันเพื่อได้รับกรดโฟลิกเพียงพอ เพราะถ้ารอให้ตั้งท้องแล้วค่อยมาทานก็อาจจะช้าเกินไป”

ที่มา…ModernMom 

ทำอย่างไรให้สมองเราสามารถใช้งานได้ดีอยู่เสมอ

1. จิบน้ำบ่อยๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการ เห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5.หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath) สมองใช้ออกซิเจน 20 .25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่ เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : beauty.vwander.com

ต่อมไทรอยด์นั้นสำคัญกว่าที่คุณคิด

หลายคนเข้าใจว่าไทรอยด์เป็นชื่อโรค ที่จริงแล้วไทรอยด์เป็นชื่อของอวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกายคนเรา เป็นรูปคล้ายปีกผีเสื้ออยู่ด้านหน้าของคอเรา ต่อมนี้มีขนาดไม่ใหญ่ซึ่งโดยปกติจะมองไม่ค่อยเห็น ยกเว้นคนที่ผอมมากๆ หน้าที่ของต่อมนี้มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับการสร้างและหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ได้แก่ T4 และ T3 ในการสร้างฮอร์โมนนั้นต้องใช้สารไอโอดีนในการสร้าง ฮอร์โมนนี้มีบทบาทตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์มารดา เพราะในขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์จนถึงระยะแรกของวัยเด็ก ฮอร์โมน T4 และ T3 มีหน้าที่ทำให้เกิดการพัฒนาการของสมองและระบบประสาท และเมื่อโตขึ้นฮอร์โมนไทรอยด์มีผลต่อการเผาผลาญอาหารและพลังงานตลอดจนการทำงานของหัวใจ ระบบประสาทอัตโนมัติ และการสร้างโปรตีนต่างๆ ในร่างกายเรา ดังนั้นเมื่อมีความผิดปกติของการสร้างและหลั่งฮอร์โมนของ
ต่อมไทรอยด์ ย่อมนำไปสู่การทำงานผิดปกติในหลายระบบ ในทางการแพทย์ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์แบ่งง่ายๆ
เป็น 2 กลุ่มโรค ได้แก่
ความผิดปกติในการทำงานของการสร้างฮอร์โมน T4 และ T3 ได้แก่ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ และ ภาวะไทรอยด์ลดน้อยกว่าปกติ
ความผิดปกติของขนาด และรูปร่างของต่อมไทรอยด์ เช่นโรคไทรอยด์โตชนิดหลายก้อน โรคไทรอยด์โตทั่วๆ ไปทั้ง 2 ข้าง และต่อมไทรอยด์โตเป็นก้อนเดียว
มารู้จักภาวะไทรอยด์เป็นพิษกันเถอะ
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินโรคนี้มาบ้างแล้ว และสงสัยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมอาการแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนตาโปน บางคนคอโตบางคนหายเองได้ ขณะที่บางคนต้องรักษาด้วยการรับประทานยาหรือได้รับแร่ไอโอดีนรังสี ขณะที่บางคนต้องผ่าตัดรักษา
ที่จริงคำว่าไทรอยด์เป็นพิษนั้น ไม่ใช่ชื่อโรค แต่เป็นสภาวะความผิดปกติของร่างกายที่เกิดจากการที่มีระดับฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมไทรอยด์ได้แก่ฮอร์โมน T3, T4 มากเกินไป โดยปกติต่อมไทรอยด์จะเป็นอวัยวะที่สร้างและหลั่งฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้ และจะถูกควบคุมให้อยู่ในระดับปกติด้วยฮอร์โมน TSH ที่สร้างจากต่อมใต้สมองอีกทีหนึ่ง ในคนที่เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ ระบบควบคุมนี้เสียไป ระดับฮอร์โมน T 3 และ T4 สูงมากขึ้นในกระแสเลือด ดังนั้นต่อมไทรอยด์ก็จะไม่อยู่ในการควบคุมของต่อมใต้สมองอีกต่อไปเมื่อตรวจเลือดก็จะพบว่ามีระดับ T3, T4 สูง ขณะที่ TSH ที่มาจากต่อมใต้สมองลดต่ำ
อาการของภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
ระดับฮอร์โมน T 3 และ T4 ในเลือดที่สูงจะกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกาย ทำงานอย่างรวดเร็ว เกิดการเผาผลาญอาหารออกมาเป็นความร้อนมากขึ้นอาการที่พบกันมากคือ เหนื่อยง่าย ใจสั่น ขี้ร้อน เหงื่อออกมาก ขี้หงุดหงิด น้ำหนักลดทั้งๆ ที่กินอาหารจุ ถ่ายบ่อย ผู้หญิงมีประจำเดือนน้อยลง กระดูกบางลง สำหรับผู้สูงอายุ อาจจะมีอาการเบื่ออาหารน้ำหนักลด ซึม และถ้าเป็นมากๆ อาจจะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ตับอักเสบ และดีซ่านได้
สาเหตุของภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
สาเหตุของภาวะไทรอยด์เป็นพิษนั้นมีหลากหลาย เป็นได้ทั้งจากการที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมน T3, T4 ออกมามากเอง หรือจากการได้รับยาฮอร์โมนไทรอยด์เช่นยา Eltroxin, Levothyroxine,Thyroxin หรือ Euthyrox มากเกินไป หรือเกิดจากการอักเสบของต่อมไทรอยด์ ทำให้มีการสลายเอาฮอร์โมนออกสู่ร่างกายมากกว่าปกติ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงที่พบได้บ่อยๆ 2 ชนิด คือไทรอยด์เป็นพิษที่เรียกว่าโรคเกรปซ์ ( Graves ‘ disease ) และโรคไทรอยด์อักเสบ

สัญญาณอันตรายของมะเร็ง 7 ประการ

1.ระบบขับถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะผิดปกติ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือปัสสาวะเป็นเลือด
2.กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียดแน่นท้องเป็นเวลานาน
3.มีอาการเสียงแหบและไอเรื้อรัง

4.มีเลือดหรือตกขาวที่ผิดปกติเช่น มีกลิ่นเหม็น
5.เป็นแผลรักษาไม่หาย
6.ก้อนหูดหรือไฝตามร่างกายโตขึ้น
7.มีก้อนที่เต้านมหรือส่วนต่างๆของร่างกาย ขอให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโดยละเอียดต่อไป

ผลเสียของการกินอาหารตอนกลางคืน และวิธีแก้ไข

การกินอาหารกลางคืน (Night Eating Syndrome) คงเป็นพฤติกรรมที่หลายคนกำลังเป็นอยู่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า มันจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมเร็ว คนที่ชอบกินอาหารกลางคืนจนติดเป็นนิสัยหรือจะเรียกอีกอย่างว่า “นักบริโภคยามรัตติกาล” หากมีพฤติกรรมเช่นนี้ต่อเนื่องไปเป็นเวลานานจนเกิดเป็นความเคยชินที่ไม่ดีจะทำให้นาฬิกาชีวิต (Biological Clock) ในร่างกายเกิดอาการเรรวนไปทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ท้องอืด ตื่นสาย กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาและเป็นโรคกระเพาะอาหาร ฯลฯ

การกินอาหารมื้อดึกหรือกินกลางคืนจะทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นกว่าปกติ เหมือนกับการทำงานล่วงเวลา (Overtime) แทนที่ร่างกายจะได้พักผ่อนกลับต้องมาย่อยอาหารมื้อดึกที่มักจะเป็นมื้อใหญ่เสียด้วย โรคต่างๆที่จะเกิดตามมาสู่คุณจะเริ่มจากโรคอ้วน (Obesity) ตามมาติดๆด้วยโรคความดัน เบาหวาน (Diabetes Mellitus) ฯลฯ สุขภาพของคนที่ติดกินดึกจะทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง

การสังเกตว่าคุณเป็นคนที่ชอบกินอาหารมื้อดึก (Night Eating) หรือไม่ให้สังเกตจากมื้อเช้าจะไม่ค่อยอยากกินอะไร เพราะอิ่มจากการกินตุนเอาไว้จากเมื่อคืน กว่าจะกินอาหารมื้อแรกของวันก็ปาเข้าไปเที่ยงวันหรือรวบยอดเป็นมื้อบ่ายไปเลย ส่วนมื้อต่อไปก็จะเป็นมื้อหลังจากเลิกงานไปเลยอาจจะเป็นเวลาตั้งแต่ 2 ทุ่มขึ้นไปนั่นคือจะกินอย่างเอาจริงเอาจังเลยในมื้อนี้ คนที่ติดกินดึกมักจะนอนไม่ค่อยหลับในตอนกลางคืนเลยมาหลับนกในเวลากลางวันและรูปร่างของคนที่ติดกินดึกจะเป็นคนเจ้าเนื้อและขาดความมั่นใจในรูปร่างทรวดทรงของตนเอง

วิธีแก้นิสัย…ของคนชอบหาอะไรกิน (กลางคืน)

1.กินให้ครบทั้งสามมื้อ เช้า กลางวัน และเย็น คนที่หิวตอนกลางคืนมักชอบงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง หรือไม่กินอาหารอย่างสมดุลในระหว่างวัน

2.ติดป้ายไว้ที่ประตูตู้เย็น หรือตู้กับข้าวว่า “งดบริการหลังอาหารค่ำ”

3.แปรงฟันทันทีหลังอาหารค่ำ เพื่อเตือนตัวเองว่า ห้ามกินอาหารอีกแล้ว

4.ไม่กินอาหารพร้อมกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ ไปด้วย เช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ดูทีวี หรือนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะได้ไม่กินมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

5.การกินมื้อดึกอย่างเดียว ไม่ได้เป็นสาเหตุของน้ำหนักขึ้น แต่เกี่ยวกับจำนวนแคลอรีที่คุณกินมากกว่าเวลากิน ฉะนั้นเลือกกินอาหารแคลอรีต่ำไว้ก่อน ถ้าไม่อาจเลี่ยงการกินตอนกลางคืนได้จริง ๆ

6.ถ้าคุณกินตอนกลางคืน เนื่องจากปัญหาทางจิตใจ คุณต้องหันมาใส่ใจปัญหาที่เกิดขึ้น และดูแลตัวเองในวิธีการที่ได้ผลจริง ๆ หาวิธีการที่ไม่ใช่การกินในการรับมือกับความเครียดของคุณแทน

ขอบคุณข้อมูล : Lisa

ตกขาว

ตกขาว คือของเหลวที่ไหลออกมาจากช่องคลอดเป็นของเหลวที่ถูกขับออกจากโพรงมดลูก ปากมดลูก ปากช่องคลอด และเซลล์ของเยื่อบุผนังช่องคลอดที่ตายและหลุดออกมา

ปริมาณตกขาวจะขึ้นกับแต่ละคน ตกขาวจะมีมากในช่วงไข่ตกในระยะกลางของรอบเดือน นอกจากนั้น ขณะตั้งครรภ์จะพบว่ามีตกขาวมากจนบางครั้งอาจเหนียวหนืด การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ก็จะมีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมาก หลังจากมีกิจกรรมทางเพศอาจมีตกขาวปริมาณมาก การใช้ยาคุมกำเนิดทำให้มีตกขาวเพิ่มได้

ลักษณะตกขาวปกติ

เป็นมูกใส พบได้ในระยะกลางของรอบเดือนเมื่อไข่สุก
สีขาวขุ่นข้นเหมือนแป้งเปียก มักพบก่อนมีประจำเดือน
ลักษณะตกขาวผิดปกติ

ตกขาวจะมีสีเหลืองปนเขียว น้ำตาล หรือปนเลือด
มีปัสสาวะแสบขัด
คันช่องคลอด
เจ็บท้องน้อย
หากมีอาการดังกล่าวควรจะต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาไม่ให้เชื้อโรคลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ

สาเหตุของอาการตกขาวผิดปกติ
เกิดจาการอักเสบภายในหรือมีการติดเชื้อ
มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างในช่องคลอด
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
มีเนื้องอกซึ่งหากเกิดจาเนื้องอกแล้วมักมีเลือดปนด้วย
สตรีวัยทอง มีภาวะขาดฮอร์โมน ทำให้ช่องคลอดแห้ง อักเสบง่าย

การรักษา ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ แพทย์จะตรวจภายในและนำตกขาวมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อแต่ละชนิดหรือย้อมสีเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาเชื้อ จากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อโรค เพื่อบำบัดรักษาการอักเสบติดเชื้อซึ่งยาที่ใช้มีหลายชนิด ทั้งชนิดสอดช่องคลอด ชนิดรับประทาน หรืออาจให้ยาทาภายนอกร่วมด้วยตามความเหมาะสม

ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด ไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาที่โฆษณามากมาย เพราะอาจระคายเคืองและอาจทำลายเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดตามปกติด้วย
ในการทำความสะอาดให้เช็คอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ช่องคลอด
หลีกเลี่ยงสเปรย์ดับกลิ้นหรือสบู่กลิ่นแรงที่ทำให้ระคายเคือง
ควรใส่กางเกงใน ที่ทำจากผ้าฝ้าย เพราะระบายอากาศได้ดีไม่อับชื้น
กางเกงใน ผ้าเช็ดตัว ผ้าถุงควรชักแล้วตากแดด ไม่ควรตากในร่มหรือในห้องน้ำ
หลีกลี่ยงกางเกงรัดรูป
หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด ถ้าใช้ควรเปลี่ยนบ่อยๆ
แนะนำคู่นอนทำความสะอาดมือและอวัยวะเพศก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์
รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ

สรุป ความสัมพันธ์ระหว่าง “วัย” กับ “ตกขาว”

วัยเด็ก มักเกิดจากความสกปรก สุขอนามัยไม่ดี ทำความสะอาดไม่เป็น
วัยเจริญพันธุ์ มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
วัยหมดประจำเดือน มักเกิดจากการขาดฮอร์โมน ทำให้ช่องคลอดแห้ง ระคายเคืองง่าย

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย จำเป็นหรือไม่?

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย เป็นการผ่าตัดเล็กที่ทำกันบ่อยมาก จนเกือบถือว่าเป็นเรื่องปกติวิสัย ทั้งนี้การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายในบางกลุ่มชนเป็นสิ่งปกติวิสัย เช่นชาวยิว ที่จะขลิบหนังหุ้มปลายตั้งแต่แรกคลอด และชาวมุสลิมที่ขลิบในวัยเด็ก แต่ในประชาชนทั่วไปมีความเชื่อกันว่าการขลิบหนังหุ้มปลายจะทำให้สามารถดูแลทำความสะอาดได้ดีขึ้น ป้องกันการติดโรคบางชนิด และป้องกันมะเร็ง เป็นต้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องตามวิชาการแพทย์ที่ได้มีการศึกษาวิจัยในปัจจุบัน

พัฒนาการของหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย

หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย เป็นอวัยวะที่มีอยู่ตามปกติ ปกคลุมส่วนปลายของอวัยวะเพศอยู่ เชื่อกันว่าทำหน้าที่ในการปกป้องส่วนปลายของอวัยวะเพศ และมีหน้าที่ในการรับรู้ความรู้สึกโดยเฉพาะเมื่อมีการกระตุ้นทางเพศ เพราะมีใยประสาทที่มีความไวเป็นจำนวนมากในบริเวณนี้ หลังคลอดหนังหุ้มปลายจะปิดปกคลุมปลายของอวัยวะเพศจนมิด และจะค่อยๆเผยออกจนสามารถมองเห็นรูเปิดของท่อปัสสาวะได้ แต่อย่างไรก็ดีเด็กอายุ 3 ปีจะมีอยู่ประมาณร้อยละ 10 ที่หนังหุ้มปลายไม่เปิด แต่ยังสามารถถ่ายปัสสาวะได้ เมื่อติดตามมาจนกระทั่งอายุ 6ปี จะมีประมาณร้อยละ 8 ที่หนังหุ้มปลายไม่เปิด และเหลือเพียงร้อยละ 1 ที่หนังหุ้มปลายไม่เปิดจนถึงอายุ 16 ปี

ถึงอย่างไรก็ดีเมื่อหนังหุ้มปลายเปิดใหม่ๆจะยังไม่สามารถเปิดได้หมดเพราะยังมีเยื่อบางๆติดยึดอยู่กับปลายอวัยวะเพศ สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยๆว่าเมื่อเด็กชายถ่ายปัสสาวะจะเห็นหนังหุ้มปลายโป่งพองออกเหมือนลูกโป่ง สิ่งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ปกติ บางครั้งอาจจะเห็นก้อนขาวๆ อยู่ใต้หนังหุ้มปลายก็เกิดจากการลอกตัวของเยื่อบุผิวกับไขมันมาจับตัวเป็นก้อนก็ถือได้ว่าไม่ใช่สิ่งผิดปกติที่น่าตกใจแต่ประการใด

หนังหุ้มปลายไม่เปิดคืออะไร?

ตามที่กล่าวข้างต้นว่าหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายเมื่อถึงเวลาที่เหมาสมก็สามารถเปิดเองได้ มีเพียงจำนวนไม่มากนักที่จะไม่เปิดเมื่อถึงวัยรุ่น ดังนั้นคำจำกัดความของหนังหุ้มปลายไม่เปิดจะครอบคลุมเฉพาะหนังหุ้มปลายที่มีลักษณะเป็นพังผืดตรงปลายไม่สามารถยืดออกได้และไม่มีแนวโน้มจะเปิดได้เอง การวินิจฉัยอาศัยการตรวจร่างกายเป็นหลัก ไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมืใดๆในการตรวจวินิจฉัย

รูปแสดงหนังหุ้มปลายไม่เปิด

ปัญหาที่เกิดขึ้นหากหนังหุ้มปลายไม่เปิด ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อหนังหุ้มปลายไม่เปิดได้แก่

  1. มีของเสียขังอยู่ใต้หนังหุ้มปลาย มีลักษณะเป็นก้อนขาวๆ เกิดจากากรลอกตัวของเยื่อบุผิวและไขมันที่ลอกตัวออกมา อาจจะมีตะกอนจากน้ำปัสสาวะปนอยู่บ้าง ไมได้เป็นความผิดปกติที่อันตรายแต่อย่างใด เมื่อหนังหุ้มปลายเปิดออกก็จะลอกหลุดเอง หรือสามารถชะออกได้ในขณะทำความสะอาด
  2. หนังหุ้มปลายร่นรัด จะมีลักษณะที่มีรอยคอดรัดหนังหุ้มปลายจนทำให้ส่วนปลายบวม ไม่สามารถรูดหนังหุ้มปลายได้อีก มักเกิดจากการที่รูดหนังหุ้มปลายถอยไปแล้วไม่ได้รูดกลับ เกิดขณะปัสสาวะ หรืออาบน้ำทำความสะอาด หรือสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง
  3. ปัสสาวะลำเล็ก มีการโป่งพองออกของหนังหุ้มปลาย หากหนังหุ้มปลายมีช่องเล็กมากเมื่อเด็กถ่ายปัสสาวะจะต้องออกแรงเบ่งมาก หนังหุ้มปลายจะโป่งออกเหมือนลูกโป่ง สร้างความวิตกกังวลแก่พ่อ แม่ แต่สามารถหายเป็นปกติได้เมื่อเด็กโตขึ้น
  4. มีการอักเสบบริเวณปลายอวัยวะเพศ มีการบวม แดง เจ็บ หรือมีน้ำปัสสาวะขุ่นๆออกมาตรงปลาย ซึ่งการรักษาจะต้องทำความสะอาด ให้ยาปฏิชีวนะ และเมื่อหายแล้วอาจจะเป็นข้อบ่งชี้ในการขลิบหนังหุ้มปลาย แต่บางท่านก็ยังแนะนะให้รอดูอาการก่อน เพราะหากสามารถดูแลความสะอาดได้ดีก็จะไม่มีการอักเสบอีก
  5. หากทิ้งไว้จนถึงวัยผู้ใหญ่ มีโอกาสจะเกิดมะเร็งอวัยวะเพศได้สูงกว่าคนอื่นที่หนังหุ้มปลายเปิด

รูปแสดง หนังหุ้มปลายร่นรัด

การขลิบหนังหุ้มปลายช่วยป้องกันโรคได้หรือไม่?

เคยมีความเชื่อว่าการขลิบหนังหุ้มปลายช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริงการขลิบหนังหุ้มปลายสามารถป้องกันและลดการแพร่โรคได้เฉพาะบางโรคเท่านั้น เช่น หูด หงอนไก่ เป็นต้น เพราะหนังหุ้มปลายที่ยาวอาจจะซ่อนรอยโรคเหล่านี้ไว้ แต่โรคอื่นๆไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการขลิบหนังหุ้มปลายจะช่วยป้องกันได้ รวมถึง HIV ด้วย นอกจากนั้นในด้านการป้องกันมะเร็งอวัยวะเพศนั้นการขลิบหนังหุ้มปลายเมื่อหนังหุ้มปลายไม่เปิดจริงๆ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็สามารถป้องกันโรคนี้ได้ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าชาวมุสลิมมีอัตราการเกิดมะเร็งอวัยวะเพศต่ำมาก

หนังหุ้มปลายอาจจะมีประโยชน์ในอนาคต

หนังหุ้มปลายมีลักษณะพิเศษที่มีความบาง มีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมากและไม่มีขน ด้วยลักษณะพิเศษนี้ทำให้แพทย์สามารถใช้หนังหุ้มปลายเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดตบแต่งท่อปัสสาวะ โดยการนำเอาหนังหุ้มปลายม้วนเป็นท่อ หรือนำไปเสริมท่อปัสสาวะกรณีที่ท่อปัสสาวะผิดปกติ หรือมีท่อปัสสาวะตีบตัน ดังนั้นหากมีการขลิบหนังหุ้มปลายโดยไม่ได้ตรวจให้แน่นอนว่ามีท่อปัสสาวะผิดปกติหรือไม่ หากท่อปัสสาวะผิดปกติแต่กำเนิดแล้วก็จะพลาดโอกาสในการนำหนังหุ้มปลายมาใช้ในการแก้ไขท่อปัสสาวะได้

รูปแสดงท่อปัสสาวะผิดปกติที่อาจจะต้องใช้หนังหุ้มปลายมาผ่าตัดตบแต่งให้ปกติ

การรักษาหนังหุ้มปลายไม่เปิด

  1. การรักษาโดยวิธีประคับประคอง การรักษาในขั้นตอนแรก พ่อแม่ สามารถช่วยดึงหนังหุ้มปลายให้ค่อยๆเปิดได้ โดยอาจจะใช้ครีม หรือโลชั่นทาบางๆให้หนังหุ้มปลายมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ค่อยๆทำทีละน้อย ขณะอาบน้ำ หรือขณะนอนหลับ แต่ได้มีการศึกษายืนยันว่าการใช้ครีม steroid ที่มีความเข้มข้นไม่มากเกินไป ทาบริเวณหนังหุ้มปลายจะช่วยให้หนังหุ้มปลายเปิดได้ ยาที่ใช้ได้แก่ betamethasone 0.05% ทาวันละ 2-3 ครั้งบริเวณปลายสุดของหนังหุ้มปลาย เด็กกว่าร้อยละ 90 หนังหุ้มปลายจะเปิดได้ แต่หากใช้เวลากว่า 3 เดือนไม่เห็นผลก็ควรเปลี่ยนวิธีการรักษา
  2. การขลิบหนังหุ้มปลาย การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ ถือเป็นวิธีการักษาหลังสุดหลังจากไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นแล้ว ในวัยรุ่น สามารถทำโยการใช้ยาชาเฉพาะที่แต่ในวัยเด็กจะต้องดมยาสลบ เพราะเด็กจะต่อต้าน ข้อบ่งชี้ในการขลิบหนังหุ้มปลายได้แก่

  1. หนังหุ้มปลายไม่เปิดที่มีลักษณะของพังผืดบริเวณปลายชัดเจน ซึ่งมีแนวโน้มจะไม่เปิดได้เอง ดังที่กล่าวมาในตอนต้น
  2. หนังหุ้มปลายไม่เปิด จนมีอาการปวดเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัว
  3. มีการอักเสบบริเวณปลายอวัยวะเพศ เป็นๆหายๆ
  4. มีทางเดินปัสสาวะอักเสบ เป็นๆหายๆ ที่ไม่สามารถหาสาเหตุอื่นได้
  5. ท่อไตมีลักษณะผิดปกติ โดยมีปัสสาวะไหลย้อนกลับสู่ไตเมื่อถ่ายปัสสาวะทั้งนี้เกิดจากรอยต่อของท่อไตส่วนปลายที่ต่อลงกระเพาะปัสสาวะมีลักษณะของหูรูดที่ไม่แข็งแรงพอ ซึ่งโดยปกติหูรูดส่วนนี้จะแข็งแรง ไม่มีปัสสาวะไหลย้อนกลับในขณะเบ่งปัสสาวะ หากหนังหุ้มปลายไม่เปิดและต้องออกแรงเบ่งปัสสาวะมากก็จะยิ่งทำให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับมากขึ้น

รูปแสดงการขลิบหนังหุ้มปลาย

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศถือเป็นหัตถการที่ไม่ยุ่งยากนัก หากทำอย่างถูกต้อง แต่อย่างไรก็ดีมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนได้ถึงร้อยละ 2 อาการแทรกซ้อนที่พบได้แก่ การมีเลือดออกบริเวณผ่าตัด มีการอักเสบติดเชื้อเป็นต้น และยังมีรายงานการเกิดภยันตรายต่ออวัยวะเพศ จนเกิดท่อปัสสาวะตีบตัน และที่ร้ายที่สุดคือปลายอวัยวะเพศได้รับภยันตรายจนขาด

สรุป

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย มีข้อพึงพิจารณามากมาย นอกจากกรณีที่เป็นการขลิบตามหลักศาสนาแล้ว สมควรที่จะให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความเหมาะสมว่าสมควรจะต้องขลิบหนังหุ้มปลายหรือไม่ ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำบุตรหลานไปรับคำปรึกษาได้ในโรงพยาบาลทั่วไปที่มี ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ศัลยแพทย์ทั่วไปหรือกุมารศัลยแพทย์

ศาสตราจารย์นายแพทย์วชิร คชการ
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ
ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

เอกสารอ้างอิง

McGregor T, Pike J, Leonard M. Pathologic and Physiologic Phimosis. Can Fam Physician 2007;53:445-8.
Hill G. The case against circumcision. JMHG 2007;4:318-23.
Hinchley G. Is infant male circumcision an abuse of the rights of child? BMI 2007;335:1180-1.

นั่งทำงานหน้าคอมให้ถูก หลังดี ไม่มีปวด

ทุกวันนี้สิ่งที่เราต้องเผชิญอยู่เสมอ คือ การนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นเพราะทำงาน เล่นเกมส์ เล่นเฟสบุค หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลให้เรามีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลังทั้งนั้น เพราะต้องก้มศีรษะลงขณะใช้งานใช้คีย์บอร์ดและเมาส์ ทั้งยังต้องยกแขนไปมา  แถมยังทำให้ต้องใช้กล้ามเนื้อคอมากเกินไป เกิดอาการเกร็ง หรือตึงกล้ามเนื้อ เมื่อนั่งทำงานไปนานๆ มักปวดคอ ศีรษะ หรือคอตึง คอเกร็ง ทั้งยังทำให้เสียบุคลิกอีกด้วย …แล้วแบบนี้เราจะมีวิธีรับมืออย่างไร ไปหาคำตอบกันเลยดีกว่า

วิธีปฏิบัติแก้อาการปวดหลัง

1. การเลือกขนาดของโต๊ะ เก้าอี้ให้เหมาะสมพอดีกับสรีระ

2. ไม่ควรใช้เก้าอี้สปริงที่เอนได้ เพราะไม่มีการรองรับหลังเท่าที่ควร ควรเลือกเก้าอี้ที่เอนได้และมีความสูงของเก้าอี้และโต๊ะได้ระดับ

3. นั่งในท่าที่เหมาะสมและมีหมอนรองหลัง ไม่ควรนั่งขัดสมาธิเวลาใช้คอมนานๆ เพราะจะทำให้เมื่อยมากกว่าเดิม 2 เท่า เนื่องจากเมื่อยจากท่านั่งขัดสมาธิอยู่แล้ว ควรนั่งบนเก้าอี้ปกติ เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะในตำแหน่งมาตรฐาน ควรหาหมอนขนาดกำลังพอเหมาะมารองพนักพิงหลัง เพื่อรองรับกระดูกสันหลัง ชะลออาการเมื่อยได้ หากต้องทำงานหรือต้องนั่งหน้าคอมเวลานาน ควรเลือกเก้าอี้ที่ช่วยให้นั่งสบายเวลาทำงานโดยเฉพาะ

4. คอมพิวเตอร์ที่ใช้ต้องปรับให้จออยู่ในระดับสายตา คือกึ่งกลางของจออยู่ระดับสายตา ให้อยู่ห่างระดับสายตาประมาณ 2.5 ฟุต กำลังพอเหมาะ และอยู่ในระดับสายตา พอดีกับระดับเก้าอี้ที่นั่ง นอกจากนี้การใช้จอแบบ LED ที่แพร่หลายในปัจจุบัน เพื่อลดการสะท้อนของเงาและช่วยถนอมสายตาอีกด้วย

5. แป้นคีย์บอร์ด ควรอยู่ในระดับข้อศอก ข้อมือ จะได้ไม่ต้องยกแขนขึ้นมาพิมพ์ ตั้งจอ ปรับจอให้อยู่ในระดับสายตา ไม่ไกล ไม่ใกล้จนเกินไป

6. ใช้เมาส์ ควรเป็นแทรกกิ้งบอล หรือไร้สาย ที่นำมาใกล้ตัวได้ ใช้ถนัดไม่ต้องยื่นแขน

7. ควรนั่งเก้าอี้ให้เต็มก้น

8. ลุกขึ้น เปลี่ยนอริยาบถ เราไม่ควรนั่งท่าเดิมๆเป็นเวลานานติดต่อกัน ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ หาของกิน เข้าห้องน้ำ หรือออกไปยืดเส้นยืดสายบ้างข้างนอกบ้างก็ได้ ทุกๆ 30-45 นาที ออกไปข้างนอกตัวอาคารได้เลยยิ่งดี เพื่อที่จะให้สายตาได้เจอกับแสงในระดับที่ต่างกันบ้าง หรือไม่ก็ลุกขึ้นทำท่ายืดกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ คอ แขน หลัง และ ขา ยืดค้างไว้ข้างละประมาณ 10 วินาที

9. กระพริบตา มองออกไปในระยะไกล  การกระพริบตาถี่ๆ จะช่วยให้น้ำมาหล่อเลี้ยงดวงตามากขึ้น หรือหลับตาเอนหลังสักพัก เพื่อให้ดวงตาได้พักผ่อน เหมือนนอนหลับ หรือจะมองออกไปในระยะไกลสุดสายตา ไม่ต้องจ้องหรือโฟกัสจุดไหน เพราะตาจะได้ไม่เกร็ง เป็นการผ่อนคลายสายตาได้ดีมากวิธีหนึ่ง นอกจากนี้การดื่มน้ำเป็นระยะๆและ นำฝ่ามืออุ่นๆมาประคบดวงตา ยังช่วยผ่อนคลายอาการเมื่อยของดวงตาได้

10. ควรบริหารร่างกายอยู่สม่ำเสมอ ท่าง่ายๆ นอกจากเดินไปมาคือการบีบคอ ยืดกล้ามเนื้อคอ เอียงไปซ้ายและขวา ก้มหน้าเงยหน้า โดยแต่ละท่าค้างไว้ 10 วินาที ต่อมาเป็นการยืดกล้ามเนื้อหลังโดยการก้มตัว หน้าอกประชิดหัวเข่า การยืดและคลายกล้ามเนื้อควรทำช้าๆ และค้างไว้ 10 วินาทีเช่นกัน เพื่อให้กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นยืดตัว ถ้าก้มแรงๆ หรือกระแทกแรงๆ จะทำกล้ามเนื้อฉีกขาดหรือบาดเจ็บได้

            แม้ว่าวิธีที่กล่าวมาทั้งหมด จะไม่ได้ช่วยป้องกัน 100% ดังนั้น แต่อย่างน้อยก็สามารถช่วยลดอาการปวดลงได้  ดังนั้นแล้วกันไว้ดีกว่าแก้ทีหลังนะคะ อะไรที่เราพอทำได้ ก็ไม่ควรละเลย

ที่มา Interscholarship.com

ทำอย่างไร เมื่ออุบัติเหตุจากรถ

ประชาชนทุกคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ว่าผู้ประสบภัยนั้นจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ในรถหรือนอกรถ เป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร เจ้าของรถ คนเดินถนน หรือแ้ม้กระทั่้งขณะกำลังนอนหลับอยู่ในบ้านแล้วถูกรถชนบ้าน หากได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอันเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

การที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด เพื่อ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ ที่ได้รับบาดเจ็บ/ เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีกรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล/สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ

ซึ่งเป็นสวัสดิการสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายเพราะเหตุประสบภัยจากรถ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

ทำอย่างไรเมื่อประสบภัยจากรถ?
ทันทีที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถ หรือเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ขอให้รีบผู้ที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ใกล้และสะดวกที่สุด เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายโดยแจ้งว่าเป็นผู้บาดเจ็บโดยอุบัติเหตุจากรถควรตรวจดูว่ารถคันที่ก่อให้เกิดเหตุ มีการประกันภัยหรือไม่ ประกันภัยกับบริษัทอะไร เลขที่เท่าใดเพื่อที่จะแจ้งกับโรงพยาบาลและบริษัทประกันภัยได้ถูกต้อง

ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ

เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือผู้พบเห็นควรปฏิบัติดังนี้
กรณีมีผู้บาดเจ็บ
1. นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและสะดวกที่สุดก่อน
2. แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
3. แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
4. เตรียมเอกสาร
ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการกรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
5. ให้ชื่อ ที่อยู่ ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ

การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นผ่านโรงพยาบาล
เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัย
ให้เตรียมเอกสารดังนี้

1.สำเนากรมธรรม์ของรถ (ใบเสร็จรับเงินจาก บริษัทประกัน)
2.สำเนาใบบันทึกประจำวันของตำรวจ (เจ้าหน้าที่ตำรวจรับรองสำเนาถูกต้อง)
3.สำเนาคู่มือรถหน้าจดทะเบียนและหน้ารายการเสียภาษีหรือสำเนาสัญญาซื้อขาย(สมุดเขียว /น้ำเงิน)
4.สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประสบภัย
5.สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถ

มีสิทธิข้าราชการ อุบัติเหตุจากรถ ต้องใช้สิทธิไหนก่อน? 
เมื่อผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเข้ามารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลรามาธิบดี ตามนัยมาตรา9 แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2535 ของระบบราชการ ต้องใช้สิทธิพรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ

มีสิทธิบัตรประกันสุขภาพ อุบัติเหตุจากรถ  จะใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพก่อนโดยไม่ใช้พรบ.ผู้ประสบภัยจากรถได้หรือไม่? 
ตามระเบียบกระทรวงสาธารณะสุข ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ.2540 ต้องใช้สิทธิตามพรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ ก่อน

ค่าเสียหายเบื้องต้นคืออะไร มีวงเงินเท่าใด?


ค่าเสียหายเบื้องต้น
หมายถึงค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เช่น ค่ายา ค่าอาหารทางเส้นเลือด ค่าออกซิเจน ค่าอวัยวะเทียม ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าตรวจ ค่าห้อง และค่าอาหารตลอดเวลาที่เข้ารับการรักษา รวมถึงค่าพาหนะนำผู้ประสบภัยไปโรงพยาบาล แต่ทั้งนี้ไม่รวมค่าจ้างพยาบาลพิเศษและค่าบริการอื่นทำนองเดียวกัน ค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับรักษาพยาบาลนี้ ผู้ประสบภัยจะได้รับตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท

ความคุ้มครองเบื้องต้นตามพ.ร.บ.
ผู้ประสบภัย จะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ เป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับ แต่บริษัทได้รับคำร้องขอ ค่าเสียหาย ดังกล่าว เรียกว่า “ค่าเสียหายเบื้องต้น” โดยมีจำนวนเงินดังนี้

  • กรณีบาดเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน15,000บาท 
  • กรณีเสียชีวิต จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้ง แต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา)
  • กรณีเสียชีวิตภายหลังการรักษาพยาบาล จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้ง แต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) รวมแล้วจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท 

การพิสูจน์ความรับผิดตามกฎหมาย
กรณีที่ได้รับบาดเจ็บ คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท
กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
ผู้ขับขี่รถประกันที่เป็นฝ่ายผิดรับ 15,000 บาท เท่านั้น เฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้น

ความคุ้มครองของพรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 มีการคุ้มครองเปลี่ยนไปจากเดิมยังไง?

  • ประกาศมาจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ กปภ. ในส่วนที่มีการปรับเพิ่ม ก็เป็นการเพิ่มให้ประโยชน์กับตัวผู้บริโภคโดยตรง คือมีการปรับเพิ่มในกรณีเสียชีวิตและทุพลภาพ ซึ่งจากเดิมกำหนดไว้แค่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน ก็ปรับเพิ่มเป็น 200,000 บาทต่อคน เพิ่มอีกเท่าตัว
  •  ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามาใหม่ พรบ.เดิม สิ้นสุดตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2552 จะไม่มีในเรื่องของค่าชดเชยรายวัน กรณีที่ประสบเหตุและต้องเข้ารักษาตัวเป็นคนไข้ในในโรงพยาบาล ของเดิมไม่มี ของใหม่กปภ.ได้ประกาศเพิ่มให้ ว่าให้มีความคุ้มครองในเรื่องของการชดเชยรายวัน กับกรณีเข้ารักษาในโรงพยาบาลในกรณีคนไข้ในด้วย โดยกำหนดจำนวนเงินค่าเสียหายเอาไว้สูงสุดวันละไม่เกิน 200 บาท รวมกันไม่เกิน 20 วัน เพราะฉะนั้นสูงสุดที่เพิ่มขึ้นมา คือ 4,000 บาท

การขอรับค่าเสียหาย ผู้ประสบภัยจากรถ หรือทายาท มีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายได้จาก

  • บริษัทประกันภัย โดยผู้ประสบภัยอยู่ในรถคันใด จะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทที่รับประกันภัยรถคันนั้น 
  • กรณีหากรถ2 คัน ไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก เช่น คนข้ามถนน กรณีนี้บริษัทที่รับประกันภัยรถทั้งสองคัน จะร่วมกันเฉลี่ยชดใช้ความเสียหายเบื้องต้นสำหรับค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น จะได้รับภายหลังจากที่มีการพิสูจน์ความถูกผิดเรียบร้อยแล้ว

*** กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย จ่ายเฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้นตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น 

เป็นผู้โดยสาร หรือ บุคคลภายนอกรถ (บุคคลที่3) แล้วมีรถชนกัน2ฝ่ายจะใช้พรบ.ของรถคันไหนก่อน? 
การเบิกค่าเสียหายเบื้องต้น ผู้ประสบภัยโดยสารหรือได้รับความเสียหายจากรถคันไหนให้เบิกค่าเสียหายเบื้องต้นจากรถคันนั้น แต่ถ้าผู้ประสบภัยเป็นบุคคลภายนอกให้เบิกค่าเสียหายเบื้อต้นจากรถที่เกิดเหตุ(หรือเบิกจากกองทุนเงินทดแทน)

ดังนั้นกรณีที่มีผู้ประสบภัยจากรถ ท่านสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนโดยที่ท่านจะรับการรักษาด้วยความสะดวกรวดเร็วไม่น้อยกว่ามาตรฐานของโรงพยาบาล เมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยหรือญาติจะต้องแจ้งความประสงค์ในการใช้สิทธิตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และให้ญาติเตรียมเอกสารดังกล่าวข้างต้นให้กับโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลจะเป็นผู้ตั้งเบิกต่อบริษัทประกันแทนผู้ประสบภัย ตามค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 15,000 บาท โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

อาชีพอิสระทั่วไป ก็มีสิทธิผู้ประกันตนนอกระบบ(ม.40)ได้

การขยายประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ หรือผู้มีอาชีพอิสระ ให้สามารถเป็นส่วนหนึ่งประกันสังคม โดยได้มีการผลักดันร่าง พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ฉบับแก้ไข เพื่อรัฐร่วมจ่ายในมาตรา 40 และแก้ไขพระราชกฤษฎีกา เพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ของมาตรา 40 ให้เป็นที่จูงใจ โดยเป็นระบบสมัครใจ


ผู้ประกันตนมาตรา 40 หมายถึง บุคคลที่มิใช่ลูกจ้างตามมาตรา 33 หรือเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจ มาตรา 39 เรียกว่า ผู้ประกันตนโดยอิสระ
   
 
คุณสมบัติในการสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40
ต้องเป็นผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ ณ วันสมัครไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ไม่เป็นลูกจ้างในสถานประกอบการ) หรือผู้ประกันตนโดยสมัครใจ มาตรา 39 สมัครโดยลงลายมือชื่อในใบสมัครด้วยตนเองพร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และจ่ายเงินสมทบงวดแรกได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศเลือกทางเลือกใน การจ่ายเงินสมทบได้ 2 ทางเลือก คือ

ชุดสิทธิประโยชน์ 1 จ่าย 100 บาท/เดือน (จ่ายเอง 70 บาท รัฐสนับสนุน 30 บาท)

ชุดสิทธิประโยชน์ 2 จ่าย 150 บาท/เดือน (จ่ายเอง 100 บาท รัฐสนับสนุน 50 บาท) ความเป็นผู้ประกันตนจะเริ่มตั้งแต่วันที่จ่ายเงินสมทบงวดแรก

หมายเหตุ รัฐสนับสนุนในระยะแรกทั้งนี้ จนกว่าสำนักงานประกันสังคมจะประกาศเป็นอย่างอื่น

 การแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูล
เมื่อเป็นผู้ ประกันตนแล้วหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช่น เปลี่ยนคำนำหน้านาม ชื่อ – สกุล ที่อยู่ที่ติดต่อขอเปลี่ยนทางเลือกจ่ายเงินสมทบ หรือแจ้งความไม่ประสงค์เป็นผู้ประกันตนต่อไป (ลาออก) เป็นต้น ให้แจ้งต่อสำนักงานประกันสังคม
กรณีขอเปลี่ยนทางเลือกจ่ายเงินสมทบจะทำได้ปีละ 1 ครั้ง ก่อนวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไป

 ประโยชน์ทางภาษี
    –  เงินสมทบในแต่ละปี ใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยใช้ใบเสร็จรับเงินที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเป็นหลักฐาน
 
 สิทธิประโยชน์พื้นฐาน
   
1.  เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย  เมื่อนอนโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยในตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้จำนวน 200 บาทต่อวัน ไม่เกิน 20 วันต่อปี เงื่อนไขจ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 4 เดือน (การรักษาพยาบาลใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง) จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)
   
2.  เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ  รับเงินทดแทนการขาดรายได้จำนวน 500 – 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลานานถึง 15 ปี เงื่อนไข เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือนขึ้นไป (ต้องเป็นผู้ทุพพลภาพหรือทุพพลภาพเพิ่มขึ้นตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการ แพทย์)
   
3.  ค่าทำศพ (เสียชีวิต) จะได้รับค่าทำศพจำนวน 20,000 บาทต่อราย  เงื่อนไข จ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือน ภายในระยะเวลา 12 เดือน
   
4.  เงินบำเหน็จชราภาพผู้ประกันตนสามารถรับเงินก้อนเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เงื่อนไข มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์
 
 ทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคุณ
     เพื่อสิทธิประโยชน์ดังกล่าวสำนักงานประกันสังคมขอเสนอทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคุณด้วยชุดสิทธิประโยชน์ ดังนี้
 
 ชุดสิทธิประโยชน์ 1 (จ่ายเงินสมทบ 100 บาท/เดือน)

สิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 3 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย  เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ  เงินค่าทำศพ
 
 เงินสมทบที่จ่าย
ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบเดือนละ 100 บาทต่อเดือน หรือวันละประมาณ 3 บาท *ในระยะแรกรัฐบาลมีนโยบายอุดหนุนให้ 30 บาท และผู้ประกันตนจ่าย 70 บาท
 
 ชุดสิทธิประโยชน์ 2 (จ่ายเงินสมทบ 150 บาท/เดือน)

สิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 4 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย  เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ  เงินค่าทำศพ  เงินบำเหน็จชราภาพ (เงินออมกรณีชราภาพ)
 
 จ่ายเงินสมทบ
ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบเดือนละ 150 บาทต่อเดือน หรือวันละประมาณ 5 บาท *ในระยะแรกรัฐบาลมีนโยบายอุดหนุนให้ 50 บาท และ ผู้ประกันตนจ่าย 100 บาท

***ทั้งนี้ผู้ประกันตนที่ประสงค์รับเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มขึ้นสามารถจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาทต่อเดือน

หมายเหตุ ทั้งนี้ ในการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 40 จ่ายเป็นรายเดือน ๆ ละ 1 ครั้ง และจ่ายเงินสมทบล่วงหน้าได้ครั้งละไม่เกิน 12 เดือน แต่ไม่สามารถจ่ายเงินสมทบย้อนหลังได้
 
วิธีการนำส่งเงินสมทบ

    1.  ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 สามารถนำส่งเงินสมทบได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่ท่านสะดวก
    2.  ชำระได้ที่เคาน์เตอร์วิสทุกแห่ง
    3.  หักผ่านบัญชี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน โดยผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมเอง ซึ่งมีค่าธรรมเนียม 5 บาทต่อครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2554 เป็นต้นไป

หมายเหตุ การชำระเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสจะเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 10 บาท ในส่วนการชำระผ่านธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จะมีค่าธรรมเนียม 5 บาทต่อครั้ง โดยจะได้รับใบเสร็จรับเงินทันที  แต่ผู้ประกันตนต้องนำใบเสร็จรับเงินที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสที่ออกให้พร้อม สมุดนำส่งเงินสมทบมาตรา 40 ไปติดต่อที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ทำการประทับตราในสมุดนำส่งเงินสมทบ  เนื่องจากต้องใช้ประกอบการยื่นเรื่องเมื่อมีการรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ

 เอกสารประกอบการสมัคร

   1.   แบบการขึ้นทะเบียนการเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 (สปส.1-40)
   2.  บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้พร้อมสำเนา
   
 สถานที่ในการขึ้นทะเบียน

    1.  สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา
    2.  หน่วยบริการเคลื่อนที่
    3.  สมัครผ่านตัวแทน (เจ้าหน้าที่ประกันสังคม)
   
หมายเหตุ ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ได้มีการออกหน่วยบริการเคลื่อนที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่สนใจสมัคร มาตรา 40 โดยสามารถกรอกแบบฟอร์มสมัครผ่านเจ้าหน้าที่/ตัวแทน แต่ยังไม่มีการเก็บเงินสมทบ ทั้งนี้ในการเก็บเงินสมทบจะเริ่มเก็บในเดือน พฤษภาคม 2554 หรือสามารถติดต่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนได้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา

ติดตามข่าวสารได้ทางFacebook   https://th-th.facebook.com/SSOM40