จ่ายหลักร้อย คุ้มครองหลักแสน พ.ร.บ. ช่วยได้

จ่ายหลักร้อย คุ้มครองหลักแสน พ.ร.บ. ช่วยได้

ผู้ใช้รถบางคนไม่เห็นความสำคัญของการทำประกันหรือต่อ พ.ร.บ. แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาความเสียหายที่คุณต้องชดใช้นั้นเทียบไม่ได้เลยกับค่าทำ พ.ร.บ. เพียงไม่กี่ร้อยบาท ซึ่งช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายกรณีบาดเจ็บ – เสียชีวิตสูงสุดถึง 200,000 บาท ส่วนความคุ้มครองอื่นๆ มีอะไรบ้างนั้น วันนี้มาหาคำตอบกัน

ทำ พ.ร.บ. ดีอย่างไร
คุ้มครองความเสียหายเบื้องต้นทั้งตนเองและคู่กรณี
เมื่อคู่กรณีเกิดชนแล้วหนี ยังมีค่ารักษาพยาบาล
มีสิทธิ์ต่อทะเบียนรถประจำปี
จ่ายเบี้ยถูกคุ้มครองหลักแสน

ความคุ้มครองการทำประกันภัยภาคบังคับ พ.ร.บ.
1. ความคุ้มครองเบื้องต้น
(ไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด) วงเงินคุ้มครอง
1.1 กรณีบาดเจ็บเบื้องต้น (ตามจริง) 30,000 บาท/คน
1.2 เสียชีวิต / สูญเสียอวัยวะ / ทุพพลภาพถาวร 20,000 บาท/คน
2. ค่าเสียหายส่วนเกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น
(หลังตรวจสอบว่าเป็นฝ่ายถูก) วงเงินคุ้มครอง
2.1 ค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท/คน
2.2 เสียชีวิต / สูญเสียอวัยวะ / ทุพพลภาพถาวร 200,000 บาท/คน
2.3 ค่าชดเชยรายวัน 200 บาท รวมกันไม่เกิน 20 วัน (กรณีเป็นผู้ป่วยใน) สูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท/คน

ตัวอย่าง
     ถ้าคุณขับรถกระบะไปเฉี่ยวชนมอเตอร์ไซค์ล้ม คนขับหัวฟาดพื้นได้รับบาดเจ็บจนต้องนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งถ้าคุณทำพ.ร.บ. ไว้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลของผู้บาดเจ็บ และถ้าคู่กรณีเสียชีวิต พ.ร.บ. ก็จะช่วยจ่ายค่าทำศพและจ่ายเงินชดเชยให้สูงสุดถึง 200,000 บาท แต่ถ้าโชคร้ายรถไม่มี พ.ร.บ. หรือขาดต่อค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะตกเป็นภาระของคุณเพียงคนเดียว

 สรุปง่ายๆ คือรถทุกคันต้องทำ พ.ร.บ. เพราะไม่เพียงแค่ทำตามกฎหมายกำหนด แต่ยังเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพียงจ่ายเงินไม่กี่ร้อยเท่านั้น คุ้ม!

ขอบคุณบทความจาก SILKSPAN.COM

เทคนิคการขับรถขึ้น-ลงเขา

หลายท่านที่ซื้อรถ เชื่อว่าทุกคนย่อมหวังเพื่อสามารถตอบสนองในเรื่องความสะดวกสบายของการเดินทาง แน่นอนว่าในช่วงหยุดยาวอาจจะมีโอกาสได้ขับรถคู่ใจออกไปเที่ยวเติมพลังให้ชีวิตบ้าง บรรดานักขับทั้งหลายคงต้องฝ่าเส้นทางอย่างยอดดอย ยอดภูเขามากมายเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

         วันนี้จึงอยากนำเสนอเทคนิคการขับรถขึ้นเขา ที่จะช่วยให้คุณปลอดภัยและลดภาระของรถยนต์ในการขึ้น-ลงเขา มาให้พิจารณากัน

โดยหลักการขับรถขึ้นเขา พอสรุปได้คร่าวๆ ดังนี้ครับ

* ใช้เกียร์ต่ำ ปรับเปลี่ยนเกียร์เมื่อรถเสียกำลังอย่าลากเกียร์จนหมดแรงส่ง ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ให้ใช้เกียร์ 2 ในการขับขึ้นเขาลงเขา และเปลี่ยนไปใช้เกียร์ D บ้าง เมื่อรถอยู่ในทางราบ การขับให้ใช้เกียร์ช่วยตลอดทางเกียร์อัตโนมัติไม่พังง่ายๆ

  * เมื่อขับลงเขาที่ลาดชันมากและยาวไกล ก่อนเข้าโค้งให้เปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง D มา 2 ถ้า 2 ยังเอาไม่อยู่ให้เปลี่ยนมา L แต่อย่าเปลี่ยนเกียร์ขณะฝนตกทางลื่นรถจะเสียการทรงตัว การใช้เกียร์แต่ละเกียร์ควรดูสภาพทางเป็นหลักในการพิจารณา ส่วนเกียร์ธรรมดาการทำงานจะง่ายกว่า มีเกียร์ให้เล่น 5 ตำแหน่ง และมีคลัทช์ช่วยในการส่งกำลังไปยังล้อตามที่เราต้องการได้ทุกขณะ แต่เกียร์อัตโนมัติบางรุ่นจะทำงานไม่ได้อย่างที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นควรประเมินสภาพทางก่อนใช้เกียร์ดีที่สุด

* การขับเข้าโค้งธรรมดาหรือบนภูเขา ควรมองให้ไกลให้ลึกและให้คนนั่งข้างช่วยดูสภาพทางด้วย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมาให้ใช้วิธีตัดโค้งวิธีนี้จะช่วยให้รถทรงตัวดี, เข้าโค้งได้เร็ว, รถไม่ใช้กำลังมาก ลูกปืนล้อมไม่ทำงานหนัก, ยางก็ไม่ล้มตัวมาก หน้ายางจะสัมผัสผิวถนนได้มากตามไปด้วย แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมา สมมุติจะเข้าโค้งขวาก่อนเข้าโค้งให้ถอนคันเร่งลง หัดพวงมาลัยไปทางซ้ายนิดหนึ่ง แล้วหักพวงมาลัยมาทางขวาเพื่อทำโค้งให้กว้างขึ้น ใช้พื้นที่ถนนทุกตารางนิ้ว ถ้ารถจะเลี้ยวซ้ายก็ให้เลี้ยวทางขวานิดหนึ่งแล้วเลี้ยวซ้าย การฝึกใหม่จะรู้สึกฝืนความรู้สึกบ้าง ถ้าขับชำนาญแล้วก็จะชินไปเอง

* หากมีคนนั่งข้างก็ให้ช่วยดูสภาพทางเมื่อแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมาให้ใช้วิธีตัดโค้ง วิธีนี้จะช่วยให้รถทรงตัวดี, เข้าโค้งได้เร็ว, รถไม่ใช้กำลังมากลูกปืนล้อไม่หนักทำงาน, ยางก็ไม่ล้มตัวมากหน้ายางจะสัมผัสผิวถนนได้มากตามไปด้วย แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมาตัวอย่างเช่น เข้าโค้งขวา ก่อนเข้าโค้งให้ถอนคันเร่งลงหักพวงมาลัยไปทางซ้ายนิดหนึ่งแล้วหักพวงมาลัยมาทางขวาเพื่อทำโค้ง

* การขับรถเข้าโค้งหักศอกขึ้นเขารูปฟันปลา การขับแบบนี้ต้องให้ผู้ช่วยดูรถด้านซ้ายด้วยโดยมองถนนด้านบนก่อนว่าไม่มีรถ สวนลงมา กดแตรรถก่อนจะขับขึ้นไป หลักการขับก็เหมือนเข้าโค้งธรรมดา จะเลี้ยวซ้ายก็หักพวงมาลัยไปทางขวาก่อนแล้วหักพวงมาลัยไปทางซ้ายเข้าโค้ง เมื่อรถเข้าโค้งล้อหน้าจะเกิดแรงต้าน รถต้องใช้กำลังมาก ทำให้รถรถขับขึ้นได้ช้า ควรคืนพวงมาลัยกลับมาบ้าง และเร่งเครื่อง ทำแบบนี้เป็นจังหวะไปมาจนพ้นโค้ง การขับลงโค้งแบบนี้อย่าใช้ความเร็ว ควรลงช้าๆ ใช้เบรกช่วยชะลอความเร็วแต่อย่าเหยียบแรง ท้ายรถจะปัด ยิ่งหน้าฝนท้ารถจะปัดได้ง่าย ถ้าท้ายรถปัดรถจะเสียการทรงตัว ให้หักพวงมาลัยไปทิศทางท้ายรถ เช่น เลี้ยวซ้ายท้ายรถปัดไปทางขวาก็ให้หักพวงมาลัยไปทางขวา เมื่อรถทรงตัวได้แล้วบังคับให้บังคับรถไปในทิศทางที่ต้องการ ถ้าเอาไม่อยู่ให้เลือกทางภูเขาไว้ก่อน อย่าเลือกทางหน้าผาก็แล้วกัน

* การเพิ่มระยะทางการเบรก การเบรกรถกะทันหัน รถเราอาจไปชนรถข้างหน้า ควรเลี้ยวรถดึงพวงมาลัยไปทางไหล่ทาง หรือมีพื้นที่เพื่อเพิ่มระยะทางการเบรก

* การขับรถบนภูเขาที่มีทางคดเคี้ยวไปมาเป็นเวลานานๆ เมื่อถึงทางตรงลงเขายาวไกล อย่าขับเร็วเด็ดขาด คนขับส่วนมากจะขับเร็วรถมาก อันตรายมากนะครับทางแบบนี้ น้ำหนักรถ ความเร็ว ระยะทางถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เช่น มีรถ, คน, ฯลฯ ขึ้นจากข้างทางหักหลบไม่พ้นแน่ ถึงจะหักหลบได้แต่รถต้องเกิดอะไรแน่นอน ไม่พลิกคว่ำ แหกข้างทางเข้าป่า หรือไม่ก็ชนรถที่วิ่งสวนมา

* การขับรถโค้งต่อเนื่องรูปตัว S มองให้ไกล มองให้ลึก เมื่อแน่ใจว่าทางว่าง ไม่มีรถสวนมาให้ถอนคันเร่งลง แล้วเสียบตัดโค้งในแนวการขับเป็นเส้นตรงที่สุด ง่ายไหม? …ครับ แต่การขับรถลักษณะนี้ถ้าไม่แน่ใจเส้นทางข้างหน้าหรือทัศนวิสัยไม่ดีควรขับ เข้าทางโค้งธรรมดา อยู่ในทางของเราเอง

* การขับในทัศนวิสัยไม่ดี ทางโค้งแคบที่มีสันเขาบังสายตา ควรเข้าโค้งแบบธรรมดา ต้องบีบแตรส่งสัญญาณทุกครั้งก่อนจะเข้าโค้งเพื่อป้องกันรถที่วิ่งสวนมา เนื่องจากคนที่ขับรถเจ้าถิ่นบนภูเขาเป็นประจำจะขับรถตัดโค้ง

 * ทางลูกรังหรือทางที่มีหินลอย ทางแบบนี้ถือได้ว่าเป็นทาง ‘ปราบเซียน’ กลิ้งกันมาหลายคันครับ การที่ล้อรถลอยตัวขณะวิ่งเข้าโค้งเราไม่สามารถบังคับได้อย่างที่ต้องการ และการที่เราไม่คุ้นเคยกับเส้นทางมาก่อนก็ไม่ควรขับรถด้วยความเร็ว

อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อควรระวังที่ต้องจำไว้ดังนี้

   1.ขณะขับรถขึ้นทางชันหรือขึ้นเขา ควรเร่งความเร็วให้สม่ำเสมอ เพิ่มกำลังเครื่องยนต์อย่างนุ่มนวล แต่อย่าเบิ้ลอย่างรุนแรงนะครับ เพราะนอกจากความเร็วจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน ไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกด้วย

    2. อย่าใช้เกียร์ว่างในขณะลงเนินชัน หรือลงเขาโดยเด็ดขาด!! เพราะจะทำให้รถไหลลงด้วยความเร็วสูง โดยไม่มีแรงหน่วงของเครื่องยนต์ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรใช้เกียร์ต่ำ และค่อยๆปล่อยรถให้ไหลลงเนินตามรอบเครื่องยนต์ และอย่าลืมควบคุมความเร็วของรถให้สัมพันธ์กับเกียร์ ด้วยนะครับ

    3. ควรใช้เกียร์ 1 หรือ เกียร์ 2 ในขณะขับรถขึ้นเขา เพราะถ้าใช้เกียร์ที่สูง อย่างเช่นเกียร์ 3, 4 หรือ 5 จะทำให้เครื่องยนต์ไม่มีกำลังและแรงฉุดมากพอที่จะเคลื่อนที่ขึ้นเนินเขา นอกจากนี้ยังเป็นการผลาญน้ำมันโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

สมุนไพรบรรเทาปวด…ฟัน

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้
มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรคและสลายพิษ (neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้น ๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ล้างยางออกให้หมด เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวดหรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว

น้ำมันละหุ่ง

น้ำมันละหุ่ง
ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่น ๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้น นอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อหรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่นไซโทไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน

น้ำมันกานพลู

น้ำมันกานพลู
มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไปอาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วชุบสำลีอุดฟันซี่ที่ปวด

น้ำมันกระเทียม (Garlic Oil)

น้ำมันกระเทียม (Garlic Oil)
ใช้สำลีชุบน้ำมันกระเทียมทาบริเวณที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน

ดาวเรือง

ดาวเรือง
ใช้ดอกแห้งประมาณ 7-8 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรทั้งวันเพื่อแก้อาการปวดฟัน

ผักบุ้งนา

ผักบุ้งนา
นำรากสดของผักบุ้งนาประมาณ 10 กรัม ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู อมไว้ประมาณ 5 นาที แล้วบ้วนออกด้วยน้ำสะอาด

มะระ

มะระ
นำรากสดของมะระมาตำพอแหลก แล้วพอกฟันซี่ที่ปวด โดยใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่ ๆ

กุยช่าย

กุยช่าย
ในกรณีที่ปวดฟันเพราะแมงกินฟัน ให้นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ จากนั้นนำมาบดให้ละเอียดละลายน้ำมันยางแล้วชุบสำลี ยัดในฟันที่เป็นรูโพรง ทิ้งไว้หนึ่งคืน จะสามารถฆ่าตัวแมงที่กินฟันได้
ถ้าไม่อยากไปหาหมอ คุณก็ต้องชิงเป็นหมอของตัวเอง ก่อนที่อาการปวดจะลุกลามเกินเยียวยาจนถึงขั้นต้องถอนฟันทิ้งนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจากชีวจิต

‘บริจาคโลหิต ต่อชีวิต ด้วยการให้’ และรู้ไหมมีประโยชน์อีกมากมาย

วันที่ 14 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันบริจาคโลหิต วันนี้ มีขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงความจำเป็นในการต้องการโลหิตที่ปลอดภัย และผลิตผลประเภทอื่น ๆ จากโลหิตและเพื่อขอบคุณอาสาสมัครผู้บริจาคโลหิต

“แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลแค่ไหน แต่มนุษย์เราก็ไม่สามารถผลิตเลือดใช้เองได้ นอกจากการบริจาคเลือดเท่านั้น จะช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการเลือดได้”


คุณสมบัติ คือ 

  • อายุ 17-60 ปี หากอายุต่ำกว่า 16 ปี ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง – น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัม 
  • ควรรับประทานอาหารก่อนบริจาคเลือด และต้องนอนหลับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง 
  • ไม่อยู่ระหว่างกินยาปฏิชีวนะ และไม่อยู่ภายใน 72 ชั่วโมงหลังการถอนฟัน รวมถึงไม่มีแผลสด แผลติดเชื้อตามร่างกาย 
  • ไม่มีโรคที่อาจถ่ายทอดไปยังผู้ป่วย 
  • สำหรับผู้หญิงไม่ควรเป็นช่วงที่มีประจำเดือน เพราะจะทำให้เสียเลือดซ้ำซ้อน 
  • ไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เพราะน้ำนมผลิตมาจากเลือก หากบริจาคเลือดอาจทำให้น้ำหมดลดน้อยลง

จากคุณสมบัติที่กำหนดไว้ก็เพื่อให้ได้เลือดที่มีคุณภาพและปลอดภัยมาใช้กับผู้ป่วยและเป็นการห่วงใยสุขภาพผู้บริจาคเลือดด้วย เพราะถ้าผู้บริจาคเลือดร่างกายไม่พร้อมแล้วยังจะมาบริจาคเลือดอีก คนที่แย่อาจเป็นตัวเองก็ได้

การบริจาคเลือดทำได้ทุก 3 เดือน แต่ก่อนบริจาคเลือดแต่ละครั้ง ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อน ตามเกณฑ์สภากาชาดไทยและผู้บริจาคต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว อย่างเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น

ต่อมาคือ ควรนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ หากตื่นนอนและรู้สึกเพลีย เนื่องจากนอนหลับไม่สนิท ก็ไม่เหมาะกับการบริจาคเลือด เพราะร่างกายจะไม่พร้อม อาจทำให้เป็นลมได้ ส่วนการรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อย่างเช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ผัดซีอิ๊ว ผัดกะเพรา เป็นต้น เพราะจะทำให้เลือดข้นมาก พลาสมาขุ่น ทำให้ปั่นเกล็ดเลือดไม่ได้ และคัดแยกเลือดลำบาก นอกจากนี้ หากผู้บริจาครับประทานยามาก่อนบริจาค อย่างยาปฏิชีวนะ ที่ป้องกันเลือดแข็ง หรือยากดสิว ซึ่งเป็นยาที่มีผลกระทบต่อผู้รับ และทารกในครรภ์ ผู้บริจาคควรแจ้งให้ผู้คัดกรองประวัติรู้ทุกครั้ง

หากผู้บริจาคมีอาการไข้ ไม่สบาย ไม่ควรบริจาค และผู้ที่ผ่าตัดหรือทำฟัน ควรเว้นระยะเวลา 3 วัน ก่อนบริจาคด้วย อีกทั้งผู้บริจาคต้องไม่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ซี โรคเอดส์ โรคซิฟิลิส เพราะโรคเหล่านี้ถ่ายทอดผ่านการให้เลือดได้ หากเป็นผู้หญิงไม่ควรอยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เพราะช่วงเวลาระหว่างนั้นต้องใช้พลังงานสำรองของร่างกายทำงานหนักอย่างอื่น และทีสำคัญ ผู้บริจาคควรมีสติสัมปชัญญะ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและหลังบริจาคเลือด

หลังบริจาคเลือดต้องทำอย่างไร
เมื่อบริจาคเลือดเสร็จ ควรนั่งพักก่อน เพื่อจะได้สังเกตอาการ เพราะคนที่มีอาการแทรกซ้อนอย่าง หน้ามืด เป็นลม จะเกิดขึ้นหลังบริจาคเลือดในเวลาอันสั้น และควรงดใช้แขนข้างให้เลือดยกของหนัก ออกกำลังกาย อย่างเล่นเทนนิส  ตีกอล์ฟ  เพราะอาจจะเกิดอาการช้ำ หรือบวมที่แขนได้ นอกจากนี้ควรดื่มน้ำเยอะกว่าปกติ เพราะร่างกายจะได้ไม่แห้งจากการเสียเลือด นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทำงาน หรืออยู่บนที่สูง ควรงดการอบซาวน่า เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเป็นลมได้ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

การบริจาคพิเศษ
นอกจากการบริจาคเลือดแล้ว การบริจาคพิเศษอื่นๆ อย่างเช่น การบริจาคพลาสมา เกล็ดเลือด เม็ดเลือดแดง ฯลฯ เป็นการบริจาคเสริมที่ทำขึ้น เพื่อหาเลือดให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วย โดยผู้บริจาคจะเป็นผู้ที่เคยบริจาคเลือด และได้รับการคัดกรองประวัติการติดเชื้อ เนื่องจากธนาคารเลือดจะได้รู้หมู่เลือด สภาพหลอดเลือด ขั้นตอนการบริจาคต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพราะการบริจาคพลาสมาจะผ่านเครื่องรับแยกทันที ซึ่งมีการรับแยก พลาสมา เม็ดเลือด เกล็ดเลือด ผู้บริจาคจึงต้องมีเวลาและสุขภาพดีพอสมควร

ข้อดีของการบริจาคเลือด คือ ?
ข้อดีที่สุดคือ ทุกคนที่บริจาคจะรู้สึกดี และปลาบปลื้มที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ นอกจากนี้ การบริจาคเลือดจะทำให้เราเข้าใจ และได้ความรู้เกี่ยวกับการประพฤติตัวให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ  และผู้บริจาคเองก็จะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ ช่วยให้ผู้บริจาครู้จักดูแลตัวเอง และอีกหนึ่งข้อดีคือ ผู้บริจาคเลือดเป็นประจำจะมีสุขภาพที่ดีมากด้วย

การบริจาคโลหิต คือ การเก็บโลหิตจากผู้มีความประสงค์จะบริจาค แล้วนำโลหิตดังกล่าว ผ่านกระบวนการคัดกรอง หากมีคุณสมบัติที่ดีจะถูกนำไปเก็บใน ธนาคารโลหิต หรือส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อนำออกมาใช้ในยามฉุกเฉิน

การบริจาคโลหิต สามารถทำได้ทุกๆ 3 – 4 เดือน ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายของบุคคลที่จะบริจาค ซึ่งผู้บริจาคจะต้องมีคุณสมบัติ ประกอบกับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งมีหน่วยเคลื่อนที่บริการในการรับบริจาคโลหิต หรือสามารถบริจาคได้ที่ศูนย์รับบริจาคประจำจังหวัด ของสภากาชาดไทย
การบริจาคโลหิตเป็นสิ่งที่ดีนะคะ หลายๆคนคงเคยบริจาคกันมาบ้างเลย คงจะได้อิ่มบุญกันมากเลยกับการที่ได้เป็นผู้ให้กับคนอื่น วันนี้จะมาพูดถึงข้อดีของการบริจาคโลหิตค่ะว่ามีผลดีอย่างไรต่อเราผู้บริจาคกัน

เบื้องต้น จะขออธิบายเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้บริจาคซักเล็กน้อย เผื่อหลายคนกำลังสงสัยอยู่ว่าตัวเองบริจาคได้รึเปล่า

ข้อดีข้อที่ 1 ทำให้สุขภาพแข็งแรง
หลายๆคนคงสงสัยว่า ว่าการบริจาคเลือด เป็นการเอาเลือดออกจากตัวแล้วร่างกายจะแข็งแรงขึ้นได้อย่างไร จริงๆแล้ว เลือดที่บริจาคออกไปเป็นเลือดส่วนเกินของร่างกาย หรือประมาณ 7% ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย โดยก่อนจะบริจาคจะมีการพิจารณาจากน้ำหนักตัวของผู้ให้บริจาคก่อน ดังนั้นเลือดที่เสียไปจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ตรงกันข้ามกลับกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเม็ดโลหิตใหม่ขึ้นมาแทน ระบบไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรมตามมา แต่อย่าลืมว่าบริจาคเสร็จไม่ได้แข็งแรงทันทีถึงขนาดออกไปเตะบอลได้ของเหล่านี้ต้องใช้เวลาซักเล็กน้อย ที่สำคัญเมื่อบริจาคเสร็จแล้ว น้องๆ ควรนั่งพักและทานของว่างที่ทางเจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้ ให้ร่างกายปรับสภาพน้ำในร่างกายได้ก่อน แล้วค่อยเดินทางกลับ

ข้อดีข้อที่ 2 หุ่นดี เพรียวลม ผิวเปล่งปลั่ง
มีความเชื่อผิดๆ กันอยู่อย่างนึงว่าการบริจาคเลือดจะทำให้อ้วนขึ้น ทำให้สาวๆ ไม่ค่อยกล้าบริจาค แต่จากข้อมูลของ สสวท.ได้ออกมาเปิดเผยว่าเป็นความเชื่อที่ผิด การบริจาคเลือดไม่ได้ทำให้อ้วน แต่กลับทำให้ผู้บริจาคมีรูปร่างที่ดีขึ้นด้วยซ้ำไป นอกจากนี้เลือดใหม่ที่ถูกผลิตขึ้นรวมทั้งการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น จะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และยังช่วยให้หน้าใสขึ้นด้วย ไม่ต้องกินวิตามินเสริม น้องๆ ก็สามารถมีผิวพรรณสดใสได้เหมือนกัน

ข้อดีข้อที่ 3 ลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้ด้วย
สถาบันคาโรลินสกา สตอคโฮล์ม สวีเดน ได้ศึกษาข้อมูลจากผู้บริจาคเลือดสวีเดนและเดนมาร์ค พบว่า การบริจาคเลือดช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งได้หลายชนิดเลยค่ะ เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าในรายที่มีธาตุเหล็กในร่างกายมากเกินไป มีผลต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันหรือมะเร็งบางชนิด การบริจาคเลือดจะช่วยลดปริมาณธาตุเหล็กส่วนเกินเหล่านั้นออกไปได้ และที่เซอร์ไพร์สสุดๆ เลย ก็คือ ยิ่งเราบริจาคเลือดบ่อยเท่าไหร่ ความเสี่ยงโรคมะเร็งจะลดลงมากเท่านั้น โดยเฉพาะในเพศชายค่ะ แต่ความถี่ของการบริจาคเลือดระบุไว้ว่า เพศชายสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน และเพศหญิงทุก 6 เดือน ดังนั้นอย่ากลัวมะเร็งจนวิ่งบริจาคทุกเดือนนะคะ ร่างกายจะรับไม่ไหวเอา

ข้อดีข้อที่ 4 มีสิทธิพิเศษสำหรับผู้บริจาคเลือด
ผู้บริจาคเลือดยังได้สิทธิพิเศษในเรื่องการรักษาพยาบาล ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่หลายคนยังไม่รู้ โดย

  1. ผู้บริจาคโลหิต 7 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษได้ไม่เกินร้อยละ50 
  2. ผู้บริจาคโลหิต 9 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ตรวจวิเคราะห์สารเคมีในโลหิตได้ เชน ตรวจหาน้ำตาล ไขมัน การทำงานของตับ การทำงานของไต เป็นต้น 
  3. ผู้บริจาคโลหติ 16 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล+ ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50 
  4. ผู้บริจาคโลหิต 24 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล100% + ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50 
  5. ผู้บริจาคโลหิต 100 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ “ขอพระราชทานเพลิงศพ” ได้เป็นกรณีพิเศษ

ข้อดีทางกาย ได้มีการตรวจเช็คสุขภาพอย่างง่ายทุกครั้งที่บริจาคเลือด เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิตและตรวจความเข้มข้นของเลือด อีกทั้งการต้องตอบคำถามที่ขั้นตอนที่ 1 เกี่ยวกับความเสี่ยงต่างๆ ก็ช่วยกระตุ้นเตือนให้ผู้บริจาคเลือดไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส ตับอักเสบชนิดบี, ไวรัสตับอักเสบชนิดซี, ซิฟิลิสและโรคเอดส์ หรือถึงพบว่าเป็น ก็จะได้รับจดหมายแจ้งจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยให้ไปตรวจวินิจฉัยยืนยันและทำการรักษา ช่วยให้ได้รับการรักษา แต่เนิ่นๆ การได้รับการวินิจฉัยเร็วเป็นผลดีทำให้ลดการแพร่กระจายของโรค ลดภาวะแทรกซ้อนและลดความพิการได้ ข้อดีทางจิตใจ ความรู้สึกว่าเป็นผู้ให้ ได้ทำทาน ได้ช่วยชีวิตคน ย่อมทำให้รู้สึกสุขใจ
ข้อดีทางสังคม ผู้บริจาคเลือดจะได้รับเข็มที่ระลึกในการบริจาคเลือดครั้งแรกและได้รับเข็ม ที่ระลึกเมื่อบริจาคเลือดครบจำนวนครั้งตามที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติกำหนด เช่น 36 ครั้ง, 48 ครั้ง, 60 ครั้ง, 72 ครั้ง เป็นต้น รวมทั้งได้เหรียญกาชาดสมนาคุณตามที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติกำหนด และหากบริจาคเลือดครบ 100 ครั้ง ก็จะได้รับการชักชวนให้เข้าเป็นสมาชิกชมรมผู้บริจาคเลือด 100 ครั้ง และร่วมทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

ข้อดีทางจิตวิญญาณ การบริจาคโลหิตนอกจากให้ความรู้สึกดีเหมือนการให้ทานประเภทอื่นแล้ว ยังให้ความรู้สึกดีที่ได้ช่วยชีวิตผู้อื่นด้วย

มีสถิติที่น่าสนใจ คือ

ทุก ๆ ปี มีการบริจาคโลหิตถึง 107 ล้านครั้งต่อปี
ร้อยละ 65 ของการถ่ายโลหิตในประเทศรายได้ต่ำ ถูกใช้ไปกับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ
เป้าหมายขององค์การอนามัยโลก คือ ในปี ค.ศ. 2020 จะเป็นปีเป้าหมายสำหรับทุก ๆ ประเทศ เพื่อให้ได้รับโลหิตเต็มร้อยละ 100 จากอาสาสมัครบริจาคโลหิต

ขนส่งเล็งเพิ่มชั่วโมงอบรมสอบใบขับขี่เป็น 15 ชั่วโมงสำหรับรายใหม่

กรมขนส่งทางบกเล็งเพิ่มเวลาการอบรม สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ หรือใบขับขี่ใหม่ ให้มีความเข้มข้นขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาอบรม 4 ชั่วโมง จะเพิ่มเป็น 15 ชั่วโมง และเพิ่มหัวข้อการอบรมจาก 3 หัวข้อ เป็น 15 หัวข้อ โดยมุ่งหวังการปลูกฝังวินัยในการขับขี่อย่างปลอดภัย และเป็นการลดอุบัติเหตุอย่างมีระสิทธิภาพ

นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมกำลังศึกษาและจัดทำเนื้อหาวิชาหลักสูตรการอบรมภาคทฤษฎีสำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ (ใบขับขี่) รายใหม่ ให้มีความรู้ด้านกฎหมายจราจรและการขับรถที่ปลอดภัยเข้มข้นขึ้น โดยเพิ่มจาก 3 หัวข้อ เป็น 15 หัวข้อ และเพิ่มเวลาการอบรมจาก 4 ชั่วโมง เป็น 15 ชั่วโมง โดยเนื้อหาใหม่จะช่วยปลูกฝังให้เกิดวินัยการขับขี่อย่างปลอดภัย และลดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เข้ามาขอทำใบขับขี่ในช่วงนี้ ยังใช้กรอบเวลาอบรมและเนื้อหาเดิมอยู่ แต่หากการปรับปรุงเนื้อหาใหม่เสร็จ ขนส่งทางบกจะประกาศเป็นทางการ โดยขนส่งทางบกตั้งใจปรับปรุงเนื้อหาทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ ตลอดจนสมรรถภาพร่างกายและจิตใจให้เข้มข้นขึ้น เพื่อให้พร้อมตามหลักสากลก่อนเข้าทดสอบ รวมทั้งหลังจากนี้จะมีแนวปฏิบัติสำหรับกำกับดูแลพฤติกรรมหลังได้รับใบขับขี่เพิ่มอีกด้วย

สำหรับเนื้อหาการอบรม 15 หัวข้อ ประกอบด้วย ความสำคัญและประโยชน์ของการมีใบอนุญาตขับรถและการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพ, กฎหมายข้อห้าม พ.ร.บ.จราจร เกี่ยวกับป้ายสัญลักษณ์ พ.ร.บ.ขนส่งทางถนน, คำเตือนมารยาทในการขับรถ, ข้อแนะนำกับมารยาทในการใช้ทาง, คุณสมบัติของผู้ขับรถที่ดี โรค ภาวะ ข้อจำกัดด้านร่างกายมนุษย์กับการจราจร, ประสาทการรับรู้, สมรรถภาพของรถ ถนน และสิ่งแวดล้อม, การรับรู้และแก้ไขข้อผิดพลาด, พฤติกรรมการใช้รถใช้ถนน, ข้อผิดพลาดตามกฎหมายจราจรและการใช้ทาง, สุขภาพที่มีผลต่อการขับรถ

นอกจากนี้ยังได้จัดทำเนื้อหาอบรมสำหรับผู้ขอต่อใบอนุญาตขับรถ เนื้อหาอบรมเพื่อฟื้นฟูพฤติกรรมสำหรับผู้ขับรถที่กระทำผิดบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม หากขนส่งทางบกจัดทำหลักสูตรได้เสร็จ จะเปิดให้ประชาชนเรียนรู้หรือเข้ารับการอบรมผ่านช่องทางอื่นได้ โดยไม่ต้องเข้ารับการอบรมกับกรมการขนส่งทางบกเพียงแห่งเดียว เพื่อแก้ปัญหารอคิวนาน

ปัจจุบันแนวทางปฏิบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ ยังคงดำเนินการอบรมตามหลักสูตรปกติ โดยผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่ต้องผ่านทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และอบรมหลักสูตร 4 ชั่วโมง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย 2 ชั่วโมง การขับรถอย่างปลอดภัย 1 ชั่วโมง และมารยาทการขับรถ 1 ชั่วโมง เป็นต้น.

13 ม.ค.

แวร์อีสเซ็นเตอร์

แหล่งข้อมูล :  : ท่องเที่ยว :  : โรงเรียน-สถานศึกษา :  : วัด-ศาสนสถาน :  : โรงพยาบาล :  : รหัสไปรษณีย์ :  : ข้อมูลจังหวัด :  : ธุรกิจ :  : ส่งออก :  : ส่งออกข้าวโพด :  : ส่งออกเสื้อผ้า :  : ห้างสรรพสินค้า :  : โรงแรมรีสอร์ท :  : บริษัททัวร์ :  : บริการด้านการเงิน :  : ประกันภัย :  : จองตั๋วเครื่องบิน :  : ยานยนต์ :  : อู่ซ่อมรถ :  : โชว์รูม :  : ปั๊มน้ำมัน :  : สอนขับรถ :  : อะหลั่ย*แต่งรถ :  : การศึกษา :  : สอนดนตรี :  : สอนภาษา :  : ติวเตอร์ :  : สอนวิชาชีพ :  : สินค้าและบริการ :  : เบเกอรี่ :  : มินิมาร์ท :  : เสริมสวย-ความงาม :  : เครื่องดื่ม :  : ร้านปลอดอากร :  : ถ่ายภาพ :  : อาหาร :  : กระจก :  : วัสดุก่อสร้าง :  : ขายยา :  : เสื้อผ้า :  : ก๊าซ :  : พระเครื่อง :  : เคมีภัณฑ์ :  : ขายตรง :  : ธุรกิจออนไลน์ :  : เกมส์ออนไลน์ :  : ธุรกิจออนไลน์ :  : จดโดเมน :  : เว็บโฮสติ้ง :  : จัดทำเว็บไซต์ :  : ต่อภาษีรถออนไลน์ :  : การไฟฟ้าออนไลน์ :  : แผนที่ :  : ติดต่อเรา :  :

26 ธ.ค.

ผู้ขับขี่รถ เฮ.. กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย สำนักงาน คปภ. พร้อมจ่าย ! ค่าเสียหายเบื้องต้นเพิ่มจากเดิม 15,000 เป็น 30,000 บาท เริ่ม 26 ธ.ค. 57

นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สำนักงาน คปภ. ได้ยื่นเสนอกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการเพิ่มค่ารักษาพยาบาลของค่าเสียหายเบื้องต้นตามประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2557 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดความเสียหายที่จะให้ได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น (ฉบับที่..) พ.ศ… เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไป

             สำหรับการปรับเพิ่มค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าว เป็นการปรับจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้ประสบภัยจากรถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จากเดิมที่กำหนดไว้จำนวนเงินไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน ปรับเพิ่มเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน และเมื่อรวมกับความเสียหายต่อชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร หรือสูญเสียอวัยวะ ที่ได้รับค่าสินไหมทดแทน 35,000 บาท ต่อคน รวมแล้วจะมีวงเงินความคุ้มครองค่าเสียหายเบื้องต้นสูงสุด คนละไม่เกิน 65,000 บาท โดยไม่มีการปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด ซึ่งจำนวนเงินความคุ้มครองที่ปรับเพิ่มขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ประสบภัยจากรถที่ไม่ทำประกันภัย หรือถูกชนแล้วหนี ผู้ประสบภัยจะได้รับความคุ้มครองค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ซึ่งขณะนี้ กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย สำนักงาน คปภ. ได้เตรียมความพร้อมในการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าว ให้กับผู้ประสบภัยจากรถทันทีที่มีผลบังคับใช้ รวมถึงได้ประสานบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้เตรียมพร้อมกับการขยายความคุ้มครองค่าเสียหายเบื้องต้น

             เลขาธิการ คปภ. กล่าวเสริมว่า การประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นการประกันภัยรถภาคบังคับ ซึ่งคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ หรือผู้โดยสารที่อยู่บนรถ หรือผู้เดินถนนที่อาจได้รับอุบัติเหตุจากรถก็จะได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัยรถภาคบังคับ ปัจจุบันการประกันภัยรถภาคบังคับ  มีการเชื่อมข้อมูลเป็นแบบ Online Real time และมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจะผ่านระบบ E-Claim ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานพยาบาลทั่วประเทศซึ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ประสบภัยไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน การเพิ่มค่ารักษาพยาบาลของค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นพัฒนาการที่สำคัญอีกขั้นหนึ่งของการทำประกันภัย พ.ร.บ. โดยยึดหลักความรับผิดของผู้ขับขี่เป็นตัวจำกัดมูลค่าความคุ้มครอง ผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายที่ขับรถโดยประมาท จะได้รับเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากต้องการให้ผู้ขับขี่ขับรถด้วยความระมัดระวัง และสำหรับผู้ประสบภัยจากรถที่ถูกชนแล้วหนี หรือเกิดอุบัติเหตุจากรถที่ไม่ทำประกันภัย จะได้รับความคุ้มครอง

             ค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย สำนักงาน คปภ. ในเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้  ฝากเตือนให้ประชาชนผู้ใช้รถตรวจสอบวันหมดอายุของ พ.ร.บ.ก่อนออกเดินทางเพื่อความอุ่นใจในการเดินทาง ถ้าท่านมี พ.ร.บ. ท่านจะได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัยรถภาคบังคับสูงสุด 200,000 บาท

              สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนประกันภัย 1186 หรือเว็บไซต์ www.oic.or.th

ที่มาสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

รามาธิบดี เปิดให้บริการคลินิกเพศหลากหลายในวัยรุ่น (Gender Variation Clinic / Gen V Clinic)

คลินิกเพศหลากหลายในวัยรุ่น
(Gender Variation Clinic / Gen V Clinic) 
โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทีมสหสาขาวิชาชีพ

เปิดให้บริการทุกวันศุกร์ที่2 ของเดือน
เวลา 13.00 – 15.00 น. ณ หน่วยตรวจโรคเด็ก ชั้น9 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ (สำนักงานชั่วคราว)

ฝรั่งมากด้วยสรรพคุณและประโยชน์กว่าที่คุณคิด

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด โดยจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด ในฝรั่งน้ำหนัก 165 กรัม จะให้วิตามินสูงถึง 377 มิลลิกรัม ! มีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 5 เท่า !

ฝรั่ง เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ลดน้ำหนัก หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้องอาการหิวที่คอยมากวนใจ เพราะกากใยจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ช่วยปรับระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม และกากใยยังช่วยล้างพิษโดยรวบได้อีกด้วย จึงส่งผลทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสดใส
33 ประโยชน์ของฝรั่ง

  1. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมากซึ่งช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอยต่างๆได้ดี
  2. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
  3. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ปกป้องผิวหนังจากอนุมูลอิสระต่างๆ
  4. เป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก
  5. ช่วยลดไขมันในเลือด
  6. สรรพคุณของฝรั่งช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง
  7. ใช้รักษาโรคอหิวาตกโรค
  8. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  9. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน
  10. ช่วยป้องกันอาการผิดปกติของหัวใจได้
  11. ใบฝรั่งใช้ในการดับกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาเคี้ยวแล้วคายกากทิ้ง
  12. ผลอ่อนช่วยบำรุงเหงือกและฝัน
  13. ใบฝรั่งช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน เหงือกบวม
  14. ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟันได้
  15. รากใช้แก้อาการเลือดกำเดาไหล
  16. น้ำต้มผลฝรั่งตากแห้ง ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบ
  17. น้ำต้มใบฝรั่งสดช่วยรักษาอาการท้องเสีย ป้องกันโรคลำไส้อักเสบ
  18. ใบช่วยรักษาอาการท้องเดิน ท้องร่วง
  19. ชาที่ทำจากใบอ่อนใช้สำหรับรักษาโรคบิด
  20. ผลสุกใช้ทานเป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก
  21. ช่วยล้างพิษโดยรวมในร่างกาย
  22. ใบช่วยแก้อาการปวดเนื่องจากเล็บขบ
  23. ใช้ทาแก้ผื่นคัน แผลพุพองได้
  24. ใบใช้แก้แพ้ยุง
  25. ใบฝรั่งใช้รักษาบาดแผล
  26. ใบใช้เป็นยาล้างแผล ดูดหนอง ถอนพิษบาดแผล แก้พิษเรื้อรัง น้ำกัดเท้า
  27. รากใช้แก้น้ำเหลืองสี เป็นฝี แผลพุพอง
  28. ใช้ในการห้ามเลือด ด้วยการใช้ใบมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณที่มีเลือดออก (ควรล้างใบให้สะอาดก่อน)
  29. ช่วยในการดับกลิ่นสาบจากแมลงและซากหนูที่ตาย ด้วยการใช้ฝรั่งสุก 2-3 ลูกวางทิ้งไว้ในรัศมีของกลิ่น กลิ่นดังกล่าวก็จะค่อยๆหายไป
  30. การรับประทานฝรั่งจะช่วยขจัดคราบอาหารบนตัวฟันได้
  31. เปลือกของต้นฝรั่งนำมาใช้ทำสีย้อมผ้า
  32. นิยมนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง และขนมอีกหลากหลายชนิด
  33. นำมาใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องเสียจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งบรรจุแคปซูลละ 250 มิลลิกรัม
ท้องเสียครั้งต่อไปคิดถึง ฝรั่ง
ใครที่มีอาการท้องเสียบ่อย ๆ วันนี้มีวิธีรักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่งมาบอก
นำใบฝรั่งมาล้างน้ำให้สะอาด ประมาณ 10-15 ใบ แล้วโขลกพอแหลก ใส่น้ำ 1 แก้วใหญ่ นำไปต้มใส่เกลือ พอเดือดยกลงนำมาดื่มแทนชา ได้ผลดี
นำผลฝรั่งอ่อน ๆ มาฝานเอาแต่เปลือกกับเนื้อ ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วกินรวมกัน หรือจะใช้ต้มดื่มเป็นน้ำฝรั่งก็ได้
นำใบฝรั่งสดที่ไม่อ่อน และไม่แก่เกินไป มาตัดหัวตัดท้าย แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งไว้สักครู่ ตักน้ำที่ได้จากการแช่ใบฝรั่ง มาจิบทีละนิด ก็ช่วยรักษาได้เช่นกัน แต่อย่าจิบมากจนเกินไป อาจทำให้ท้องผูกได้ ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันได้
คำแนะนำ : การรับประทานฝรั่งไม่ควรจะปอกเปลือกทั้งนี้เพื่อคงคุณค่าของสารอาหาร และไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป ถ้าเป็นไปได้ไม่ควนรับประทานร่วมกับพริกเกลือน้ำตาลหรืออื่นๆ เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังทำให้เราอ้วนขึ้นอีกด้วย
ฝรั่ง ชื่อสามัญ Guava ฝรั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Psidium guajava Linn. จัดเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลางและในหมู่เกาะอินดีสต์ตะวันตก และคาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยสายพันธุ์ในบ้านเราที่นิยมนำมารับประทานสดๆ ก็ได้แก่ฝรั่งกิมจู ฝรั่งเวียดนาม ฝรั่งแป้นสีทอง ฝรั่งไร้เมล็ด ฝรั่งกลมสาลี่ เป็นต้น

ล้างมือให้ถูกวิธี 7 ขั้นตอนและทำให้เป็นวัฒนธรรม

การล้างมือ 
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผลการศึกษาของคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ระบุว่า บนธนบัตร 1 ใบ จะมีเชื้อแบคทีเรียสะสมโดยเฉลี่ยถึง 26,000 ตัว ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ธนบัตรผ่านมือไปหลายต่อ
 แบคทีเรียเหล่านี้มีจำนวนมากพอที่จะทำให้คนทั่วไปเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ ระบุว่า ในแต่ละปีมีเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ต้องเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงถึง 3.5 ล้านคน และโรคปอดบวมอีกประมาณ 2 ล้านคน ทั้งๆที่วิธีการที่จะลดอัตราการเสียชีวิตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยาก มีการศึกษาวิจัยพบว่า เพียงแค่ล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธีจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงได้ถึง ร้อยละ 50 และจากโรคปอดบวมได้ถึงร้อยละ 25

สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้วันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันล้างมือโลก” หรือ Global Hand Washing Day เพื่อเป็นการรณรงค์และกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน และประชากรทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญของการล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกวิธีเป็นประจำ

คนไทยยังไม่ให้ความสำคัญในการล้างมือด้วยน้ำและสบู่เท่าที่ควร จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้มีการล้างมือด้วยน้ำและสบู่กันมากขึ้น เพื่อป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคอันเกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วง เฉพาะปีที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงสูงถึง 1,013,225 ราย

กรมอนามัย ได้มีการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ซึ่งถ้าพิจารณาถึงความคุ้มค่าจากวิธีการป้องกันดังกล่าวแล้ว พบว่าไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่า “การล้างมือด้วยสบู่”  ซึ่งทางกรมอนามัย ได้ให้ความสำคัญด้วยการรณรงค์เรื่องการล้างมืออย่างต่อเนื่อง โดยแนะนำให้ประชาชนล้างมือทุกครั้งภายหลังทำกิจกรรมต่างๆ เช่น หลังการจามหรือไอ หลังสัมผัสสิ่งสกปรกหรือสิ่งของที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น หลังออกจากห้องส้วม และก่อนรับประทานอาหาร ฯลฯ

“ผลการสำรวจในแหล่งชุมชนที่มีผู้สัญจรในกรุงเทพมหานคร ปี 2552 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ร้อยละ 61 แต่มีการล้างมือด้วยน้ำและสบู่หลังเข้าส้วมเพียง ร้อยละ 8 ทำให้ยังพบการปนเปื้อนของเชื้อโรคในมือประมาณร้อยละ 12”  แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญของการล้างมือมากขึ้นถึง ร้อยละ 90 แต่ก็ยังมีวิธีการล้างมือที่ไม่ถูกต้อง คือ ล้างด้วยน้ำเปล่าถึง ร้อยละ 41 มีผลทำให้ยังมีการติดเชื้อแบคทีเรียจากมือที่ไปหยิบจับอาหาร วัสดุต่างๆที่มีเชื้อแบคทีเรียอยู่

เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ทางปาก ทางจมูก และทางผิวหนัง หากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ก็จะก่อให้เกิดโรคติดต่อ และโรคติดเชื้อหลายโรค โรคติดต่อที่เป็นกันมากโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ได้แก่ โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคท้องร่วง และโรคมือเท้าปาก เป็นต้น ซึ่ง “มือ” ถือเป็นอวัยวะสำคัญที่นำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

ทุกคนสัมผัสกับเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา เพราะเชื้อโรคมีอยู่ทุกหน ทุกแห่ง แม้แต่กระทั่งในอากาศที่เราหายใจ ดังนั้นเราจึงควรสร้างสุขอนามัยที่ดีด้วยการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ และต้องล้างมือทันทีเมื่อทำกิจกรรม

 หากเราสามารถล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกสุขลักษณะสม่ำเสมอ และช่วยกันปลูกฝังทุกคนให้เห็นความสำคัญของการล้างมือตั้งแต่ยังเด็กก็จะช่วยลดการเจ็บป่วยลงได้

ในการรณรงค์เรื่องการล้างมือนั้น นอกจากภาครัฐแล้วในส่วนของภาคเอกชนก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในการรณรงค์เรื่องการล้างมือเพื่อเป็นการสกัดต้นตอของการติดเชื้อโรค

“จากงานวิจัย พบว่า การล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะด้วยสบู่จะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย จะช่วยลดโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆที่มีมือเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ระบบต่างๆ ในร่างกายได้ โดยพบว่า โรคไข้หวัด โรคท้องร่วง โรคผิวหนังอักเสบ โรคตาแดง ลดลงถึง 50% หลังล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะด้วยสบู่ นอกจากนี้ยังพบว่า การรณรงค์ยังต่อเนื่องส่งผลให้พฤติกรรมการล้างมือของเด็กนักเรียนเปลี่ยนไป โดยนักเรียนขยันล้างมือบ่อยขึ้นโดยที่ไม่ต้องบอกให้ล้างถึงร้อยละ 84”

การล้างมือ 7 ขั้นตอน 
ฟอกบริเวณฝ่ามือ

ฟอกฝ่ามือและง่ามนิ้วมือด้านหน้า

ฟอกหลังมือและง่ามนิ้วมือด้านหลัง

ฟอกนิ้วมือและข้อนิ้วมือด้านหลัง

ฟอกปลายนิ้วมือและเล็บ

ฟอกโคนนิ้วและนิ้วหัวแม่มือ

ฟอกรอบข้อมือ

การล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะเป็นประจำและสม่ำเสมอ ถือเป็นวิธีการป้องกันโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และการสัมผัสผ่านทางผิวหนังได้ แม้จะไม่ 100% แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสกัดต้นตอของการติดเชื้อโดยเฉพาะแบคทีเรียลงได้มากทีเดียว

และมือเอง ก็เป็นสิ่งที่เราใช้ตลอดเวลาและโรคหลายโรคก็ติดต่อทางมือโดยมือเป็นตัวนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย การล้างมือเป็นวิธีการป้องกันโรคติดเชื้อทั้งทางเดินหายใจและการสัมผัส

 โรคติดเชื้อที่ติดต่อผ่านทางมือที่พบบ่อยๆคือ

  • โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคหัด หัดเยอรมัน
  • โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย โรคตับอักเสบชนิดเอ โรคบิด อหิวาตกโรค
  • โรคพยาธิชนิดต่างๆซึ่งติดต่อได้จากการที่มือปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้แล้วหยิบจับอาหารเข้าไป
  • โรคติดต่อทางการสัมผัสโดยตรง เช่น โรคตาแดง โรคเชื้อรา แผลอักเสบที่ผิวหนัง หิด เหา โรคเริม
  • โรคที่ติดต่อได้หลายทาง เช่น โรคอีสุกอีใสอาจติดต่อได้จากการสัมผัสและจากการหายใจ

 ควรล้างมือเมื่อไหร่
1.หลังการไอหรือจาม หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งมือเมื่อไหร่ของผู้ป่วย
2.ก่อนและหลังรับประทานอาหาร
3.ก่อนและหลังการเตรียมอาหาร
4.ก่อนและหลังการเข้าห้องนํ้า
5.ก่อนและหลังการสูบบุหรี่
6.ก่อนและหลังการทำงาน
7.เมื่อกลับจากทำงาน

ทำไมในโรงพยาบาล “ห้ามถ่ายภาพ”

ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและรวดเร็วจนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งถือเป็นความลับของผู้ป่วย แต่ขณะนี้มักพบเห็นการสื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น มีการถ่ายรูปผู้ป่วยระยะสุดท้ายพร้อมเขียนข้อความขอความช่วยเหลือ ส่งข้อความต้องการขอรับบริจาคเลือดโดยมีการระบุชื่อผู้ป่วย การแสดงผลฟิล์มเอกซเรย์ การถ่ายภาพภายในห้องของผู้ป่วย ทั้งที่เป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นต้น

ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้ที่กระทำมีเจตนาที่ดี แต่ปัญหาคือการสื่อสารเช่นนี้แบบไหนถึงจะพอดี เพราะต้องเข้าใจว่าบางโรคผู้ป่วยก็ไม่อยากเปิดเผย เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตหรือหน้าที่การงาน ยิ่งไปกว่านั้นท่ามกลางความขัดแย้งในปัจจุบันอาจมีการนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามที่เห็นต่างได้ อย่างสื่อมวลชนกระแสหลักก็ต้องมีความระมัดระวัง เช่น กรณีรักษาการนายกรัฐมนตรี หรืออดีตนายกรัฐมนตรีเกิดอุบัติเหตุแค่ไหนจึงพอเหมาะพอควร ในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ

ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ ทั้งข้อมูลส่วนตัว สุขภาพ และการรักษา จะมีคนเกี่ยวข้อง 2 ส่วน คือ ผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีคุณธรรมจริยธรรมจรรยาบรรณมากำกับ รักษาความลับของผู้ป่วย ส่วนข้อมูลผู้ป่วยที่อยู่ในระบบบริการต้องมีระบบรักษาความปลอดภัย เพราะหากไม่ใส่ใจข้อมูลอาจหลุดได้ และคนทั่วไปที่รู้ข้อมูลโดยการมาเยี่ยมหรือมีคนส่งต่อมาให้ ย่อมมีโอกาสเอาข้อมูลไปกระจายทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจกระทบต่อคนไข้ สังคม ก่อเกิดความเกลียดชัง ปัญหาขัดแย้งได้ อย่างไรก็ตาม หากต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยสามารถทำได้ แต่ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วย ไม่ระบุชื่อผู้ป่วย

เรื่องข้อมูลสุขภาพต้องคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล 3 เรื่อง คือ

  1. หลักสากลซึ่งไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่ทั่วโลกพึงปฏิบัติ 
  2. รัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลไว้ชัดเจน และ 
  3. หลักกฎหมาย ซึ่งมีระบุไว้หลายฉบับในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 

และปัจจุบันกำลังมีการมีการยกร่างกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลด้วย แม้แต่วิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขก็มีการออกประกาศสิทธิผู้ป่วยไว้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ควรคำนึงถึงหลักคุณธรรมจริยธรรม หรือจรรยาบรรณของวิชาชีพมากกว่า เพราะหากนึกว่าเราเป็นผู้ป่วยเองเราจะยินยอมหรือไม่ เป็นลักษณะของใจเขาใจเรา

สำหรับหลักจริยธรรมด้านสุขภาพของบุคลากรทางการแพทย์จะมี 4 เรื่องคือ

  1. อิสระของผู้ป่วย คือผู้ป่วยมีสิทธิของเขา ผู้ปฏิบัติวิชาชีพต้องระวัง มิใช่ว่ามีข้อมูลของผู้ป่วยแล้วจะเอาไปทำอะไรก็ได้ ผู้ป่วยมีสิทธิพิทักษ์รักษา 
  2. ประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย 
  3. ไม่ทำอันตรายต่อผู้ป่วยจากการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ และ 
  4. หลักการยุติธรรม ดูความเท่าเทียมเสมอภาค
หากผู้ป่วยถูกละเมิด ผู้ป่วยและญาติสามารถฟ้องได้ตามมาตรา 7 โดยผู้ละเมิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
ส่วนกฎหมายใหม่ที่กำลังยกร่างก็ต้องทำการฟ้องเช่นกัน ทั้งนี้ ในยกร่างกฎหมายใหม่คงไม่มีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาตรวจสอบการละเมิดสิทธิของผู้ป่วย เพราะสังคมมีความสลับซับซ้อน มีการกระทำเช่นนี้เป็นจำนวนมาก จึงมีการเสนอว่าต้องให้ความรู้แก่ประชาชนต้องช่วยกันตรวจสอบในเรื่องนี้ 
สำหรับหน้าที่สื่อมวลชน โดยเฉพาะกรณีการตามบุคคลสำคัญ บุคคลสาธาณะเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยก็ต้องคำนึงว่ารูปควรนำไปใช้แค่ไหน เพราะเป็นการมาสื่อสารหน้าที่ของผู้นำ ไม่ใช่สื่อสารความลับของผู้ป่วย ซึ่งที่จริงแล้วก็ไม่ควรเข้าไปในห้องผู้ป่วย เรื่องนี้ควรมีการทำความเข้าใจและสร้างระบบให้ชัดเจน ซึ่งจริงๆ แล้วโรงพยาบาลก็มีกฎห้ามถ่ายรูปอยู่แล้ว แต่กรณีมากับบุคคลสำคัญอาจจะห้ามไม่ทัน
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าในเขตโรงพยาบาลทำไมต้องห้ามถ่ายภาพ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยจึงไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปผู้ป่วยหรืออาคารสถานที่ในโรงพยาบาล ยกเว้นได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลนั้นๆก่อน และผู้ป่วยหรือผู้มีอำนาจแทนผู้ป่วยจะยินยอมเท่านั้น