บันเทิงไทยในปี พ.ศ.2500

23 ธ.ค.

บันเทิงไทยในปี พ.ศ.2500

ปี พ.ศ.2500 เป็นปีบุกเบิกวงการหนังไทยให้คึกคัก เพราะปีนี้เป็นปีแห่งจุดเริ่มต้นของการกำเนิดผู้สร้างหนังหลายคน เพราะเป็นปีเฉลิมฉลอง 25 ศตวรรษ
แหล่งบันเทิงแหล่งใหญ่สมัยนั้นคือ วังบูรพา เป็นจุดศูนย์กลางของทุกอย่าง โรงภาพยนตร์ 3 โรงมีให้เลือกดูอยู่บริเวณนั้นคือ คิงส์ แกรนด์ สองโรงหนังนี้ ฉายหนังเอาใจโก๋หลังวัง คือวัยรุ่นยุคนั้นเน้นฉายหนังฝรั่งเป็นหลัก ส่วนอีกโรง ควีนส์ เน้นฉายหนังอินเดีย เพราะอยู่ใกล้ชุมชนชาวอินเดีย พาหุรัด
ถ้าอยากดูหนังไทยก็เดินไปศาลาเฉลิมกรุงที่อยู่ด้านหลังวังบูรพา
สมัยนั้นการเดินทางไปดูหนังแถววังบูรพาจะนิยมเดินทางโดยรถเมล์กับรถราง หนุ่มสาวจะนัดเจอกันที่วังบูรพาถ้าหนังโปรแกรมไม่น่าดู ก็จะนั่งรถรางไปศาลาเฉลิมไทย หรือเดินไปแถวสะพานพุทธ ไปดูหนังที่เอ็มไพร์ หนังสมัยก่อนจะมีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง รอบหนังจึงมีแค่ 5 รอบต่อวัน รอบเช้า 9 โมง รอบเที่ยง 12.00 น. รอบ 16.00 น. รอบ 19.00 นแล้วก็รอบ 21.30 น. รอบที่คนนิยมดูคือรอบทุ่ม เพราะเสร็จก็ไปเที่ยวต่อ โรงหนังถ้าราคาต่ำสุด 5 บาท(สมัยนั้น) จะอยู่สองแถวหน้า เป็นเกัาอึ้ไม้ ที่เหลือจะเป็นเก้าอี้เบาะหนัง
รถใช้บริการยามดึกจะมีรถสามล้อถีบ สามล้อเครื่องให้บริการ รถเมล์กับรถรางจะหมดเวลาวิ่งแล้ว ส่วนใหญ่คนดูหนังรอบดึกจะอยู่ใกล้โรงหนัง หรือไม่ก็ขี่จักรยานมา ข้างโรงหนังทุกโรงจะมีที่จอดจักรยาน หรือจักรยานยนต์ สมัยนั้นรถยนต์มีน้อยจอดไหนก็ได้ แม้แต่จักรยานยนต์ก็มีน้อย
ตอนรอดูหนังถ้าใครอยู่ใกล้ผู้ชายก็จะได้กลิ่นน้ำมันใส่ผมฟุ้งไปทั่ว ผมจะเรียบแป้ สาวๆก็นิยมใส่กางเกงยืดขายาว คนมีฐานะหน่อยก็ใสกระโปรงสุ่มไก่
ตอนหน้าจะเล่าถึงการทำธุระกิจหนังกับดาราหนังดังปี พ.ศ.2500

ปี พ.ศ.2500 โทรทัศน์แทบจะเข้าไม่ถึงผู้ชมส่วนใหญ่ เหมือนวิทยุกับภาพยนตร์ ทั้งราคาแพง เกินกำลังซื้อของคนหาเช้ากินค่ำ วิทยุเป็นอะไรที่เข้าถึงคนฟังได้มากที่สุด โดยเฉพาะละครวิทยุ อีกธุระกิจที่เฟื่องฟูมากปีนี้ก็คือ ธุระกิจด้านการผลิตหนังสือนวนิยาย ที่ปีนี้เป็นปีฉลอง 25 ศตวรรษ ผู้ผลิตหนังสือนวนิยายต่างซื้อบทประพันธ์ดีๆมาทำหนังสือกันเป็นว่าเล่น พอนวนิยายดังคนจัดละครวิทยุก็มาทำต่อ กลายเป็นละครฮิต พอละครฮิตผู้สร้างหนังก็เอาทำเป็นภาพยนตร์ต่อ นักประพันธ์ได้เงินค่าลิขสิทธิ์เป็นว่าเล่น
ในแวดวงภาพยนตร์ยุคนั้น สองส่วนที่มีอำนาจในการต่อรองสูง คือเจ้าของโรงภาพยนตร์กับสายหนัง ผู้สร้างคนใดที่เป็นอิสระ แม้ว่าจะเป็นดาราหรือคนรู้จักมีชื่อในวงการบันเทิง ถ้าไม่มีโปรแกรมลงโรงหนังที่ดี หรือไม่มีจัดจำหน่ายทึ่สามารถต่อรองกับสายหนังได้ ก็เตรียมขาดทุนได้เลย ขนาดค่ายหนังใหญ่ๆหลายค่ายยังต้องยอมเจ้าของโรงทุกอย่างในการแบ่งเปอร์เซนต์ การฉายที่ถูกเอาเปรียบ บางคนต้องยอมให้เจ้าของโรงหนัง 60 % ตัวเองได้40 % เพื่อได้เข้าฉายในเทศกาล ที่ถือเป็นช่วงเวลาดี
เจ้าของโรงหนังยุคนั้นยังทำหน้าที่สร้างหนังมาลงโรงเอง กำหนดเวลาฉายให้พร้อมในช่วงเทศกาลใหญ่ เช่นปีใหม่ สงกรานต์ เจ้าของโรงหนังที่ถือว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในยุคนั้นก็คือ บัณฑูรย์ องค์วิศิษฐ์ เจ้าของโรงหนัง คิงส์ ควีนส์ เอ็มไพร์ ในส่วนของศาลาเฉลิมกรุงคือกายสิทธิื ตันติเวชกุล เป็นผู้จัดการโรง วิมล ยิ้มละมัยเป็นทั้งจัดจำหน่ายในนามวัชรภาพยนตร์และดูแลโรงหนังคาเธ่ย์ ส่วนโรงหนังศาลาเฉลิมไทยมีพิสิฐ ตันสัจจา เป็นเจ้าของ
เพราะสมัยนั้นนิยมทำหนัง16 ม.ม.ฟิล์มมักทำก๊อปปี้เดียว พอจะไปฉายต่อสภาพฟิล์มก็ช้ำ จนราคาการนำฟิล์มไปฉายตก แต่ถ้าทำหลายก๊อปปี้เวลาขายสายหนังจะได้ราคา แต่ต้นทุนการผลิตจะสูงกว่าก๊อปปี้เดียว ถ้าหนังทำเงินในโรงหนังกรุงเทพฯ ไม่ว่าสภาพฟิล์มจะช้ำแค่ไหนก็ได้ราคาสำหรับสายหนัง แต่โอกาสฟิล์มช้ำมันยากมาก จะมีก็แต่ฟิล์มไหม้ ต้องตัดฟิล์มต่อใหม. เหตุนี้แหล่ะผมถึงชอบดูหนังรอบปฐมทัศน์เท่านั้น เพราะได้ชมเต็มเรื่องแน่นอน
สังเกตุว่าถ้าหนังเรื่องใดฉายสองโรงนั่นแสดงว่าเขาขายสายหนังได้แล้ว หน้าหนังดี จึงกล้าลงทุนก๊อปปี้หนังเพิ่มกล้าฉายสองโรง
ตอนหน้ามาดูเกี่ยวกับหนังและดารายุคนั้นว่าเป็นอย่างไร

error: Content is protected !!